ตอนที่ 117

“ดำเนินแผนขั้นต่อไปเลยไหม”

หยู่ฉินหลานถามขึ้นในขณะที่ถือสมุดอยู่ในมาดของเลขาสาวสุดร้อนแรง ก่อนที่เธอจะมองไปยังหว่านเอ่อตู้ และคนอื่นๆ ที่จากไปแล้ว

“แน่นอนเริ่มเลย ทุกอย่างเตรียมการไว้หมดแล้ว คืนนี้ทุกอย่างจะเป็นไปตามแผนที่วางเอาไว้”

รอยยิ้มเล็กๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของมู่เหลียง และพูดอย่างเชื่องช้า

“คืนนี้เธอจงกลายเป็นหัวขโมย และเอาใบชาประกายแสง พร้อมกับต้นอ่อนออกไปขายให้กับทุกคน

“ไม่คิดจะหาลูกค้ายรายอื่นเพิ่มงั้นหรอ”

หยู่ฉินหลานถามอย่างสงสัย

“หากแผนสำเร็จ ในคืนนี้ลูกค้าจะมาหาเราเอง”

มู่เหลียงพูดอย่างมีเลศนัยบางอย่าง

“งั้นแปลว่า นายตกลงกับเธอคนนั้นแล้ว”

มู่เหลียงพยักหน้าและตอบอย่างแผ่วเบา

“คืนนี้เราคงต้องจัดแสดงอะไรสักหน่อยแล้วล่ะ”

“คิดจะทำอะไรอีกแล้วมู่เหลียง”

หยู่ฉินหลานสะดุ้งเล็กน้อยกับสิ่งที่มู่เหลียงพูด

“ขอเรียกว่าการแสดงโจรจับโจร”

มู่เหลียงพูดราวกับวางแผนไว้หมดแล้ว และคิดจะสร้างความวุ่นวายพาตัวเยี่ยลี่ยี่ออกมา

เพราะเมื่อเขานึกถึงแต้มวิวัฒนาการกว่า 700,000 แต้ม เขาก็แทบอดทนรอไม่ไหวแล้ว

“นายจะส่งคนไปจับฉันงั้นหรอ?”

หยู่ฉินหลานสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อยด้วยความกลัว

“ใช่ คืนนี้ลี่เยว่จะเป็นคนออกไปไล่ล่าเธอ หวังว่าจะชอบเล่นวิ่งไล่จับนะ”

มู่เหลียงขยิบตาให้ลี่เยว่

“ไม่มีปัญหา เรื่องนี้ฉันจัดการเอง”

ลี่เยว่รับปากพร้อมกับแสยะยิ้มออกมา

“นายนี้ชอบทำอะไรให้ฉันลำบากอยู่เรื่อย”

หยู่ฉินหลานบ่นพร้อมกับม้วนผมของเธอเล่น

“ก็คิดเสียว่าเล่นไล่จับแล้วกัน”

มู่เหลียงส่ายหัวพร้อมกับยิ้มเล็กๆ

“ถ้าอึกกะถึกคึกโครมเกินไป ก็อย่ามาว่ากันแล้วกัน”

หยู่ฉินหลานเองก็ฉีกยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์เหมือนกัน

“งั้นก็ขอให้คืนนี้สนุก”

มู่เหลียงหัวเราะอย่างชอบใจ

แล้วเขาก็หันไปหามินโฮและถามขึ้น

“วันนี้ขายอะไรไปบ้าง”

“มีแต่น้ำกับเครื่องปั้นดินเผา พวกมะเขือเทศกับกะหล่ำปลีเหลือเยอะสุด”

มินโฮพูดขึ้นขณะที่มองดูลังไม้ที่เหลืออยู่

“ไม่เป็นไร ไม่มีใครซื้อก็ช่าง เราเก็บไว้กินเองก็ได้”

มู่เหลียงสนใจผลึกสัตว์อสูรที่เก็บอยู่ในกล่องไม้มากกว่า

ผลึกสัตว์อสูรส่วนใหญ่ที่แลกมาได้นั้นเป็นชั้นต้นระดับต่ำ ชิ้นหนึ่งได้แค่ 10 แต้มวิวัฒนาการเท่านั้น

“ผ้าพวกนี้ทำให้เรามีใช้ได้ไปอีกนานเลย”

หยู่ฉินหลานเดินไปดูกระสอบผ้ากว่าสองร้อยผืนที่วางอยู่ด้านหลังแผงขายของ

ผ้าหนึ่งผืนสามารถทำชุดได้หลายชุด และเสื้อผ้าชุดหนึ่งใส่ได้หลายปี

ถ้าครอบครัวหรือบ้านไหนจนมากๆ เสื้อผ้าชุดเดียวพวกเขาอาจจะใส่ทั้งชีวิต

“เมื่อถึงเวลาค่อยเอาผ้าพวกนี้ไปขายแลกกับแต้มสะสม”

มู่เหลียงเริ่มจัดระเบียดของเหล่านี้ทันที

“ได้”

