(ขอแก้ชื่อหยู่เฟ่ย เป็นโหย่วเฟ่ย ครับ กันเรื่องความสับสนกับหยูเฟ่ยหยาน)
“ดอกไม้ไม่ได้อยู่ที่ตัวฉัน และหยุดล้วงเข้าไปในเสื้อฉันสักที”
ลี่เยว่จับไปที่มือของโหย่วเฟ่ยที่กำลังจับไปทั่วร่างของลี่เยว่อย่างซุกซน และพูดด้วยสีหน้าจริงจัง
“นอกจากนี้ดอกปีกนางฟ้าไม่ใช่ของฉัน”
“เอ้า? มันไม่ใช่ของเรางั้นหรอ แล้วทำไมเธอไม่เอามันมาล่ะ”
โหย่วเฟ่ยจ้องมองลี่เยว่ตาใส
“ฉันเอามันมาไม่ได้ ด้วยเหตุผลหลายๆ อย่าง”
ลี่เยว่หันหน้าไปทางอื่นเพราะตอนนี้หน้าของเธอแดงขึ้นมาเล็กน้อย และไม่กล้าสบตากับเพื่อนของเธอ
“ลี่เยว่น้อยของฉันเปลี่ยนไป”
โหย่วเฟ่ยนั่งลงพร้อมกับมองเธอด้วยแววตาที่สนใจ
“ถ้าหากเป็นลี่เยว่คนก่อน หากว่าเจอดอกปีกนางฟ้าไม่ว่าจะวิธีการใดก็ตามเธอจะเอามันกลับมาแน่นอน”
“คนเราก็ต้องมีเปลี่ยนแปลงกันบ้าง”
ลี่เยว่ลงนั่งลงข้างๆ โหย่วเฟ่ยและเอาหัวพิงไหล่เพื่อนของเธอ
ก่อนที่เธอจะยิ้มออกมาน้อยๆ ซึ่งเป็นยิ้มที่ดูมีชีวิตชีวาอย่างมาก และพูดออกมาอย่างไม่คิด
“ชีวิตของฉันก่อนหน้านี้มันน่าเบื่อเกินไป ตอนนี้ฉันได้เจอความหมายในการมีชีวิตต่อไปแล้ว”
โหย่วเฟ่ยถามต่อทันที
“เยว่น้อย เธอมีคนที่ชอบแล้วงั้นหรอ?”
“พะ-พ-พูดเรื่องอะไร!!”
แววตาของลี่เยว่นั้นฉายออกถึงความตื่นตระหนกและร้อนรนทันที
ใบหน้าสวยๆ ของเธอแดงขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด เพราะมันตัดกับสีผิวขาวของเธอ
“ไม่มี!!! อย่าได้พูดอะไรแบบนี้อีก”
“ก็ท่าทางของเธอตอนนี้เหมือนที่ลี่ลี่เคยเล่าให้ฟัง ตอนนี้เธอมีคนที่ชอบแล้ว”
น้ำเสียงของโหย่วเฟ่ยนั้นอ่อยลง
เธอแค่ลองทดสอบดูตามที่ลี่ลี่พูด
ผู้หญิงคนหนึ่งจะเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคนได้ นั้นก็เพราะผู้หญิงคนนั้นต้องมีคนที่เธอชอบหรือกำลังตกหลุมรัก
ถูกกล่าวไว้โดยลี่ลี่
โหย่วเฟ่ยนั้นเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงนี้
ลี่เยว่มีคนที่ชอบแล้วจริงๆ
“บ้า! ลี่ลี่ชอบพูดอะไรซี้ซั้วอยู่เป็นประจำ ไม่จริงหรอก”
ลี่เยว่แอบซ่อนสีหน้าที่เขินอายของเธอ
“อย่าไปจำอะไรแปลกๆ จากเธอมาสิ”
“ฉันไม่ได้โง่นะ!!”
โหย่วเฟ่ยนั้นพูดขึ้นพร้อมกับทำหน้าตาบูดบึ้งไม่พอใจ
“จ้า ฉันรู้ว่าโหย่วไม่ใช่คนโง่”
ลี่เยว่ตอบอย่างประชด
“เอาเถอะ อย่ามาเปลี่ยนเรื่อง!!.....เล่าเรื่องดอกปีกนางฟ้าให้ฟังอีกสิ”
โหย่วเฟ่ยนั้นเลิกงอน และหันมาหาลี่เยว่และถามด้วยความกระตือรือร้น
“อะไร!! ใครเปลี่ยนเรื่องกันแน่”
ลี่เยว่นั้นถึงกับกุมขมับอีกครั้งด้วยความรู้สึกเอือมระอา
โหย่วเฟ่ยต้องไปเรียนรู้อะไรมาจากลี่ลี่อีกแน่ และคงเรียนรู้วิธีการเถียงให้ชนะมา
“บอกมาเร็วๆ ฉันอยากรู้เกี่ยวกับดอกปีกนางฟ้า”
โหย่วเฟ่ยเขย่าตัวของลี่เยว่อีกครั้ง
“ฉันบอกว่าอย่าเขย่าตัว!”
