ตอนที่ 124

“เฮ้อ!! ในที่สุดเราก็สลัดเจ้าพวกนั้นหลุดสักที”

ซิไป่ฉีพูดขึ้นพร้อมกับกระพือปีกของเธอเบาๆ และร่อนลงมาจากท้องฟ้า

เธอร่อนลงมาบนก้อนหินก้อนใหญ่ แววตาสีแดงของเธอก็สลายหายไป กลายเป็นนัยน์ตาสีทอง

ฟุบ!!

เงาหนึ่งพุ่งเข้ามาอย่างปราดเปรียว และยืนอยู่ข้างก้อนหิน

ร่างของมิอาปรากฏขึ้นสีหน้าของเธอยังคงเย็นชาไม่เปลี่ยน และดูอ่อนเพลียเล็กน้อย

“เป็นไงยังไหวอยู่ไหม”

ซิไป่ฉีถามอย่างเป็นห่วง

ทั้งสองถูกไล่ล่าอยู่สิบวัน

เมื่อคืนพวกเธอเกือบถูกจับ และเกิดการปะทะกันเกิดขึ้น แต่สุดท้ายทั้งคู่ก็หนีรอดมาได้

“ไม่…เป็นไร”

มิอาพูดอย่างไร้อารมณ์

“พวกหน้าขนจากเมืองหมื่นอสูรโง่ชะมัด ถึงจะมีตัวหนึ่งจมูกดีก็ตาม”

ซิไป่ฉีพูดพร้อมกับขบฟันด้วยความโกรธ

“ถึงจะโง่เง่าแต่มันก็ไล่กัดไม่ปล่อย”

ทุกครั้งที่ทั้งคู่พัก นักล่าจากเมืองหมื่นอสูรจะไล่ตามทันทุกครั้ง หากว่าซิไป่ฉีไม่ได้สามารถบินสูงขึ้นไปหาที่แอบได้ ทั้งสองคงไม่สามารถซื้อเวลาพอที่จะได้พักผ่อน

“ปีกของฉันมันเล็กเกินไปที่จะทำอะไรแบบนี้”

ซิไป่ฉีลูบไปบนปีกของเธอพร้อมกับสีหน้าลำบากใจ

เธอไม่สามารถแบกคนไปได้ไกลด้วยปีกนี้ เธอสามารถแบกคนได้ในระยะทางสั้นๆ เท่านั้น แต่แค่นั้นก็ทำให้เธอเหนื่อยมากแล้ว

“เธอยังโตได้มากกว่านี้ ถ้าได้กลับไปยังเมืองจันทร์ดับ”

มิอาพูดอย่างเย็นชา

เมืองจันทร์ดับเป็นเมืองใหญ่ และเป็นเมืองชนชั้นสูงของเผ่าพันธ์ผีดูดเลือด และซิไป่ฉีคนนี้เป็นเจ้าหญิงองค์เล็กสุดแห่งเมืองจันทร์ดับ

“ฉันไม่กลับหรอก! มีแต่พวกโรคจิตอยากให้ฉันดูดเลือดพวกมัน”

ซิไป่ฉีส่ายหัวพร้อมกับเบ้ปากด้วยความดูถูก

“เลือดของพวกมันไม่คู่ควรกับร่างกายของฉัน”

“แต่เธอไม่ดื่มเลือดมนุษย์มาก่อนเลยไม่ใช่หรอ”

มิอาพูดเบาๆ

“งั้นทำไมเธอถึงไม่ให้ฉันดูดเลือดเธอสักคำล่ะ”

ซิไป่ฉีแยกเขี้ยวน้อยๆ ของเธอพร้อมกับเลียมุมปาก และมองไปยังคออันเรียวขาวของมิอา

เธออยากจะดูดเลือดมิอา เพราะมันจะเพิ่มพลังให้กับเธออย่างแน่นอน

ถ้าหากว่าเธอไปดูดเลือดพวกอ่อนแอ มันจะยิ่งทำให้พลังสายเลือดบริสุทธิ์ของเธออ่อนแอลง

