ตอนที่ 228

ที่เหนือเต่าทมิฬขึ้นไปหลายพันเมตรบนท้องฟ้า

เค่อม่ากำลังบังคับนกให้บินโฉบไปมาอยู่

พรึ้บๆ

ปีกสีขาวสามคู่กระพืออยู่นอกเสื้อคลุมที่กำลังพริ้วไสวไปตามลม

ชาหน่ามองไปยังเมืองเต่าทมิฬที่อยู่ใต้เท้าของเขาด้วยสีหน้าจริงจัง เขาคิดว่าคนที่สามารถไปสร้างเมืองบนหลังของสัตว์อสูรโบราณแบบนี้ได้ย่อมไม่ธรรมดา

ชาหลัวกระพือปีกสีส้มของเธอไปมา และมองดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น

“ลงไปกันเถอะ”

ชาหน่าโบกมือ ก่อนที่จะกระพือปีกทั้งสามคู่บินทิ้งดิ่งลงมาจากท้องฟ้า

“พี่ใหญ่! รอด้วย”

ชาหลัวพูดด้วยความตื่นเต้นและบินตามไป

สีหน้าขอชาหน่านั้นแสดงออกถึงความหนักใจแต่ก็อ่อนโยนกับความไร้เดียงสาของน้องสาว เขาชะลอความเร็วลงเพื่อที่ให้น้องสาวคนเล็กตามเขาทัน

เมื่อเขาเห็นปีกสีส้มของน้องสาวทุกครั้ง เขาก็อดคิดในใจไม่ได้สักครั้ง เพราะปกติแล้วปีกของคนในตระกูลจะเป็นสีขาวทั้งหมด มีเพียงน้องสาวคนเล็กคนนี้ที่พิเศษกว่าคนอื่น มีปีกเป็นสีส้ม

เค่อม่ากับหน่วยลาดตระเวนของเขาบังคับให้นกบินตามลงมาเต็มกำลังเพื่อไล่ตามเทพบุตรและธิดาให้ทัน

ที่บนป้อมปราการซานไห่

เว่ยกังอยู่ในมาดที่ขึงขังมองดูกองกำลังของเขาที่อยู่ในสภาวะพร้อมรบ

เว่ยกังตะโกนเสียงดัง

“ทั้งหมดแถวตรง!”

ทุกคนกระทืบเท้าเสียงดัง แสดงให้เห็นถึงความเป็นทหารมากขึ้น

พรึ้บๆ

ชาหน่าที่บินอยู่เหนือป้อมซานไห่สองร้อยเมตร และตามมาด้วยกลุ่มของเค่อม่ากับชาหลัวเธอสยายปีกออกเพื่อลดความเร็วลง และหยุดข้างพี่ชายของเธอ

“ลงไปจัดการสิ”

“ขอรับ”

เค่อม่าพยักหน้ารับคำสั่งและบังคับให้นกบินลงไปต่อ

“หยุดตรงนั้นอย่าได้เข้ามาใกล้ไปกว่านี้!”

เว่ยกังตะโกนเสียงดัง

กองทหารที่อยู่ด้านหลังของเขา พร้อมรบทันทีทุกคนเล็งหน้าไม้ไปยังกลุ่มของชาหน่ากับเค่อม่าทันที

เค่อม่านั้นรู้สึกเสียวสันหลังแว๊บขึ้นมาทันที แม้ไม่รู้ว่าสิ่งที่เล็งมาทางเขาคืออะไรแต่มันก็ทำให้เขาหวาดกลัวได้

เค่อม่ารีบตะโกนออกมาทันที

“พวกเรามาจากเมืองปักษา และต้องการมาเยี่ยมเยือนเท่านั้น”

เว่ยกังยังไม่ลดการป้องกันลง และยกมือขึ้นส่งท่าทาง

“งั้นลงจอดที่นอกป้อมซานไห่ด้วย และเข้าเมืองเต่าทมิฬจากทางหลัก!”