ลี่เยว่ปัดมือของหยู่เฟ่ยออกไปอีกครั้ง
ก่อนที่เธอจะเริ่มนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นกับเธอก่อนหน้านี้ และทำให้หน้าของเธอแดงขึ้นมาอีก ก่อนที่จะเล่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา
“ที่จริงฉันไม่ได้เป็นคนเก็บดอกปีกนางฟ้าได้ มีอีกคนขโมยตัดหน้ามาก่อน แต่เขาก็ยอมให้ฉันดูดอกปีกนางฟ้า ในเวลานั้นดอกปีกนางฟ้าที่เซียฮูปลูกอยู่นั้นใกล้จะตายเต็มที่แล้ว”
“ตอนที่ฉันกำลังสิ้นหวัง…มู่เหลียงได้ทำให้ดอกปีกนางฟ้าฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้ง และยังกลั่นน้ำตานางฟ้าหนึ่งหยดให้ฉันกิน”
ลี่เยว่เล่าข้ามบางฉากที่น่าอายไป และเล่าแต่เหตุการณ์สำคัญๆ แต่ก็ไม่ได้พูดถึงเรื่องเต่าทมิฬ และเหล่าสัตว์อสูรเลี้ยงของมู่เหลียง
ก่อนที่เธอจะพูดด้วยน้ำเสียงที่ดูมีลับลมคมใน
“หลังจากนั้น…ฉันก็ได้อยู่ที่บ้านของมู่เหลียง และที่ฉันมาหาโหย่วเฟ่ยในวันนี้ไม่ใช่แค่บอกเรื่องดอกปีกนางฟ้าเพียงอย่างเดียว มู่เหลียงอยากจะคุยกับเธอด้วยเรื่องสูตรยาที่เขาได้มา”
โหย่วเฟ่ยมองดูลี่เยว่ตลอดที่เล่า เพื่อดูอาการของเธอ
และสังเกตเห็นได้ชัดเลยว่าเมื่อลี่เยว่เอ่ยถึงชายที่ชื่อมู่เหลียง เธอจะยิ้มหวานออกมา และปรากฏความเขินอายหลายส่วนบนใบหน้าของเธอ
“นี้…จ้องฉันทำไม!”
หลังจากที่ลี่เยว่พูดจบ เธอก็ไม่ได้ยินคำตอบหรือคำถามอะไรจากโหย่วเฟ่ย เธอเห็นเพียงเพื่อนของเธอกำลังจ้องเธอตาเขม็ง
ก่อนที่ลี่เยว่จะยิกไปที่แก้มของหยู่เฟ่ย
“ว่าไง สนใจรึป่าว”
“ลี่เยว่น้อยของฉันเวลาพูดชื่อผู้ชายแล้ว ยิ้มน้อยยิ้มหวานเชียว”
โหย่วเฟ่ยพูดก่อนที่จะลุกขึ้นและยืดเส้นยืดสาย
“จริงงั้นหรอ?”
ลี่เยว่เอามือขึ้นมาปิดปากของเธอเอาไว้ -ไม่ให้เห็นรอยยิ้มของเธอ
“ไปกันเถอะ ฉันเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าผู้ชายที่ลี่เยว่น้อยชอบนั้นต้องการคุยอะไรกับฉัน”
หยู่เฟ่ยนั้นเดินออกไปจากฐานลับทันที
“เดี๋ยว!...อย่างพึ่งไป!”
ในหน้าของลี่เยว่แดงขึ้นมา และพูดด้วยความลำบากใจ
“ได้โปรดหยุดพูดสักที่ว่าฉันชอบใคร มันไม่ดี”
“โธ่!! ฉันไม่คิดว่าลี่เยว่น้อยจะทำตัวเหมือนลี่ลี่ พูดอย่างแต่ใจอีกอย่างแบบนี้”
โหย่วเฟ่ยหันกลับมามองด้วยสีหน้าเบื่อหน่าย
“เธอไม่ต้องมาเสนอความคิดเห็นเรื่องนี้เลยนะ!”