“ไม่”

มิอาตอบอย่างไม่คิด

“เอาน่า ขอแค่คำเดียว ไม่เจ็บหรอกแป๊บเดียว”

ฉิไป่ซีพยายามพูดอ้อนด้วยน้ำเสียงน่าสงสาร พร้อมกับโน้มตัวไปใกล้ๆ มิอา

“รู้ไหมว่าทุกคนในเมืองจันทร์ดับต้องการที่จะให้ฉันดูดเลือดพวกเขา แต่ฉันปฏิเสธทั้งหมด ตอนนี้เธออุสาได้รับเกียรตินั้นเลยนะ เธอต้องรู้สึกขอบคุณมากกว่าสิ”

“ถ้าเธอหิว เดี๋ยวฉันจับกระต่ายแถวนี้ให้”

มิอาพูดพร้อมกับมองไปยังซิไป่ฉี

“ชิร์!! แล้วอย่ามาเสียใจภายหลังแล้วกัน!”

ซิไป่ฉีแก้มพองขึ้นพร้อมกับทำหน้ามุ่ยอย่างไม่พอใจ

เธอไม่อยากกินเลือดกระต่าย เธออยากจะกินเลือดของผู้มีพลังกระต่ายมากกว่า เพื่อจะได้แข็งแกร่งขึ้น

มีเพียงเลือดมนุษย์ที่ได้รับการวิวัฒนาการแล้วเท่านั้น ทั้งผู้กลายพันธ์และผู้ตื่น ที่จะทำให้เธอแข็งแกร่งขึ้นได้

“ไม่ละ ฉันไม่เสียใจกับการตัดสินใจนี้แน่ๆ”

มิอาตอบอย่างเย็นชา

“แค่ดูดเลือดคำสองคำทำเป็นขี้เหนียวไปได้”

ซิไป่ฉีหน้ามุ่ยอีกครั้ง

“.....”

นัยน์ตาสีแดงของมิอามองไปยังเขี้ยวของซิไป่ฉี ด้วยความไม่พอใจ แม้ว่าซิไป่ฉีจะมองกลับมาด้วยสายตาออดอ้อนก็ตาม

มิอาเพียงพูดออกมาสองคำ

“โรคจิต….”

“ห๊า! โรคจิต!”

ถึงจุดนี้ซิไป่ฉีพูดขึ้นด้วยความโมโห

“ยัยแมวตัวเหม็น นี้แกคิดเรื่องน่าเกลียดกับฉันใช่ไหม!!”

“ไม่ฉันไม่ได้คิด….”

มิอาตอบและเมินหน้าหนี

“ฉันไม่รู้ ไม่สนทั้งนั้น ก็เธอเป็นคนพาฉันออกมาจากเมืองจันทร์ดับเอง

ซิไป่ฉีวางมือเท้าเอวพร้อมกับแยกเขี้ยวน้อยๆ ด้วยความโมโห

“เธอต้องรับผิดชอบฉันสิ!”

ใช่แล้วเธอถูกมิอาเกลี้ยกล่อมและหว่านล้อมจนเธอเชื่อและออกมาจากเมืองจันทร์ดับ เธอโดนหลอกว่าข้างนอกนั้นมีแต่เรื่องสนุกๆ รออยู่ และงดงามขนาดไหน

ซิไป่ฉีเวลานั้นเชื่อยังหมดใจด้วยความใสซื่อ และออกจากเมืองจันทร์ดับมากับมิอา

แต่นั้นมันก็เมื่อปีก่อน

“ขอโทษ…”

มิอาชะงักพร้อมกับเปลี่ยนกลับคำทันที

“งั้นเดี๋ยวฉันจะพาเธอกลับไปส่งเมืองจันทร์ดับ”