เค่อม่ามองไปยังสองพี่น้องชา เขาไม่สามารถตัดสินใจได้

“ทำตามนั้น”

เสียงของชาหน่าดังขึ้น และเขาได้พาน้องสาวของเขาบินไปยังประตูทางเข้าเมืองเต่าทมิฬ

เมื่อชาหน่าไม่ขัดขืนหน่วยของเค่อม่าก็บังคับนกให้บินไปจอดลงที่หน้าประตูซานไห่เหมือนกัน

ชาหลัวเมื่อถึงพื้นก็หุบปีกของเธอลง และเดินตามพี่ใหญ่ของตัวเองโดยไม่ทำอะไรนอกคำสั่งของพี่ชาย เพียงแต่ใช้สายตามองไปรอบๆ ด้วยความสงสัยเท่านั้น

เว่ยกังลงมาจากป้อมซานไห่ แต่หน่วยทหารหน้าไม้ก็ยังคุมเชิงอยู่ที่ด้านบน และเล็งหน้าไม้ลงมาที่กลุ่มของชาหน่าเหมือนเดิม

หน้าไม้นั้นสามารถรับมือกับศัตรูทั้งบนฟ้าและบนพื้นดินได้ ทำให้มิติการป้องกันเมืองดีขึ้น

เค่อม่าและคนอื่นก้าวลงมาจากนกและเป็นผู้เข้าไปต่อรองพูดคุยกับเว่ยกัง

“พวกเรามาจากเมืองปักษา สองท่านนี้คือเทพบุตรและเทพธิดาของเมืองปักษา”

เค่อม่าพูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่ได้หยิ่งผยองแต่ก็ไม่ได้ถ่อมตน

“พวกเราต้องการเข้าพบท่านเจ้าเมือง เพื่อเจรจาข้อตกลง”

“งั้นโปรดรอสักครู่ ฉันจะเอาเรื่องนี้ไปรายงานให้ท่านเจ้าเมืองทราบก่อน”

เว่ยกังกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง เพราะไม่ใช่ว่าทุกคนจะเข้าพบเจ้าเมืองได้

“ไม่ต้อง ท่านเจ้าเมืองรับทราบแล้ว”

เสียงเย็นๆ ดังขึ้น

หยางปิงปรากฏร่างออกมาจากความว่างเปล่า ทำให้ทุกคนต่างสนใจ

“ท่าน!”

เว่ยกังรีบทำความเคารพทันที

หยางปิงยกมือขึ้นบอกให้เว่ยกังหยุด ก่อนที่จะมองไปยังกลุ่มคนที่มีปีกอยู่ด้านหลังด้วยความสงสัย

และหยางปิงก็พูดขึ้น

“ตามฉันมา”

การที่หยางปิงมาปรากฏตัวขึ้นที่นี่ นั้นก็เพราะมู่เหลียงคาดการณ์ไว้อยู่แล้ว เลยสั่งให้หยางปิงมาที่นี่

“เป็นเกราะที่เท่สุดๆ ไปเลย”

ชาหลัวอ้าปากเล็กน้อยด้วยความตกตะลึง และอุทานออกมาด้วยแววตาที่เป็นประกาย

“อาวุธวิญญาณระดับสูง!”

ชาหน่าถึงกับตกใจ

เขาคาดเดาว่าผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้าต้องมีตำแหน่งสูงในเมืองแห่งนี้แน่

“โปรดฝากอาวุธไว้ที่นี่ด้วย มันเป็นกฏของเมืองเต่าทมิฬ ห้ามพกอาวุธภายในเมืองเด็ดขาด”

หยางปิงกล่าวเตือนขึ้นทันที

ชาหลัวกางมือออก และพูดด้วยน้ำเสียงที่น่าฟัง

“ฉันไม่มีอาวุธ!”

