ตอนที่ 241

ชาเค่อฟูเมื่อตั้งสติได้ ก็เข้าหามู่เหลียงทันที

“ท่านมู่เหลียง ท่านไหวหรือไม่”

“ไม่ฉันยังสบายดี”

มู่เหลียงตอบเบาๆ

แววตาของชาเค่อฟูเป็นประกายขึ้นมาและพูดอย่างช้าๆ

“ในเมื่อข้อตกลงแรกจบแล้ว เรื่องข้อตกลงที่สองที่พูดกันเรื่องน้ำ ท่านจะแลกเปลี่ยนเช่นไร”

“มันก็ขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำที่ท่านต้องการ และก็ขึ้นอยู่กับราคาตามท้องตลาด”

“มากเท่าที่ต้องการ?”

ชาเค่อฟูพูดออกมาอย่างช้าๆ

มู่เหลียงยิ้มมุมปาก และเหยียดมือออกไป ทำให้พื้นที่ด้านหน้าตำหนักเจ้าเมืองมีหลุมลึกขนาดห้าเมตร และกว้างสิบเมตร

เกิดรอยยิ้มจางๆ บนใบหน้าของมู่เหลียง

“หากจ่ายเป็นผลึกสัตว์อสูรชั้นต้นระดับสุดยอดสามพันก้อน ฉันจะทำให้บ่อนี้เต็มไปด้วยน้ำ”

ชาเค่อฟู่ส่ายหัวและมองดูหลุมที่กินลานหน้าตำหนักไปครึ่งหนึ่งได้

“ขอเวลาสักครู่”

ชาเค่อฟูพูดจบก็บินจากไป

“มู่เหลียงยังไหวใช่ไหม?”

หยู่ฉินหลานพูดด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบาและดูเป็นกังวล

“ไม่เป็นไร ฉันเกือบจะฟื้นตัวเต็มที่แล้ว”

มู่เหลียงหันหน้าไปทางหยู่ฉินหลานและขยิบตาให้หยู่ฉินหลานอย่างเจ้าเล่ห์ไปหนึ่งครั้ง

หยู่ฉินหลานได้แต่ยิ้มและพูดออกมา

“อ่อ….แกล้งยังงั้นหรอ”

“ก่อนหน้านี้ล่ะใช่ แต่ตอนนี้ไม่ใช่”

มู่เหลียงเปิดปากเล็กน้อยและมีเพียงหยู่ฉินหลานเท่านั้นที่ได้ยิน

เขารู้ดีว่า อย่าได้เปิดเผยไพ่ลับบนมือให้กับศัตรูเห็น

“ก็ดีแล้ว”

หยู่ฉินหลานรู้สึกสบายใจขึ้นมาทันที และเลิกพยุงมู่เหลียง

เจ็ดแปดนาทีต่อมา ชาเค่อฟูก็กลับมาพร้อมกับถุงหนังสัตว์ในมือ

เขาส่งให้มู่เหลียงอย่างสบายๆ

หยู่ฉินหลานเป็นคนไปรับถุงนั้นมาแทน และเปิดมันออกภายในนั้นเต็มไปด้วยผลึกสัตว์อสูร เป็นผลึกสัตว์อสูรชั้นทั่วไประดับต่ำสามร้อยก้อน

เธอปิดถุงและพูดด้วยน้ำเสียงที่ไพเราะ

“ตรงนี้ฉันจัดการเอง”

“อือ”

มู่เหลียงพยักหน้า

นัยน์ตาของหยู่ฉินหลานเป็นประกายสีฟ้าขึ้นมา พร้อมกับผมที่ปลิวพริ้วไสว เธอชี้นิ้วออกไป พร้อมกับใช้พลังของเธอ