เธอได้ข่าวจากดินแดนเขียวขจีว่า มีเจ้าหญิงแวมไพร์จากเมืองจันทร์ดับที่มีความสามารถเรื่องการตัดแต่งพืช

ดังนั้นมิอาเลยแฝงตัวเข้าไปในเมือง และใช้เวลากว่าสิบวันเพื่อตามหาซิไป่ฉีก่อนที่จะหว่านล้อมจนเธอออกมาจากเมืองจันทร์ดับได้

แต่ปรากฏว่าซิไป่ฉีไม่ได้มีความสามารถนั้น และกลายเป็นข่าวใหญ่ในเมืองจันทร์ดับ

มีผู้คนมากมายที่ใฝ่ฝันและหลงใหลในตัวเจ้าหญิงองค์เล็ก และต้องการจะถูกนางดูดเลือดสักวัน การจากไปของซิไป่ฉีมันได้ทำลายความฝันของทุกคน

“นี้ เธอไม่เสียใจกับสิ่งที่ทำลงไปเลยรึไง”

ซิไป่ฉีถามพร้อมกับหรี่ตาลง และพูดอย่างหยอกล้อ

“งั้นทำไมไม่พาฉันกลับไปตอนนี้เลยล่ะ”

“ฉันจะไม่พูดแบบนั้นอีก”

มิอาพูดก่อนที่จะแกล้งทำเป็นไม่ได้ยินสิ่งที่ซิไป่ฉีพูด

“เธอนี้มัน!!”

ซิไป่ฉีขบฟันด้วยความหงุดหงิด

นั้นเพราะเธอทำอะไรมิอาไม่ได้เลย ทั้งที่อายุน้อยกว่าเธอด้วยซ้ำ

ทั้งคู่นิ่งเงียบไม่พูดอะไรกันอยู่พักหนึ่ง

คนหนึ่งกำลังโมโห

อีกคนแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น

พอสายลมยามค่ำคืนพัดมา

มันได้ทำให้ซิไป่ฉีตัวสั่นสะท้านด้วยความหนาวเย็น ก่อนที่เธอจะพูดขึ้น

“แล้วเราจะไปไหนดี”

ถ้าเธอนิ่งเงียบไม่ถามต่อไป เธอรู้ด้วยนิสัยของมิอาก็คงอยู่ตรงนี้ทั้งคืนแน่

“เมืองเซิงหยาง”

มิอาพูดอย่างเรียบๆ

สถานที่แห่งนี้มีข่าวสารมากที่สุด และเป็นเมืองใหญ่ ตราบใดที่มีจ่าย ข้อมูลทั้งหมดก็สามารถซื้อได้ทั้งนั้น

เธอต้องการตามหาผู้ชายในภาพวาดของน้องสาวเธอ ดังนั้นเธอจึงไปตามเมืองใหญ่เพื่อหาข่าวสาร

“ได้ยินชื่อเมืองเซิงหยางมานานแล้ว แต่ยังไม่เคยไปสักที”

แววตาของซิไป่ฉีดูเป็นประกายขึ้นมาทันที

เหลุผลที่เธอยอมตามมิอามานั้นก็เพราะเธออยากจะท่องโลกกว้างมากกว่านี้

แต่ข้อเสียเดียวคือการออกมากับมิอานั้นมักจะถูกไล่ล่าไล่ฆ่าตลอด และไม่ได้สนุกกับการเดินทางเลย

“มีคนกำลังใกล้เข้ามา”

มิอาพูดอย่างเย็นชา พร้อมกับเหล่มองไปยังทิศทางที่มีเปลวไฟเกิดขึ้น

“พวกมันไม่ใช่พวกหมื่นอสูร”

ซิไป่ฉีแววตาเปลี่ยนเป็นสีแดงทันที

เธอเห็นกลุ่มคนมากมายพร้อมกับสัมภาระกำลังเดินทางมาทางพวกเธอ

“ฉันจะถามพวกเขาเกี่ยวกับคนในรูปนี้”

