ตอนที่ 212

ท้องฟ้าเป็นสีเทา ในช่วงเวลาบ่าย

นอกตำหนักเจ้าเมือง เฉิงเหมากำลังยืนจัดระเบียบเครื่องแต่งกาย

“ต่อหน้าท่านเจ้าเมืองห้ามเสียมารยาทเด็ดขาด”

เฉิงเหมาพูดกับตัวเอง และเขาจะพูดแบบนี้ทุกครั้งก่อนที่จะเข้าไปพบเจ้าเมือง

เฉิงเหมาเดินเข้าไปในตำหนัก แต่ถูกหยุดเอาไว้ก่อน

อามันที่อยู่ในเสื้อคลุมผี ได้ยกมือขึ้นเพื่อห้ามไม่ให้เฉิงเหมาเดินต่อ

วันนี้เธอมีหน้าที่รักษาการณ์ตรงนี้

“มีธุระอะไร”

อามันถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา

ที่จริงแล้วอามันมีนิสัยร่าเริง แต่เมื่อถึงเวลางาน เธอจะตั้งใจทำงานอย่างมาก ทำให้เธอจริงจังกับการตรวจคนเข้าออกตำหนัก

“ผมมาเข้าพบท่านเจ้าเมืองเพื่อรายงานผลการสอบคัดเลือก”

เฉิงเหมาตอบอย่างจริงจัง

“ยกมือขึ้นและหมุนตัว”

อามันเงยหน้ามองตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนที่จะเข้าไปค้นตัว

เฉิงเหมาเองก็ทำตามที่อามันสั่งโดยที่ไม่คิดว่าเป็นเรื่องแปลกอะไร ในความคิดของเขาสิ่งนี้ก็เหมาะสมแล้ว การดูแลพื้นที่อยู่อาศัยของเจ้าเมืองจะต้องเข้มงวดแบบนี้ถึงจะถูกต้อง

“เข้าไปได้”

อามันพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาเหมือนเดิม

เฉิงเหมาลดมือลงด้วยสีหน้าโล่งอก ไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงรู้สึกประหม่าเมื่อถูกเด็กสาวค้นตัว

หลังจากที่เดินเข้ามาได้สักพัก หยางปิงก็ปรากฏตัวขึ้น

“หัวหน้า”

อามันทักทายหยางปิงด้วยรอยยิ้ม

“ทำหน้าที่ได้ดีมาก”

หยางปิงกล่าวชมเบาๆ

“ในอนาคต ใครก็ตามที่จะมาที่เนินสูงจะต้องถูกตรวจค้นและสอบถามอย่างละเอียด”

“ค่ะ”

อามันขานรับอย่างจริงจังด้วยน้ำเสียงที่ดังฟังชัด

หยางปิงเมื่อพูดจบก็หันหลังเดินกลับไป

เธอต้องรีบฝึกหน่วยพิทักษ์เนินสูงให้พร้อมก่อนที่จะถึงเมืองปักษา

เฉิงเหมาเดินเข้าไปในตำหนักเจ้าเมือง และมุ่งหน้าไปยังห้องทำงานของมู่เหลียง ซึ่งด้านหน้าห้องมีเว่ยหยูหลันเฝ้าอยู่

“รบกวนแจ้งท่านด้วยว่า ผมมีเรื่องจะมารายงาน”

เฉิงเหมากล่าวอย่างสุภาพ

“นายท่านรออยู่แล้วค่ะ”

เว่ยหยูหลันตอบกลับมาทันที และหันไปที่ด้านใน

มู่เหลียงได้บอกเธอเอาไว้ก่อนแล้วว่า หากเฉิงเหมามาให้เขาเข้ามาพบได้เลย

“ครับ”

เฉิงเหมาเพียงพยักหน้า

ก็อกๆ

เฉิงเหมาะเคาะประตูห้อง หลังจากที่ได้ยินเสียงตอบรับ เขาจึงเปิดประตูเข้าไปอย่างช้าๆ

เมื่อเฉิงเหมาเข้ามาในห้อง สิ่งที่เฉิงเหมาเห็นคือมู่เหลียงที่กำลังมองตรวจสอบไข่อสูรจิตอัสนีอยู่

เพราะตั้งแต่เช้าไข่อสูรจิตอัสนีสั่นถี่ขึ้นเรื่อยๆ และเปล่งแสงสีม่วงมาจากภายในเปลือกหลายครั้ง

“เคารพท่านเจ้าเมือง ผมมีเรื่องมารายงานครับ”

เฉิงเหมากล่าวด้วยน้ำเสียงที่นอบน้อม

“ว่ามามีอะไรคืบหน้าบ้าง”

มู่เหลียงตอบโดยที่ไม่ได้หันหน้ามามองเฉิงเหมา

“นายท่าน การสอบคัดเลือกสายตรวจเสร็จสิ้นแล้ว มีผู้สอบผ่านทั้งหมด 8 คน และทุกคนเข้าร่วมกับหน่วยสายตรวจทั้งหมด พวกนี้คือรายละเอียดของพวกเขาครับ”

เฉิงเหมาส่งกระดาษข้อมูลผู้สอบผ่านไปด้านหน้า

มู่เหลียงรับกระดาษมา และถามต่อ

“งั้นมีอะไรอีกไหม”

“คือนายท่าน….การสอบในวันนี้…..”