ซูมๆ

น้ำจำนวนมากปรากฏขึ้นในอากาศ และตกลงไปในหลุม

หยู่ฉินหลานแสดงท่าทางที่งดงามออกมา พร้อมกับควบคุมน้ำรอบตัว

ชาเค่อฟูถึงกับตกตะลึง เมื่อเห็นผู้ตื่นพลังวารีอยู่ต่อหน้า

แววตาของเขาเต็มไปด้วยความอิจฉา มันคือพลังที่หลายขุมอำนาจนั้นแสวงหา เพื่อจะมีแหล่งน้ำใช้อย่างไม่ขาดแคลน

ในโลกใบนี้ น้ำคือสิ่งที่สำคัญที่สุด

“คงดีไม่น้อยหากเมืองปักษามีผู้ตื่นพลังวารีด้วย”

ชาเลาเอ่ยปากออกมาเบาๆ และมองไปทางหยู่ฉินหลานด้วยความอิจฉา

ห้านาทีต่อมาหยู่ฉินหลานก้ดึงมือกลับ พร้อมกับน้ำที่เต็มหลุม

“เสร็จแล้ว”

เธอเดินกลับมาข้างมู่เหลียงด้วยท่าทางที่งดงาม

ชาเค่อฟูได้แต่ถอนหายใจและพูดขึ้น

“ท่านมู่เหลียง ผมต้องยอมรับจริงๆ เลยว่าอิจฉาท่านเหลือเกิน”

“ไม่มีอะไรที่จะต้องอิจฉา”

มู่เหลียงยิ้มเล็กน้อย

ชาเค่อฟูถึงกับพูดไม่ออก หากสิ่งนี้ไม่น่าอิจฉา แล้วจะมีอะไรอีกที่ทำให้รู้สึกอิจฉาได้

ชาเค่อฟูยิ้มแห้งๆ ถ้าหากมู่เหลียงเป็นผู้มีพลังขั้น 7 สถานการณ์คงต่างไปจากนี้

“ท่านพ่อนี้นกที่ท่านสั่งครับ”

ชาหน่าเดินเข้ามา

เขาอุ้มลูกนกไว้ตัวหนึ่ง และที่บนไหล่ของเขามีนกสองตัวเกาะอยู่

“ตอนนี้ข้อตกลงระหว่างเราก็ลุล่วงหมดแล้ว งั้นพวกเราขอตัวก่อน”

แววตาของมู่เหลียงเป็นประกาย เขาอยากกลับไปฝึกนกพวกนี้ไวๆ

“ท่านเทพบุตรหรือธิดา โปรดมาที่เมืองเต่าทมิฬอีกครั้งเพื่อรับต้นอ่อนของไม้ผล”

เพราะยังไงพวกเขาก็ต้องเอานกมาส่งให้ที่เมืองเต่าทมิฬอยู่แล้ว

“เข้าใจแล้ว”

ชาหน่าพยักหน้า

“กลับได้”

หยู่ฉินหลานตะโกนขึ้นให้สัญญาณกับทุกคน

บรู๊ว!

หมาป่าจันทราเงยหน้าขึ้นพร้อมกับส่งเสียงเห่าหอน ที่ดูน่าเกรงขาม

“ต้องลาแล้ว”

มู่เหลียงพยักหน้าให้กับชาเค่อฟูก่อนที่จะเดินขึ้นรถม้าไป

หยู่ฉินหลานขึ้นรถม้าไปติดๆ ก่อนที่จะปิดประตูรถม้า

ปัง

หมาป่าจันทราหันหลังกลับ และวิ่งไปตามถนนหิน และตามด้วยเสี่ยวไกที่ลากรถม้า

เมื่อรถม้าเคลื่อนตัวออกไป ถนนหินก็สลายหายไป ตามทางที่รถม้าวิ่งผ่าน

ชาเค่อฟูเฝ้ามองดูทุกอย่าง และเริ่มรู้สึกหวาดกลัวมู่เหลียงมากขึ้นเรื่อยๆ

ห้านาทีต่อมา

ถนนหินที่เชื่อมระหว่างสองเมืองก็ได้หายไป รถม้าได้กลับมาที่เมืองเต่าทมิฬ และผ่านถนนการค้าตรงเข้าสู่พื้นที่เนินสูงทันที

“ทุกคนแยกย้ายได้”

มู่เหลียงเมื่อลงมาจากรถม้าก็พูดทันที

บรู๊ว!!