ชาหน่าเดินเข้ามาข้างๆ น้องสาว เพื่อคุ้มกันน้องสาวของตัวเอง เพราะทั้งคู่ไม่มีอาวุธป้องกันตัว

“ไม่ต้องกลัว พวกเราไม่ได้มีเจตนาร้าย”

หยางปิงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เฉยชา

ชาหน่าหันหน้าไปทางหน่วยของเค่อม่าและพยักหน้า ให้ยอมทำตาม เพราะในเมื่อเจ้าเมืองแห่งนี้เป็นผู้มีพลังขั้น 8 ต่อให้พวกเขามีอาวุธครบมือก็ไม่สามารถต่อต้านได้อยู่แล้ว

เค่อม่าและหน่วยของเขาได้ฝากอาวุธเอาไว้ที่หน้าทางเข้าป้อมซานไห่อย่างไม่เต็มใจ

หยางปิงหันหลังและเดินนำทุกคนเข้าไปในป้อมซานไห่

ชาหน่าเดินนำหน้าน้องสาวเพื่อป้องกันเธอจากอันตราย และพยายามให้น้องสาวอยู่ด้านหลังของเขาเสมอ

อย่างไรก็ตามด้วยความที่ชาหลัวเป็นเด็กสาวขี้สงสัยทำให้เธอมักจะยืนหน้าออกมามอง และมองไปรอบๆ ด้วยความอยากรู้อยากเห็น

หลังจากผ่านป้อมซานไห่มาได้แล้ว ก็เข้าสู่ถนนการค้าที่รอรับอยู่ด้านหลัง

“เป็นถนนที่ดูสะอาดมากเลย”

ชาหลัวพูดด้วยความประหลาดใจ แม้ว่าจะมีทรายสีเหลืองบนพื้น แต่มันก็ยังดูสะอาดกว่าถนนที่เธอเคยเห็น

“นี้คงเป็นถนนการค้าภายนอกสินะ”

ชาหน่าพอจะคาดเดาได้ เพราะเมืองปักษาเองก็มีพื้นที่ถนนการค้าภายนอกเหมือนกัน

อยู่ๆ เขาก็ได้กลิ่นหอมอันเย้ายวนลอยมาตามลม เมื่อหันไปมองตามทิศทางของกลิ่นก็เห็นร้านที่มีป้ายเขียนว่า ร้านมันเผาแสนอร่อย

หยางปิงไม่พูดสิ่งใด กับกลุ่มของชาหน่า ภารกิจของเธอคือพาทุกคนไปหามู่เหลียง

ที่ฝั่งตรงข้าม เยื้องๆ กับป้อมซานไห่ คือป้อมเว่ยฉายที่ตอนนี้ได้เปิดประตูรอรับกลุ่มของหยางปิงอยู่แล้ว

หยางปิงเดินมุ่งหน้าไปยังเนินสูง โดยมีชาหน่าชาหลัวและกลุ่มของเค่อม่าตามมาติดๆ

“ถนนที่นี่เรียบร้อยและสะอาดมาก”

เค่อม่ารู้สึกแปลกใจตั้งแต่ก้าวเดินในเมืองแห่งนี้

เขาเคยไปเมืองใหญ่มาหลายแห่ง และถนนทุกเมืองที่เขาเคยไปนั้นล้วนสกปรก และไม่มีระบบระเบียบเลยสักนิดเดียว

อาคารบ้านเรือนที่อยากจะสร้างตรงไหนก็สร้าง สุขอนามัย และสภาพแวดล้อมที่นี่ดีกว่าอย่างเห็นได้ชัด

ชาหน่าเองก็รู้สึกประหลาดใจเหมือนกัน ทำไมเขาถึงไม่รู้จักเมืองใหญ่ที่มีเอกลักษณ์แบบนี้

“พี่ใหญ่! ดูนั้นสิต้นไม้ต้นเบ้อเร่อเลย”