หยู่ฉินหลานขานรับก่อนที่จะจดลงสมุดของเธอ

“เธอต้องหาคนมาช่วยเบาภาระบ้าง เพราะต่อไปการแลกเปลี่ยนของจะหนักขึ้นเรื่อยๆ”

มู่เหลียงพูดด้วยความเป็นห่วง

เพราะถ้าเมื่อไรเขามีแต้มวิวัฒนาการพอเขาจะเพิ่มระดับให้เต่าทมิฬน้อย และที่นี่พื้นที่บนหลังของมันจะขยายมากขึ้น ทำให้ต้องมีการเตรียมแผนโครงสร้างเมืองใหม่ และอาจจมีประชากรเพิ่มอีกในอนาคต

และเมื่อถึงเวลานั้นหยู่ฉินหลานเพียงคนเดียวคงไม่สามารถจัดการทุกอย่างได้

“งั้นให้หยู่เฟ่ยหยานมาช่วยงานฉันเป็นไง?”

คนแรกที่หยู่ฉินหลานจะให้มาช่วยคือลูกสาวของตัวเอง

“ย่อมได้”

มู่เหลียงเองก็ไม่คัดค้านอะไร

เพราะหยู่เฟ่ยหยานเองก็ทำงานหนักมากช่วงหลังมานี้ หากว่าสอนเธออีกหน่อย เธอก็พร้อมที่จะยืนด้วยลำแข้งตัวเองแล้ว

“มีคนมา”

ลี่เยว่ร้องเตือน

มู่เหลียงเงยหน้าขึ้นมองออกไปก็เห็นคนเดินมาด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย

และเริ่มมีหลายคนมากขึ้นทั้งเด็กคนแก่ และสตรีมีครรภ์

“นายท่านเจ้าค่า ได้โปรดคืนศพลูกชายของข้ามาได้ไหม”

หญิงชราที่น้ำตาคลอเบ้าคุกเข่าลงกับพื้นอ้อนวอนต่อมู่เหลียงพร้อมกับมองไปยังรังไหมที่ห้อยอยู่บนตัวเต่าทมิฬ

“ยายเป็นแม่ของหนึ่งในโจรเหล่านี้งั้นหรอ”

มู่เหลียงถามขึ้น

“เจ้าค่า”

หญิงชราสะอื้นตอบ

“ไม่ต้องห่วงพวกเขายังไม่ตาย”

มู่เหลียงตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยเป็นปกติ

“ยังไม่ตาย…..ยังไม่ตายจริงๆ นะเจ้าค่ะ!”

แววตาของทุกคนเริ่มดูมีความหวังขึ้นมาอีกครั้ง

ฝูงชนที่มารวมตัวกันต่อหน้ามู่เหลียงคือพ่อแม่ ภรรยา และลูกของผู้ที่บุกรุกเข้ามาในเมืองเต่าทมิฬเมื่อคืน พวกเขามาที่นี่เพื่อขอความเมตตานำศพกลับไป

“ใช่พวกเขายังไม่ตาย แต่ในอีกไม่นานก็ไม่แน่”

มู่เหลียงกล่าวอย่างเย็นชา

“นายท่าน!!! ได้โปรดเมตตาด้วย!!”

หลายคนเริ่มคุกเข่าอ้อนวอนร้องขอความเมตตา

มู่เหลียงกลับไม่สนใจและพูดอย่างเด็ดขาด

“พวกเขาบุกเข้ามาในเมืองเต่าทมิฬ และพยายามที่จะขโมยของของเรา ถือเป็นความผิดร้ายแรง”

“ฮือออๆ”

เมื่อได้ยินเช่นนี้พวกเขาก็เริ่มร้องไห้ทันที

“แต่นี้ถือว่าเป็นความผิดครั้งแรกของพวกเขา”

เมื่อเห็นฝูงชนที่สิ้นหวังอยู่ต่อหน้า มู่เหลียงก็ยังพูดอย่างไม่ใยดี

“หากยอมจ่ายเป็นผลึกสัตว์อสูร คนเหล่านี้จะได้รับการลดโทษ”

มู่เหลียงไม่ได้เห็นใจพวกโจรกับหัวขโมยเหล่านี้อยู่แล้ว และพอใจที่จะลงโทษพวกมัน แต่อย่างน้อยพวกมันก็ยังพอสร้างประโยชน์ให้เขาได้อยู่

“ข้ามี!! ที่บ้านฉันมีผลึกสัตว์อสูรอยู่”

หญิงชราตะโกนอย่างดีใจ

“งั้นรีบไปเอามาซะ แล้วโทษประหารของพวกมันจะถูกละเว้น”

มู่เหลียงพูดพร้อมกับโบกมืออย่างไร้ความปราณี

หญิงที่ตั้งครรภ์อีกคนถามขึ้นอย่างหวาดกลัว

“นายท่าน หากเรามอบผลึกสัตว์อสูรให้แล้ว ท่านจะปล่อยตัวพวกเขาจริงๆ ใช่ไหมเจ้าค่ะ”

“ไม่ปล่อย แต่โทษประหารของพวกมันจะถูกละเว้น แต่ชีวิตที่เคยก่อกรรมทำเข็ญมาก่อนก็ยากที่จะปล่อยไปเฉยๆ”

มู่เหลียงมองไปยังกลุ่มคนด้วยสายตาที่ดุดัน และพูดด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา

“พวกเขาทั้งหมดจะถูกนำไปใช้แรงงานในเมืองเต่าทมิฬเพื่อไถ่โทษสองสามปี หากว่าทุกคนไม่สบายใจ จะตามไปอยู่ด้วยกันก็ได้”

“???”