หน่วยพิทักษ์เนินสูงลงจากหลังหมาป่าและทำความเคารพก่อนที่จะเริ่มแยกย้ายกันไป

หมาป่าทุกตัวก็ข้ามกำแพงกลับไปยังที่อยู่ของพวกมัน

ชาหน่าบินร่อนลงมาจากท้องฟ้าอย่างแผ่วเบา ในขณะที่มีนกสองตัวบินตามหลังมา

“มู่เหลียง! นายกลับมาแล้ว”

มินโฮวิ่งออกมาจากตำหนักเจ้าเมืองด้วยท่าทางดีใจ

“นายไม่ได้…..”

ขณะที่เธอกำลังจะพุ่งเข้าไปกอดมู่เหลียงสายตาของมินโฮก็ไปเห็นชาหน่าที่ยืนอยู่ด้านหลัง ทำให้เธอหยุดชะงัก และทำตัวไม่ถูกได้แต่ก้มหน้าลงด้วยความเขินอาย

“ฉันปลอดภัยดี”

มู่เหลียงหัวเราะอย่างชอบใจ

เขาลูบไปที่หัวของเด็กสาวเบาๆ

“ท่านเทพบุตร โปรดตามฉันมา ฉันจะพาไปเอาต้นอ่อนไม้ผล”

หยู่ฉินหลานพูดขึ้นมาและก้าวนำหน้าชาหน่าด้วยท่าทางอันงดงาม

“ครับ”

ชาหน่าวางลูกนก และเดินตามหยู่ฉินหลานไป

“ฟิ้ว”

มินโฮถอนหายใจ ด้วยความโล่งอกเมื่อเห็นชาหน่าไปแล้ว

“ไม่มีอะไรหรอก ฉันแค่ไปกินมื้อเที่ยงกับพวกเขามา”

มู่เหลียงยื่นมือไปบีบจมูกของมินโฮเบาๆ

มินโฮถึงกับหน้าแดงขึ้นมา และแววตาดูเหม่อลอยเล็กน้อย ก่อนที่จะสังเกตเห็นลูกนก

“มู่เหลียง ได้เจ้าตัวนี้มาจากการแลกเปลี่ยนงั้นหรอ”

มินโฮถามด้วยความสงสัย

“ใช่แล้ว ในอนาคตฉันจะพามินโฮบินไปบนท้องฟ้า”

มู่เหลียงมุมปากยกสูงขึ้น

“บินบนท้องฟ้า…”

แววตาของมินโฮเบิกกว้างด้วยความอยากรู้อยากเห็น

มู่เหลียงก้าวออกไปด้านหน้า และอุ้มลูกนกขึ้นมา และสั่งระบบในใจ

“ระบบทำการฝึกนกตัวนี้ และวิวัฒนาการเป็นระดับ 5”

-ตรวจสอบสิ่งมีชีวิต อินทรีอัคคี ทำการฝึก-

-ใช้แต้มฝึกฝน 10 แต้มในการฝึก-

-วิวัฒนาการจากระดับ 1 เป็นระดับ 5 ใช้แต้ม 11,110”

-วิวัฒนาการสำเร็จ-

-ต้องการสืบทอดความสามารถปีกอัคคีหรือไม่-”

“ยอมรับ”