เฉิงเหมาเหลือบมองไข่อสูรจิตอัสนีเล็กน้อย ก่อนที่จะก้มหัวลงและพูดต่อ

“การสอบครั้งนี้มีคนสอบได้คะแนนไม่ถึงครึ่งจำนวนมากครับ”

มู่เหลียงมองดูกระดาษข้อมูลของผู้สอบผ่านอย่างเงียบๆ

ก่อนที่จะพูดอย่างใจเย็น

“เดี๋ยวฉันจะส่งคนไปจัดการเรื่องนี้เอง”

“มีอะไรเพิ่มเติมอีกไหม?”

มู่เหลียงถามจบเขาก็กลับไปสนใจไข่อสูรจิตอัสนีต่อทันที ซึ่งเขารู้สึกว่ามันสั่นไหวมากขึ้นเรื่อยๆ

เฉิงเหมาเลยตอบอย่างนอบน้อม

“มีอีกเรื่องครับ วันพรุ่งนี้งานของสายตรวจจะเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ แต่เจ้าหน้าที่ยังไม่ได้รับเครื่องแบบประจำหน่วยสายตรวจครับ”

“ไปวัดขนาดตัวของพวกเขามา แล้วเอาไปให้หยู่ฉินหลานจัดการ”

มู่เหลียงตอบอย่างสบายๆ

“เช่นนั้น หมดเรื่องจะรายงานแล้วครับ ขอตัวครับ”

เฉิงเหมาพูดจบก็ทำท่าวันทยหัตถ์ แล้วหันหลังเดินจากไปอย่างรวดเร็ว

ไม่นานหลังจากที่เฉิงเหมาไป

แสงสีม่วงก็เปล่งออกมาจากห้องทำงานของมู่เหลียง

แคร็กๆๆ

มีเสียงของบางสิ่งแตกอย่างชัดเจน

มู่เหลียงถึงกับตกใจ และทิ้งกระดาษรายงานในมือลงทันที และรีบเข้ามาดูไข่อสูรจิตอัสนีอีกครั้ง

เวลานี้ไข่อสูรจิตอัสนีกำลังเรืองแสงสีม่วงออกมา พร้อมกับรอยร้าวที่ขยายวงกว้างออกมากินเนื้อที่ไปเครื่องใบได้

แคร็กๆ

เสียงแตกของเปลือกไข่ยิ่งฟังชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ

เปรี้ยง!!

หลังจากเสียงลั่นของเปลือกที่ดังตลอดเวลาได้หายไป ก็เกิดเสียงระเบิดขึ้นมาพร้อมกับประกายแสงสีม่วง

เอ๊า เอ๊า

เมื่อแสงจางหายก็มีบางสิ่งอยู่ตรงหน้ามู่เหลียง มันได้ส่งเสียงออกมาขนาดตัวของมันเท่ากับหัวของคน แต่มีรูปร่างเหมือนกับกิเลน สัตว์มายาตามตำนานโลกเดิมของมู่เหลียง

ลำตัวเล็ก มีขาสั้นๆ ดวงตาสีม่วง ลำตัวมีเกล็ดสีม่วงปกคลุมทั้งตัว

มันอ้าปากน้อยๆ ของมัน และมองมายังมู่เหลียงด้วยท่าทางไร้เดียงสา มันสามารถเดินได้ทันทีตั้งแต่ฟักออกมาจากไข่ และเดินเข้ามาหามู่เหลียงด้วยขาสั้นๆ ของมัน

มู่เหลียงก้มตัวลงและอุ้มอสูรจิตอัสนีขึ้นมา

แววตาของมู่เหลียงเป็นประกาย และอุทานขึ้นอย่างประหลาดใจ

“นี้มัน กิเลนงั้นหรอ?!”

ตึง! ปัง!

ประตูห้องทำงานของมู่เหลียงถูกเปิดออกอย่างกระทันหัน โดยมีลี่เยว่ หยางปิง และลี่ลี่พุ่งตัวเข้ามาอย่างรีบร้อน

เมื่อตอนที่ไข่อสูรจิตอัสนีฟักออกมา ได้มีประกายแสงสว่างวาบจนทะลุลอดหน้าต่างและประตูห้อง มันได้ดึงดูดความสนใจจากหญิงสาวทั้งสามทันที

“มันเกิดอะไรขึ้น”

ทั้งสามเข้ามาก็รีบถามขึ้นทันที ก่อนที่จะอ้าปากเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ เมื่อได้เห็นอสูรตัวน้อย

“เอ๋..”

