ตอนที่ 265

“มู่เหลียงฉันทำชานมได้แล้ว!”

มินโฮผลักประตูห้องทำงานเข้ามาอย่างรวดเร็ว และเดินไปหามู่เหลียงโดยที่ในมือถือแก้วชานมมาด้วย

“ทำได้แล้วงั้นหรอ? เร็วมากเลย”

มู่เหลียงพูดด้วยความประหลาดใจ

เขาเหลือบมองดูนาฬิกา และเห็นว่ามินโฮออกไปจากห้องได้ไม่ถึงสองชั่วโมงเลยด้วยซ้ำ

“ลองดูสิ”

มินโฮยื่นแก้วชานมให้

มู่เหลียงเอื้อมมือไปรับและมองดูแก้วชานมที่ก้นแก้วมีไข่มุกนอนก้นอยู่

“การจะดื่มชานมไข่มุก แต่ไม่มีหลอดนี้มัน…หมือนไม่ได้กินชานมไข่มุกเลย”

มู่เหลียงพูดกับตัวเอง

เขาจึงใช้พลังของเขาสร้างหลอดขึ้นมาจากแก้ว ซึ่งเป็นหลอดที่มีรูกว้างขนาดหนึ่งนิ้ว

มู่เหลียงจุ่มหลอดลงไปและดูดชานมพร้อมกับไข่มุกขึ้นมา

สัมผัสของไข่มุกที่นุ่มนิ่มเหนี่ยวหนึบ ยิ่งเคี้ยวก็ยิ่งได้รสชาติของน้ำผึ้ง

มันได้ผสมเข้ากับรสของชานมที่มีกลิ่นของนมแพะอ่อนๆ ออกมา

“ดีมาก!”

มู่เหลียงก้มหน้าลงและดมกลิ่นจากแก้วชานมอีกครั้ง ในขณะที่ปากของเขากำลังเคี้ยวไข่มุกอยู่

ชานมที่ทำจากชาประกายแสงกับนมแพะนั้นไม่ได้ด้อยไปกว่าชานมจากโลกเดิมของเขาเลยแม้แต่นิดเดียว แถมเผลอยังมีรสชาติดีกว่ามาก และดีต่อสุขภาพอีกด้วย

มู่เหลียงถามขึ้น

“เธอลองชิมดูรึยัง”

“ยังไม่ได้ลองเลย”

มินโฮตอบเบาๆ

“เอาลองดู”

มู่เหลียงส่งแก้วชานมให้กับมินโฮ

มินโฮหน้าแดงเล็กน้อยก่อนที่จะลองดูดหลอดแก้วแบบที่มู่เหลียงทำ

“อร่อย รสชาติดีมาก!”

แววตาของมินโฮใสเป็นประกายขึ้นมา และอดไม่ได้ที่จะดูดชานมต่อ พร้อมกับดูดไข่มุกขึ้นมาเคี้ยวด้วย

“ถ้าใส่น้ำแข็งจะอร่อยกว่านี้”

มู่เหลียงคิดถึงชานมเย็นๆ ที่เขาเคยกิน

“ใส่น้ำแข็งด้วยงั้นหรอ?”

มินโฮพูดด้วยน้ำเสียงที่ดูหลงไหล

“ถ้าทำแบบนั้นได้ เราจะสามารถเปิดร้านน้ำบนถนนการค้าได้เลย”

มู่เหลียงพูดอย่างอ่อนโยน

“แต่ราคาของมันคงจะแพงมาก…”

มินโฮพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่หนักใจ ชานมที่ใช้ชาประกายแสงทำนั้นคงไม่ขายราคาถูกๆ แน่

“เราทำได้ เพียงแค่ไม่เอายอดอ่อนของใบชาประกายแสง ใช้ใบชาหยาบๆ ไม่ดีมาก และใช้น้ำผึ้งให้น้อยลง”

มู่เหลียงอธิบายอย่างง่ายๆ ให้มินโฮฟัง

มู่เหลียงเองตอนนี้สวมบทเป็นพ่อค้าไร้ยางอายที่ทำทุกอย่างเพื่อลดต้นทุนในการขายของ

“ถ้าแบบนั้นก็น่าจะได้อยู่”

มินโฮพยักหน้าอย่างเข้าใจ

“ฉันจะให้เธอเป็นคนจัดการเรื่องร้านน้ำ มินโฮคิดว่าไง”

มู่เหลียงถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน

“ได้!”

มินโฮพยักหน้าอย่างจริงจัง แต่อยู่ๆ เหมือนเธอจะคิดอะไรขึ้นมาได้และดูเป็นกังวล

“หากเจออะไรไม่เข้าใจ ให้มาถามฉันได้เสมอ”

มู่เหลียงยกมือขึ้นบีบไปที่จมูกน้อยๆ ของมินโฮเบาๆ

มินโฮหน้าแดงขึ้นมาก่อนที่จะพูดด้วยน้ำเสียงที่ใสซื่อ

“แล้วมู่เหลียงจะเอาชานมอีกไหม?”