ชาหลัวอุทานออกมา

ชาหน่าที่กำลังคิดไปต่างๆ นาๆ ก็ได้สติ และเงยหน้ามองไปตามทิศทางที่ชาหลัวพูด และเห็นต้นไม้ใหญ่อยู่ใกล้ๆ

เขาและน้องสาวเห็นต้นไม้นี้จากบนฟ้าไกลๆ แล้ว แต่เมื่อได้เข้ามาดูใกล้ๆ ปรากฏตัวมันใหญ่กว่าที่คิดเอาไว้มาก

“นั่นคือต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ของเมืองเต่าทมิฬ ต้นชาเขียวประกาย”

หยางปิงพูดแนะนำออกมาให้ทุกคนรู้จัก

ชาหลัวเมื่อได้ยินก็ได้แต่บ่นพึมพำกับตัวเอง

“ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์…..ต้นชาเขียวประกาย เป็นชื่อที่เพราะจัง”

ไม่ถึงสิบนาที

หยางปิงก็พาทุกคนมาถึงทางเข้าสู่เนินสูง และเจออามันกับหน่วยพิทักษ์เนินสูงอีกคนเฝ้าทางเข้าอยู่

“หัวหน้า!”

อามันทำท่าวัตยาหัตแสดงความเคารพ

“ท่านมู่เหลียงต้องการพบพวกเขา”

หยางปิงกล่าวด้วยคำพูดที่เป็นกันเอง

“ค่ะ!”

อามันและหน่วยพิทักษ์อีกคนเข้าไปเปิดประตูให้ทันที

ชาหน่าเหลือบมองอามันสองครั้ง

เขารู้สึกแปลกๆ กับเสื้อคลุมที่อามันสวม เขาสัมผัสได้ว่ามันเป็นอาวุธวิญญาณเหมือนกัน และอย่างน้อยก็ต้องระดับกลาง

ที่เขารู้ได้นั้นเพราะตัวของชาหน่าเองเคยไปเมืองเว่ยหลายมาก่อน หรืออีกชื่อหนึ่งเมืองแห่งอนาคต ซึ่งทำให้ชาหน่าได้สัมผัสกับอาวุธวิญญาณมาบ้าง

“ทางนี้”

หยางปิงหันกลับมาพูดกับกลุ่มของชาหน่าอีกครั้ง

ทั้งกลุ่มเดินเข้าไปอย่างรวดเร็ว และไปที่ชั้นบนสุดของเนินสูง

และเขาก็ได้รู้ว่าสถานที่แห่งนี้ต่างจากพื้นที่อื่น

ที่นี่มีร่มเงาจากต้นชาเขียวประกาย พื้นดินก็ดูอุดมสมบูรณ์ และมีอากาศที่สดชื่น

“มีต้นไม้พืชพันธ์เต็มไปหมดเลย!”

นัยน์ตาของชาหลัวนั้นฉายออกถึงความตื่นเต้น

แม้ว่าพ่อของเธอจะมีสวนต้นไม้เป็นของตัวเอง แต่มีขนาดแค่ 1 ใน 10 ของที่นี่เท่านั้น และเกินครึ่งเป็นพืชผักที่ตายแล้วจำนวนมาก อีกจำนวนหนึ่งก็เหี่ยวเฉา

การแสดงออกของชาหน่านั้นต่างออกไป จิตใจของเขากำลังสับสนและแตกตื่นไม่น้อย

เขารู้ว่าการปลูกพืชนั้นยากมาก ไม่ใช่เพียงแค่รดน้ำอย่างเดียวแล้วพืชจะโต และต้องการแสงแดดอีกด้วย

แม้จะไปเมืองใหญ่มาหลายเมือง และได้เห็นสวนต้นไม้หลายแห่ง แต่ไม่มีที่ไหนดูดีเท่าที่นี่อีกแล้ว

เขามั่นใจเลยว่าพ่อของเขาจะต้องสนใจสถานที่แห่งนี้แน่

“.....”