ลี่เยว่เถียงกลับไปทันที
ก่อนที่จะกุมขมับอีกครั้ง เธอไม่คิดเลยว่าวันหนึ่งคนที่ซื่อบื้อแบบนี้จะมาวิจารตัวเธอ
ลี่เยว่พยายามสงบสติอารมณ์ และมองไปรอบๆ ตัวก่อนที่จะถามขึ้น
“โหย่วเฟ่ย ไม่เก็บของก่อนหรอ”
“แค่จะไปเอาน้ำตานางฟ้า แล้วกลับมาค้นคว้าต่อทำไมต้องเก็บของด้วย?”
“ไม่ ฉันหมายถึงไปอยู่กับฉัน”
ลี่เยว่ก้าวไปข้างหน้าและถามด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง
“เธอยังจะกลับมาที่นี่อีกงั้นหรอ”
“ไปอยู่กับเธอ…หมายความว่าไง ลี่เยว่ไม่มีปีกนางฟ้าสักหน่อย”
โหย่วเฟ่ยเริ่มสับสนและไม่เข้าใจสิ่งที่ลี่เยว่พูด
ก่อนที่หยู่เฟ่ยจะพูดขึ้น
“ฉันแค่ไปเอาน้ำตานางฟ้าแค่นั้น เมื่อไรที่ค้นคว้าหาสูตรยารักษาโรคผีมายาได้ ฉันค่อยตามไปอยู่ด้วย”
“เฮ้ออ…การอธิบายเธอนี้มันยากจริงๆ”
ลี่เยว่ถอนหายใจ และรู้ตัวแล้วว่าการจะพูดอธิบายให้โหย่วเฟ่ยเข้าใจนั้นยากเกินไป เพราะเธอเป็นพวกที่คิดอะไรไม่เหมือนชาวบ้าน
ทำให้ลี่เยว่ต้องงัดไม้ตายออกมา
“มันต้องใช้เวลาอย่างน้อยสิบวันเพื่อรอให้ดอกปีกนางฟ้ากลั่นน้ำค้างออกมาได้หนึ่งหยด หากว่าเธอไปกับฉันและแค่เอาน้ำตานางฟ้ากลับมา เธอจะได้แค่หยดเดียว จากนั้นเราก็ต้องแยกทางกัน”
“ห้ะอะไรนะ! มันน้อยเกินไป!”
โหย่วเฟ่ยนั้นดูร้อนรนขึ้นมาทันที ก่อนที่จะวิ่งเข้าไปกอดลี่เยว่
พร้อมกับน้ำเสียงที่-สะอึกสะอืนและน้ำตาที่คลอเบ้า ทำตัวเหมือนเด็กน้อยที่แม่จะไม่ให้ซื้อของเล่น
“ฉัน…..ฉันต้องการน้ำตานางฟ้าอย่างน้อยสิบหยดเพื่อทำการค้นคว้ามัน!”
“ก็ตราบใดที่เธอไปอยู่กับฉัน เธอจะมีน้ำตานางฟ้ามากเท่าที่เธอต้องการจะใช้เลย”
ตอนนี้ลี่เยว่มีแหล่งผลิตน้ำตานางฟ้าแล้ว เธอก็ไม่ได้หวังให้มียารักษาได้อีก
แต่เธอต้องการให้เพื่อนๆ ของเธอกลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้ง
นอกจากนี้ลี่เยว่ยังรู้ใจของมู่เหลียง การนำเพื่อนที่มีพรสวรรค์ในการปรุงยาแบบนี้ไปด้วยเขาจะยินดีต้อนรับ
มันคงจะดีกว่าหากปล่อยให้โหย่วเฟ่ยนั้นได้ศึกษาค้นคว้าเรื่องยาอยู่บนหลังของเต่าทมิฬอย่างสงบ
“ฉันจะไปอยู่กับเธอด้วย”
โหย่วเฟ่ยน้ำตาไหลและเอาแก้มมาถูกับแก้มของลี่เยว่
ลี่เยว่จึงผลักเธอออกไป ด้วยความรังเกียจเล็กน้อย
“งั้นรีบเก็บของ…เราจะไปเจอมู่เหลียงด้วยกัน”
“หา…ไปวันนี้เลยงั้นหรอ จะไปตอนกลางวันหรือกลางคืนดี”
โหย่วเฟ่ยเดินเข้าไปเก็บของพร้อมกับถามขึ้น
“นี่มันกลางคืนแล้ว”
ลี่เยว่ถอนหายใจไม่หยุด
“เอ๋ กลางคืนแล้วงั้นหรอ ฉันกินอะไรไปรึยังนะ ถ้าไม่…ฉันต้องออกไปหาอะไรกินด้วย”
โหย่วเฟ่ยเลิกเก็บของ และเงยหน้าขึ้นไปมองยังช่องด้านบน
“พอเลย!! อย่าได้ไปสร้างความเดือดร้อนให้ใครอีก”
ลี่เยว่รีบห้ามปรามทันที
ลี่เยว่ไม่เคยเห็นโหย่วเฟ่ยทำตัวแบบนี้มาก่อนเลย นอกจากเธอจะเข้าไประรานขโมยของครอบครัวนี้จนเดือดร้อนแล้ว ก่อนจะไปเธอยังคิดที่จะรังควานครอบครัวนี้อีก
“ก็…ฉันเห็นว่าของพวกเขามีอีกต้องเยอะ”
โหย่วเฟ่ยเกาไปที่หลังคอ ราวกับบอกว่าเธอไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้ใคร
“เอาเถอะ รีบเก็บของกันเอาไปแต่ของที่จำเป็นพอ”
ลี่เยว่แสดงออกทางสีหน้าว่า เธอไม่ผิดหรอก
“โอ้!”