“เอา แต่ขอเพิ่มน้ำแข็งด้วย”

มู่เหลียงพยักหน้าพร้อมกับยิ้มให้

“ได้เลย”

มินโฮยิ้มอย่างร่าเริงและเดินออกไปอย่างรวดเร็ว

มินโฮกลับมาที่ห้องครัวทันที

อึ้กๆ

หยู่เฟ่ยหยานตอนนี้กำลังกระดกชานมแก้วที่สามอยู่

เว่ยหยูหลันเองก็ดื่มไปแล้วแก้วหนึ่ง และไม่กล้าดื่มอีก และไปทำความสะอาดของในครัว

“ฉันอิ่มแล้ว งั้นฉันไปบินลาดตระเวนก่อนละ”

หยู่เฟ่ยหยานลูบท้องอย่างพอใจ ก่อนที่จะเดินจากไป

“ยังเหลืออีกหกแก้ว ฉันจะกินเองแก้วหนึ่ง ส่วนที่เหลือหากใครมาก่อนก็ได้กินก่อน”

มินโฮเริ่มจัดแจงชานมที่เหลือ

เธอหันหลังกลับไปและเอาก้อนน้ำแข็งออกมาจากตู้เย็น ก่อนที่จะทุบให้มันแตกเป็นก้อนเล็กๆ และแบ่งใส่ลงไปในแก้วชานมไข่มุก

มินโฮคนแก้วเล็กน้อยก่อนที่จะลองจิบดู ชานมไข่มุกที่เย็นนั้นทำให้เธอรู้สึกสดชื่นมากขึ้น

“ชานมเย็นอร่อยกว่าจริงๆ ด้วย น้องหลันลองดูสิ”

มินโฮพูดขึ้นอย่างตื่นเต้น

“ฉันกินได้งั้นหรอค่ะ”

เว่ยหยูหลันวางมือจากสิ่งที่ทำอยู่

มินโฮพูดขึ้นพร้อมกับรอยยิ้ม

“ได้สิ ทำไมเธอถึงจะกินไม่ได้ล่ะ?”

“ค่ะ”

เว่ยหยูหลันดูลังเลเล็กน้อยก่อนที่จะเอื้อมมือไปรับแก้วชานมเย็นจากมินโฮ

“ตอนนี้มู่เหลียงบอกให้เฉันไปเปิดร้านขายน้ำที่ถนนการค้าแล้ว ถ้าร้านเสร็จเมื่อไหร่ เธอก็ต้องไปช่วยฉันนะ”

มินโฮพูดอย่างจริงจัง

“ค่ะ”

เว่ยหยูหลันตอบอย่างเชื่อฟัง

ในขณะที่เธอกำลังเพลิดเพลินไปกับรสของชานมเย็น

“งั้นฉันไปถนนการค้าก่อนนะ ที่เหลือฝากน้องหลันด้วย”

มินโฮวางแก้วชาลง เธอวางแผนที่จะไปถนนการค้าและหาทำเลที่เปิดร้านของเธอ

“อ๋อ เอาชานมเย็นแก้วหนึ่งไปให้มู่เหลียงด้วยนะ”

มินโฮพูดขึ้นมาเมื่อนึงขึ้นได้

“ได้ค่ะ”

เว่ยหยูหลันขานรับ

ก่อนที่เว่ยหยูหลันจะเปิดตู้เย็นและเอาน้ำแข็งมาใส่แก้วชานม เตรียมเอาไปส่งให้มู่เหลียง

ถ้าหากว่าเว่ยหยูหลันรู้ว่ามู่เหลียงมีพลังในการสร้างน้ำแข็งเธอคงไม่ทำแแบบนี้แน่

มินโฮเดินออกไปจากตำหนักเจ้าเมือง และเจอเข้ากับหยู่ฉินหลานที่กำลังจะเข้าไปในตำหนักเจ้าเมือง

“พี่ฉินหลาน!! ชุดพี่ดูสวยมากเลย”

มินโฮเอ่ยปากชมอย่างจริงใจ

“งั้นหรอไม่เท่าไหร่หรอก”

หยู่ฉินหลานยิ้มมุมปากเล็กน้อย

หากนับมินโฮด้วยก็มีคนชมเกินกว่ายี่สิบคนได้แล้ว

“มันสวยจริงๆ ใครทำทำชุดนี้ให้พี่หรอ”

มินโฮถามออกไปโดยไม่รู้ตัว

“มู่เหลียง..”

หยู่ฉินหลานปัดผมไปด้านหลังตอนที่ตอบทำให้เธอดูสง่างามมากขึ้น

“....มู่เหลียง…”

นัยน์ตาของมินโฮหรี่เล็กลง

มุมปากของเธอตกลงและดูไม่ชอบใจอย่างมาก อยู่ๆ เธอก็ไม่สบอารมณ์และอารมณ์บูดขึ้นมาเฉยๆ

“มู่เหลียงอยู่ที่ห้องทำงานรึป่าว?”