ทั้งหยู่ฉินหลาน ลี่เยว่ และลี่ลี่อ้าปากค้างด้วยความตกตะลึงและมองไปยังมู่เหลียงตาไม่กระพริบ

หลังจากที่ได้ยินสิ่งที่มู่เหลียงพูด พวกเธอก็เข้าใจอะไรได้หลายอย่าง

เขากำลังทำให้โจรขโมยพวกนี้ไร้หนทาง บีบให้ใช้แรงงานในเมือง อีกทั้งยังยึดทรัพสมบัติของครอบครัวอีก และบีบให้ครอบครัวของพวกโจรเลือกว่าจะติดตามไปด้วยหรือไม เพื่อช่วยงานในเมืองเต่าทมิฬ

“พวกเราติดตามไปด้วยได้ใช่ไหม?”

สตรีที่ตั้งครรภ์ถามด้วยความประหลาดใจ

“ใช่ พวกเราจะออกเดินทางวันพรุ่งนี้ และไม่รู้ว่าจะกลับมาอีกไหม”

มู่เหลียงพูดด้วยสีหน้าสงบนิ่ง และพูดต่อ

“ถ้าไม่ต้องการติดตามไปด้วย ก็เพียงรอสักสองสามปี แล้วพวกเขาเหล่านี้จะกลับมาเองหลังจากทำงานไถ่โทษแล้ว”

“งั้นฉันขอตามไปด้วย นายท่านโปรดรอ ฉันจะรีบไปเก็บข้าวของเดี๋ยวนี้”

สตรีตั้งครรภ์รีบลุกขึ้นและหันกลับเข้าไปในเมืองสิบขั้นทันที

ถ้าเกิดว่าเธอเอาผลึกสัตว์อสูรที่มีทั้งหมดในบ้านมอบให้กับเจ้าเมืองเต่าทมิฬเพื่อลดโทษตายของสามีเธอแล้ว การจะมีชีวิตอยู่ในเมืองสิบขั้นนั้นคงเป็นเรื่องยากลำบากสำหรับผู้หญิงท้องแก่ตัวคนเดียวแบบเธอ ดังนั้นสู้ไปตายเอาดาบหน้าดีกว่า

“งั้นพวกเราจะขอไปด้วย”

ทั้งหมดลุกขึ้นและแยกย้ายกันกลับบ้านไปเก็บข้าวของทันที

มู่เหลียงมองดูคนกลุ่มนี้เดินจากไป พร้อมกับหันไปเจอสายตาของสามสาวที่มองเขาแปลกไป

แต่มู่เหลียงก็ไม่อธิบายอะไรอยู่ดี

หัวขโมยพวกนี้บางคนเป็นผู้มีฝีมือ และยังแย่สุดก็เป็นผู้มีพลังขั้น 2 และมีความสามารถพอตัว

มู่เหลียงจะปล่อยเครื่องไม้เครื่องมือที่ถูกส่งมาถึงหน้าบ้านกลับไปได้ไง

อย่างน้อยโจรพวกนี้ก็ต้องทำงานอยู่ในเมืองเต่าทมิฬอย่างเชื่อฟัง เพราะครอบครัวพวกเขาอยู่ในเมืองด้วยไม่ต่างจากตัวประกัน

และหากว่าอาศัยอยู่ไปนานๆ พวกนี้จะกลายเป็นชาวบ้านกลุ่มที่สองของเมืองทันที

ส่วนพวกโจรมีชื่อเสียงไม่ดีก็ถูกจัดการไปเมื่อคืนหลายคน

ตอนนี้เหล่าโจร ขโมย และผู้บุกรุกทุกคนที่ยังรอดอยู่ ต่างมองหน้ากันด้วยความตกใจ

พวกเขาเห็นทุกอย่างที่เกิดขึ้น ทั้งภาพที่ครอบครัวของพวกเขามาร้องอ้อนวอนขอชีวิต มันได้ทำให้พวกเขารู้สึกอับอายและรู้สึกผิดต่อพวกเขามาก

แต่แล้วอยู่ๆ บันดาลคนในครอบครัวของเขาก็กลับดูมีความหวังขึ้นและวิ่งกลับเข้าไปเมืองหน้าตาเฉย

นี้ไม่ใช่ว่าพวกเขาถูกทอดทิ้งไปแล้วยังงั้นหรอ