โหย่วเฟ่ยรีบนำของยัดใส่ถุงผ้าทันที
ก่อนที่เธอจะหยุดชะงัก และคิ้วของโหย่วเฟ่ยก็ขมวดเข้าหากันราวกับกำลังคิดอะไรอยู่
“เป็นอะไร? ลืมอะไรอีก”
ลี่เยว่ถามขึ้นระหว่างที่ช่วยเก็บของ
“แล้วรอยแดงบนหน้าของฉันจะไม่ทำให้คนที่เธอชอบกลัวงั้นหรอ”
โหย่วเฟ่ยหันหลังกลับทันที และชี้ไปบนรอยขีดแดงบนหน้าของเธอ
“ไม่ มู่เหลียงไม่รังเกียจหรอก”
ลี่เยว่พูดอย่างอ่อนโยน
“ไม่มีทาง ลี่ลี่น้อยบอกว่าคนทั่วไปรังเกียจสิ่งที่พวกเราเป็นกัน และมองพวกเรายังกับปีศาจ”
โหย่วเฟ่ยก้มหน้าลงด้วยความเจ็บช้ำ และก้มหน้าต่ำลงเรื่อยๆ
เธอไม่อยากสร้างปัญหา เพราะในที่สุดลี่เยว่ก็เจอคนที่ชอบแล้ว การที่พาคนอย่างเธอไปด้วย รั้งแต่จะทำให้คนที่ลี่เยว่ชอบรังเกียจลี่เยว่ไปด้วย
“ไม่….คือมู่เหลียงไม่เหมือนคนทั่วไป”
ลี่เยว่ไม่รู้ว่าจะอธิบายเธอยังไง ดังนั้นเธอจึงทำได้เพียงแค่พูดใส่ร้ายมู่เหลียงเล็กน้อย
“ลี่ลี่บอกด้วยอีกว่าแม้แต่คนที่ไม่เหมือนคนอื่น ก็ไม่ชอบพวกเราเหมือนกัน”
หยู่เฟ่ยก้มพูดด้วยน้ำเสียงที่ซึมเศร้ากว่าเดิม
ลี่เยว่ถึงกับกัดฟันด้วยความรู้สึกอยากจะตีปากลี่ลี่เหลือเกิน
ลี่เยว่ย่อตัวลง และตบไปที่อกของเธออย่างมั่นใจ
“ดูฉันสิ มู่เหลียงไม่รังเกียจฉันเลย และยอมรับในตัวของฉันอีกด้วย แล้วทำไมมู่เหลียงจะไม่ยอมรับเธอ?”