หยู่ฉินหลานถามขึ้นเพื่อเปลี่ยนเรื่องทันที

“อยู่”

มินโฮตอบพร้อมกับฝืนยิ้ม

“ฉันจะไปหาเขาสักหน่อย”

หยู่ฉินหลานตอบและเดินจากไปด้วยท่าทางอันสง่างามของเธอ

มินโฮแม้จะไม่พอใจแต่ก็หันกลับไปพูดกับหยู่ฉินหลาน

“พี่ฉินหลาน ฉันทำของอร่อยๆ ไว้ในของครัว พี่ไปลองดูได้นะ”

“ขอบคุณเดี๋ยวจะไปลองดูนะ”

หยู่ฉินหลานโบกมือให้ ก่อนที่จะเดินเข้าไปในตำหนักเจ้าเมือง

-มินโฮเม้มปากทำหน้ามุ่ยและพูดด้วยน้ำเสียงขุนเคือง

“ทำไม…มู่เหลียงไม่ทำชุดให้ฉันบ้าง…”

………

หยู่ฉินหลานเข้ามาในตำหนักและไปยังห้องครัว และเห็นเว่ยหยูหลันกำลังเก็บกวาดอยู่

“ท่านหยู่”

เว่นหยูหลันคำนับให้

หยู่ฉินหลานเดินมาตรงโต๊ะครัวและดูแก้วชานมที่ตั้งอยู่

“นี่คือสิ่งที่มินโฮบอกว่าเป็นของอร่อยๆ ใช่ไหม?”

“ใช่แล้วค่ะ มันคือเครื่องดื่มแบบใหม่”

เว่ยหยูหลันตอบพร้อมกับรอยยิ้มที่ภูมิใจเสนอ

เมื่อหยู่ฉินหลานลองจิบดู เธอก็ชอบมันในทันที

“ไม่เลวเลย”

ก่อนที่หยู่ฉินหลานจะเดินออกไปจากห้องครัวพร้อมกับแก้วชานมเพื่อไปคุยกับมู่เหลียง

ก็อกๆ

หยู่ฉินหลานเคาะประตูห้องทำงาน ก่อนที่จะเปิดและเดินเข้าไป

มู่เหลียงเองกำลังนั่งดูดชานมไข่มุกเม็ดสุดท้ายพอดี

สิ่งที่เขาเห็นคือหยู่ฉินหลานที่เดินเข้ามาพร้อมกับแก้วชานมเหมือนกัน ทำให้มู่เหลียงถามขึ้น

“เป็นไงอร่อยไหม”

“มู่เหลียงคิดค้นสิ่งนี้ขึ้นงั้นหรอ?”

หยู่ฉินหลานถามพร้อมกับพยักหน้า

“ใช่แล้ว”

มู่เหลียงยิ้มเล็กน้อย

“ว่าแต่มีเรื่องอะไรรึป่าว”

มู่เหลียงเห็นแบบนั้นเลยถามต่อทันที

“ไม่มีอะไรมาก เพียงแค่ข้างหน้าเราจะเจอเมืองเล็กๆ เลยมาถามว่าต้องการจะแวะที่เมืองนี้ไหม”

หยู่ฉินหลานพูดขึ้นต่อ

เธอไปที่ถนนการค้ามาและได้ยินเรื่องนี้มาจากสองแม่ลูกที่อยู่บนถนนเส้นนั้น

และเมื่อคิดถึงสองแม่ลูกแล้ว เธอเองก็รู้สึกสะเทือนใจเล็กน้อย เพราะเธอรู้มาว่าลูกสาวของหญิงคนนั้นเป็นใบ้ และผู้เป็นแม่พยายามทำทุกอย่างเพื่อหายารักษาเธอ ถึงกับลองยารักษาของเมืองเต่าทมิฬด้วย

“เมืองเล็กๆ งั้นหรอ เมืองแบบไหน”

มู่เหลียงถามด้วยสีหน้าครุ่นคิด

“เมืองไม่ใหญ่มากมีประชากรประมาณพันกว่าคน เจ้าเมืองเป็นผู้มีพลังขั้น 6”

หยู่ฉินหลานกล่าวและบอกทุกอย่างที่เธอรู้มา

“ถ้าเมืองเล็กแค่นั้น เราไม่จำเป็นต้องแวะหรอก”

เมืองเล็กๆ นั้นมีประชากรแค่พันกว่าคน เพราะงั้นคงสร้างรายได้ให้กับเมืองเต่าทมิฬไม่ได้มากนัก จะเป็นการเสียเวลามากกว่า เพราะงั้นควรเร่งฝีเท้าไปยังเมืองหมื่นอสูรจะดีที่สุด

“ฉันเองก็คิดเหมือนกัน”

หยู่ฉินหลานพยักหน้าเล็กน้อย

“แต่เธอรู้ได้ไงว่า มีเมืองเล็กๆ อยู่ข้างหน้า”

มู่เหลียงรู้สึกแปลกใจเลยถามขึ้น

“ได้ยินมาจากคนที่อยู่ในหอสามดวงดาว น่าจะเป็นนักล่าผลงานศิลปะและงานกวี ที่เคยไปเมืองนั้นมาก่อน”

หยู่ฉินหลานอธิบายง่ายๆ

“แบบนั้นเอง”

มู่เหลียงเพียงพยักหน้าอย่างเข้าใจเท่านั้น