หยางปิงสังเกตปฏิกิริยาของทุกคนอย่างเงียบๆ และรู้สึกภูมิใจอย่างบอกไม่ถูก เมื่อเห็นท่าทางประหลาดใจของกลุ่มคนเหล่านี้

เธอนั้นเริ่มอยากรู้ว่าคนกลุ่มนี้จะแสดงสีหน้ายังไง เมื่อรู้ว่าต้นไม้ใบหญ้าพวกนี้เป็นเพียงของตกแต่งของตำหนักเจ้าเมืองเท่านั้น

แล้วที่หลังตำหนักเจ้าเมืองก็ยังมีสวนต้นไม้อีก พื้นที่การเกษตรอีกหลายแห่งภายในเมือง

หยางปิงได้พาทุกคนมาถึงทางเข้าตำหนักเจ้าเมือง

อสูรจิตอัสนีเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นมีกลุ่มคนเข้ามาใกล้ ก่อนที่มันจะอ้าปากหาว และไม่สนใจกลุ่มคนเหล่านี้อีกต่อไป

ตอนนี้เสี่ยวจื่อนั้นควบคุมพลังของตัวเองได้แล้ว ทำให้ไม่มีสายฟ้าสีม่วงวิ่งพุ่งพล่านออกมาจากร่างของมันอีก

“สัตว์อสูรขั้น 7!”

สีหน้าของชาหน่าเคร่งขรึมทันที และร่างกายก็รู้สึกหนักอึ้ง

“ตามฉันมาทางนี้”

หยางปิงพาทุกคนเข้าไปในตัวตำหนักเจ้าเมือง และมุ่งตรงไปที่ห้องรับรอง

ไม่นานทั้งหมดก็มาถึง ชาหน่าและชาหลัวนั่งลงบนเก้าอี้ในห้องรับรอง

ก่อนที่มู่เหลียง หยู่ฉินหลานและมินโฮจะเดินเข้ามา

“ยินดีต้อนรับทุกท่านสู่เมืองเต่าทมิฬ รินชารับแขกหน่อย”

มู่เหลียงกล่าวอย่างสบายๆ

เว่ยหยูหลันที่ถือถาดน้ำชาตามหลังมา ก็รีบเอาถ้วยชาไปวางต่อหน้าแขกทันที

“ต้องรบกวนแล้ว”

ชาหน่าพูดขึ้นพร้อมกับเหลือบมองน้ำชาที่อยู่ในถ้วย

ชาหลัวนั้นมองดูด้วยความสงสัยแต่ก็ยังไม่กล้าดื่ม

เธอเหลือบขึ้นมามองชายที่องอาจและสง่าคนนี้อีกครั้ง

“ลองดื่มดูก่อน”

มู่เหลียงพูดอย่างใจดี

เขามองไปที่ชาหน่าและชาหลัวอย่างสนใจ เพราะปีกที่อยู่ด้านหลังของทั้งคู่มันดึงดูดสายตาอย่างมาก

นี่คงจัดอยู่ในกลุ่มของผู้กลายพันธ์เหมือนกับมินโฮกับมิอารึเปล่า?

ในเวลานั้นเอง มินโฮก็กลับมาเป็นเด็กสาวขี้อายอีกครั้ง เธอเอาแต่หลบอยู่หลังมู่เหลียงกับหยู่ฉินหลานตลอดเวลา

ชาหลัวย่นจมูกของเธอเล็กน้อย เพื่อสูดดมกลิ่นชาที่เข้มข้น ก่อนที่จะยกถ้วยขึ้นมา

ก่อนที่เธอจะถูกปีกของพี่ชายตบอย่างเงียบๆ

“....”

ชาหน่าเม้มปาก และจ้องมองไปยังน้องสาวของตัวเอง ชาหลัวนั้นไม่รู้จักระมัดระวังตัวเลยแม้แต่น้อย

จะไปกินดื่มของจากคนแปลกหน้าได้ยังไงกัน?