ลี่เยว่กล่าวด้วยน้ำเสียงที่จริงใจ
“มันต่างกัน เธอเป็นคนที่เขาชอบ”
โหย่วเฟ่ยส่ายหัว
“มันไม่ใช่อย่างงั้น.…”
ใบหน้าสวยๆ ของลี่เยว่นั้นดูหนักใจอย่างมาก แต่คำพูดของโหย่วเฟ่ยทำให้เธอคิดถึงสิ่งที่มู่เหลียงพูดใต้ต้นชาเขียวประกาย มันได้ทำให้เธอหน้าแดงขึ้นมาทันที
“ฉันคิดออกแล้ว!! ว่าจะทำยังไงดี”
จู่ๆ โหย่วเฟ่ยก็เงยหน้าขึ้น พร้อมกับแววตาที่เป็นประกาย
เธอเอาผ้าผืนหนึ่งออกมาแล้วพันไปรอบๆ ใบหน้าของเธอจนเห็นแค่ดวงตาสีทองกับมีช่องให้หายใจ
“อือ อื้อ อือ”
โหย่วเฟ่ยพยายามจะพูดอะไรสักอย่างแต่เสียงของเธอดูอู้อี้มาก
“มันปิดปากของเธออยู่”
ลี่เยว่มองบนอย่างอ่อนใจ จนมีขีดสามเส้นขึ้นบนหน้าผากของเธอ
เธอเอามีดพกของเธอออกมา แล้วตัดผ้าตรงที่ปิดปากของหยู่เฟ่ยออกอย่างระมัดระวัง
“แฮ๊กๆ”
โหย่วเฟ่ยหายใจรัวและเร็วหลังจากที่ผ้าถูกตัดออก จากนั้นก็ยกนิ้วโป้งขึ้นอย่างภูมิใจ
“เป็นไง ฉันฉลาดไหม เท่านี้ก็ไม่มีใครตกใจเพราะหน้าตาของฉันแล้ว”
“จ้าๆ โหย่วเฟ่ยฉลาดที่สุด”
ลี่เยว่พยายามลืมคำพูดโน้มน้าวทั้งหมดที่คิดเมื่อครู่ลงคอไป
ช่างมันตราบใดที่ลี่เยว่สามารถพาโหย่วเฟ่ยออกไปจากที่นี่ได้ก็พอ หลังจากนั้นค่อยปรับความคิดของเธอใหม่อีกที
“ลี่เยว่น้อย ไม่ต้องกังวลไปนะ ฉันจะไม่ให้เขาล่วงรู้ความลับนี้เด็ดขาด”
โหย่วเฟ่ยชูหมัดขึ้นพร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงที่ฮึกเหิม
“....”
ลี่เยว่มองอย่างหมดคำจะพูดกับเพื่อนของเธอ และช่วยถือสัมภาระออกไป
เธอไม่รู้เลยด้วยว่าจะบอกยังไงว่ามู่เหลียงนั้นรู้อยู่แล้วว่าเพื่อนของเธอติดเชื้อเหมือนกัน
ลี่เยว่รู้สึกว่ามันคงดีกว่าหากปล่อยให้โหย่วเฟ่ยผู้ซื่อบื้อทำแบบนี้ต่อไป
ครึ่งชั่วโมงผ่านไปทั้งสองก็เก็บของจนหมด
“ไปกันเถอะ ไม่งั้นมันจะเช้าเสียก่อน”
ลี่เยว่สวมหน้ากาก และถือถุงผ้าไปด้วย ก่อนที่จะเดินออกจากฐานลับเป็นคนแรก
“มาแล้วๆ”
โหย่วเฟ่ยนั้นเดินตามาติดๆ พร้อมกับถุงใบใหญ่สองใบ
ลี่เยว่นำทางโหย่วเฟ่ยไปยังโรงเตี๊ยมที่เธอพัก
หลังจากเดินมาได้พักหนึ่ง เธอก็รู้สึกได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ และหยุดโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ
“ศัตรูงั้นหรอ”
โหย่วเฟ่ยถามขึ้นพร้อมกับวางถุงผ้าลง
เธอเป็นถึงหนึ่งในสมาชิกกลุ่มสี่สหาย นั้นหมายความว่าเธอเองก็ไม่ได้อ่อนแอไปกว่าลี่เยว่
“ไม่ใช่..…มีบางอย่างผิดปกติ ฉันไม่เห็นใครเลยระหว่างทางที่เดินมา แม้แต่พวกยามลาดตระเวนก็ไม่มี”
ลี่เยว่พูดด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา
ช่วงหัวค่ำก่อนที่เธอจะเข้าไปหาโหย่วเฟ่ยเธอยังเห็นว่าตามท้องถนนยังมียามลาดตระเวนเดินอยู่เป็นระยะ และตีบอกเวลาตลอด
“หรือว่าพวกเขากำลังเปลี่ยนเวรกันพอดี”
โหย่วเฟ่ยหรี่ตาลงและมองไปยังถนนอันมืดมิด
“ไม่เป็นไร เรารีบไปหามู่เหลียงเถอะ”
ลี่เยว่รู้สึกไม่สบายใจกับสิ่งนี้
เธอรู้สึกได้เลยว่ามันต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้น
“รอด้วย!”
โหย่วพูดขึ้นขณะที่กำลังแบกถุงผ้าขึ้นมาอีกครั้ง
Copyright © 2025 xxxxx.com, All Right Reserved