มู่เหลียงตอบในใจ

มันน่าจะเป็นพลังในการควบคุมไฟที่มู่เหลียงต้องการแน่นอน

-ถ่ายทอดพลังสู่ร่างเจ้านาย…..ปรับปรุง…..สำเร็จ-

มู่เหลียงรู้สึกถึงกระแสน้ำอุ่นที่ไหลเข้ามาอีกครั้ง และมันก็อยู่ไม่นาน เป็นสัญญาณว่าการถ่ายทอดสำเร็จแล้ว

เขารู้สึกว่าอุณภูมิตรงหน้าของเขามันสูงขึ้น จึงมองไปทางลูกนก

ตอนนี้ลูกนกจากตัวเท่าฝ่ามือ มันได้กลายเป็นลูกไฟ และขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ

มันสยายปีกคู่ใหม่ของมันออกมา และยาวรวมกันถึงสิบเมตร เมื่อเปลวไฟดับลง ก็เห็นเป็นนกอินทรีที่มีขนเป็นลวดลายของไฟ

มันดูคล้ายกับนกอินทรีโลกเดิมของมู่เหลียง ยกเว้นที่มีขนเป็นสีแดงเหมือนไฟ แลพมีขนหางเป็นรูปพัด

จากลูกนกตัวนิดเดียวกลายเป็นนกอินทรียักษ์ได้ในพริบตา ทำให้พ่อและแม่ของมันที่แอบมองอยู่ถึงกับตัวสั่น

“ว้าว!”

มินโฮอ้าปากค้างพร้อมกับแววตาที่เป็นประกาย

“ถ้าระดับ 5 ยังขนาดนี้แล้วระดับ 7 จะขนาดไหน”

มู่เหลียงเองก็ตกใจเหมือนกัน

ทำให้เขาสั่งระบบต่อทันที

“ระบบเพิ่มระดับนกอินทรีอัคคีเป็นระดับ 7”

-ทำการวิวัฒนาการนกอินทรีอัคคีจากระดับ 5 เป็นระดับ 7 ใช้แต้ม 1.11 ล้านแต้มวิวัฒนาการ-

-เพิ่มระดับสำเร็จ-

-ความสามารถของนกอินทรีอัคคีมีการวิวัฒนาการเป็น บงการอัคคี-

-ทำการถ่ายทอดความสามารถสู่ร่างเจ้านาย……ปรับปรุง….สำเร็จ-

“บงการอัคคี?”

มู่เหลียงอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา ก่อนที่เขาจะหลับตาลงและรับรู้ถึงพลังที่เพิ่มขึ้น เมื่อลืมตาขึ้นมาเกิดประกายไฟที่แขนของเขาแล้วก็หายไป

“แค่นี้ยังเพิ่มขั้นพลังไม่ได้”

มู่เหลียงหันไปมองอินทรีอัคคีที่ตอนนี้ตัวของมันใหญ่ขึ้น

แกว้ก!!

เสียงของนกอินทรีอัคคีดังกึกก้องไปทั่ว

ร่างของมันอาบไปด้วยไฟสีส้ม และขนาดของมันเพิ่มขึ้น กรงเล็บของมันใหญ่มากจนจิกเข้าไปในพื้นอย่างง่ายดาย

มู่เหลียงขมวดคิ้วเล็กน้อย และยกมือขึ้นและสร้างน้ำขึ้นมาดับไฟที่อยู่รอบๆ นกอินทรี ทำให้อุณหภูมิรอบๆ ลดลงไม่งั้นมันคงเผาต้นไม้ใบหญ้าที่อยู่รอบๆ แน่

นกอินทรีอัคดีกางปีกออก ความยาวปีกเพิ่มขึ้นเป็นสิบแปดเมตร และเมื่อสยายปีกออกตัวจะยาวได้ถึง 50 เมตร

ดังนั้นทำให้คนที่อยู่ด้านล่างเนินสูงเห็นตัวของมันได้

เมื่อเปลวเพลิงมอดดับลง ก็ถือว่าการวิวัฒนาการของอินทรีอัคคีเสร็จสิ้น