“ไม่มีอะไร แค่อสูรจิตอัสนีมันฟักตัวออกมาเท่านั้น”

มู่เหลียงอุ้มตัวอสูรจิตอัสนีให้สาวๆ ดู

“นี้หรอ…อสูรจิตอัสนี? มันดูน่ารักมากเลย”

ลี่ลี่ก้าวไปข้างหน้าอย่างสนใจ

ตัวของอสูนจิตอัสนีเองก็ไม่กลัวคนแปลกหน้าเลยแม้แต่น้อย มันกระดิกหางไปมา และใช้ขาหน้าน้อยๆ ของมันเขี่ยนิ้วของลี่ลี่

หยางปิงเฝ้าดูอย่างละเอียดและพูดขึ้น

“มันดูไม่กลัวคนเลย แล้วก็ดูไร้เดียงสามากๆ”

ลี่เยว่นั้นเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและถามขึ้นเบาๆ

“ขอลองอุ้มมันได้ไหม”

“ได้สิ”

มู่เหลียงตอบพร้อมกับรอยยิ้มที่มุมปาก

และคิดภายในใจ

“ระบบฝึกฝน”

-ติ๊ง! ตรวจสอบพบสัตว์อสูรจิตอัสนีระดับ 3 ทำการฝึก…-

-ติ๊ง! รับฝึกฝนสำเร็จใช้แต้มฝึกฝน 10 แต้ม ฝึกอสูรจิตอัสนีระดับ 3-

อยู่ๆ ผิวของอสูรจิตอัสนีก็เปล่งประกายสีม่วงออกมาเล็กน้อย ทำให้ลี่เยว่ชักมือกลับด้วยความตกใจ

-ติ๊ง! เจ้านายต้องการสืบทอดพลังของอสูรจิตอัสนี : ปลดปล่อยหรือไม่?-

“รับ”

มู่เหลียงคิดภายในใจ

-ทำการถ่ายทอดความสามารถสู่ร่างเจ้านาย…..ทำการปรับแต่ง…..ถ่ายทอดสำเร็จ-

มู่เหลียงเอาอสูรจิตอัสนีส่งให้ในอ้อมแขนของลี่เยว่

จากนั้น เขาก็ก้มมองดูมือตัวเอง และเห็นกระแสไฟฟ้าสีม่วงวิ่งวนรอบๆ นิ้วของเขา

มู่เหลียงมองไปรอบๆ แต่ไม่เห็นอะไรพอที่จะทดสอบพลังนี้ได้เลย

ลี่ลี่ยื่นมือไปเล่นหัวของอสูรจิตอัสนีอย่างเอ็นดู

“น่ารัก จ้ำม่ำจริงๆ”

“ใช่น่ารักมาเลย มันต้องเป็นตัวเมียแน่เลย”

ลี่เยว่พูดขึ้นพร้อมกับกอดอสูรจิตอัสนีไว้ และพยายามที่จะพลิกตัวมัน

มู่เหลียงกระแอมสองครั้งและพูดอย่างรวดเร็ว

“อะแฮ่มๆ มันเป็นตัวเมีย”

“จริงหรอ! แบบนี้มันจะมีลูกได้อีกไหม”

ลี่ลี่พูดขึ้อย่างตื่นเต้น

คงจะดีหากว่ามีอสูรจิตอัสนีตัวน้อยๆ แบบนี้อีกเยอะๆ

“มู่เหลียง มันมีพลังอยู่ในขั้นไหน”

ลี่เยว่หันหน้าไปถามทันที

“ขั้น 3”

มู่เหลียงเข้ามายืนข้างๆ ลี่เยว่และเกาคางของอสูรจิตอัสนีอย่างเบามือ สีหน้าของมันดูชอบมากๆ

“แค่แรกเกิดก็อยู่ในขั้น 3 แล้ว ถ้ามันโตขึ้นจะแข็งแกร่งขนาดไหน”

ลี่ลี่อ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง

“เอามันไปข้างนอกกันเถอะ”

มู่เหลียงพูดขึ้นอย่างสบายๆ

ลี่เยว่นั้นพอจะเข้าใจได้ทันทีว่ามู่เหลียงจะทำอะไร แต่ก็ถามขึ้น

“มู่เหลียง คิดจะทำให้มันเติบโตขึ้นใช่ไหม?”

“ใช่ ตอนนี้มันดูอ่อนแอเกินไป”

มู่เหลียงเอื้อมมือรับอสูรจิตอัสนีมาไว้ในอ้อมแขนของเขา

อสูรจิตอัสนีนั้นเชื่องเหมือนกับลูกหมาตัวน้อย มันไม่ขัดขืนอะไรเลย

มู่เหลียงอุ้มอสูรจิตอัสนีน้อยไปด้านนอกตำหนัก และวางมันไว้ที่ลานกว้างหน้าตำหนัก

เขาคิดว่าห้องทำงานของเขามันเล็กเกินไป และเทียบกับการเติบโตและเปลี่ยนแปลงของเสี่ยวไกกับเซียวหง ขนาดตัวของมันอาจจะใหญ่ขึ้นด้วยเหมือนกัน

เพื่อความปลอดภัย มู่เหลียงเลยเลือกที่จะเพิ่มระดับอสูรจิตอัสนีในพื้นที่โล่ง