มิอาจับภาพวาดในกระเป๋าและตั้งใจจะออกไปสอบถามข้อมูล

“เขาจะรู้เรื่องคนที่ขี่เต่ายักษ์ได้จริงๆ งั้นหรอ”

ซิไป่ฉีพูดเบาๆ

มิอารีบแก้ไขทันที

“มันไม่ใช่เต่า แต่เป็นสัตว์อสูรที่มี 8 เหลี่ยม”

“โอ้ยย!! เธอนี้ไม่ยอมเลยจริงๆ”

ซิไป่ฉีพูดด้วยความเอือมระอา

ฟุบ!

มิอาหายไปในเงามืดและพุ่งเข้าไปหากลุ่มคน

เธอปรากฏตัวต่อหน้าทุกคนอย่างเงียบๆ

“นั้นใคร”

เยี่ยลี่ยี่ถอยหลังไปก้าวพร้อมกับระมัดระวังตัวทันที กลัวว่าอีกฝ่ายจะเป็นคนของหว่านเอ่อตู้

“เคยเห็นผู้ชายที่ขี่สัตว์อสูรที่เป็นรูป 8 เหลี่ยมหรือไม่? และมีเด็กสาวที่มีหูกระต่ายอยู่ข้างๆ”

มิอาเปิดภาพวาดให้กับทั้งกลุ่มดู

“ไม่ ฉันไม่เคยเห็น”

เยี่ยลี่ยี่ส่ายหัว

แต่เธอก็คิดได้ว่ามีคนคนหนึ่งที่ขี่สัตว์อสูรยักษ์ และข้างกายมีเด็กสาวหูกระต่ายอยู่ด้วย

แต่ไม่น่าจะเป็นไปได้ที่สัตว์อสูรยักษ์ที่ดุร้ายเช่นนั้นจะมี 8 เหลี่ยม สิ่งที่คนผู้นี้พูดมันไม่เข้ากับตัวสัตว์อสูรตัวนั้นเลย

ซิไป่ฉีมองลงมาจากท้องฟ้า ก่อนที่จะร่อนลงมาพร้อมกับยิงคำถามใหม่

“ถ้าเป็นคนที่ขี่เต่ายักษ์พอจะรู้ไหม”

“ไม่”

เยี่ยลี่ยี่มองขึ้นไปยังสาวผมสีทองตัวเล็กด้วยสีหน้าประหลาดใจ

ยังมีเด็กตัวเล็กๆ อีกคนด้วยงั้นหรอ เธอเคยได้ยินเรื่องคนที่บินได้มาจากพ่อแม่ของเธอ และไม่คิดว่าจะได้เห็นมันจริงๆ ในวันนี้ มันทำให้เธอตกตะลึงอย่างมาก

“ไปกันเถอะ”

มิอาเก็บรูปวาด

เธอหันหลังกลับและจะมุ่งหน้าไปยังเมืองเซิงหยาง

“อือ…อีกแค่นิดเดียวเอง”

ซิไป่ฉีพูดขึ้นพร้อมกับเหลือบมองสตรีผมเขียว พร้อมกับถอนหายใจ

“เดี๋ยวสิ!! ยัยแมวตัวเหม็น รอฉันด้วย!”

ซิไป่ฉีบินตามไปทันที เมื่อเห็นว่ามิอามุ่งหน้าไปไกลแล้ว

“นี้เป็นสัญญาณของเรื่องใหญ่อะไรสักอย่าง”

เยี่ยลี่ยี่ถอนหายใจด้วยความโล่งอก

ดูเหมือนว่าทั้งสองคนกำลังถามหาใครสักคนอยู่ และเธอนั้นรู้ข้อมูลที่ใกล้เคียงกับสิ่งที่ทั้งสองค้นหา