ตกกลางคืน
เมื่อมู่เหลียงกินข้าวเย็นเสร็จก็เข้าไปในห้องเพื่อตกแต่งห้องใหม่
ทุกอย่างถูกวางและจัดแต่งอย่างดีโดยมีมินโฮช่วยเหลือ ทั้งตู้ โต๊ะ ชั้นวางหนังสือ และเก้าอี้นั่งดีๆ
“ตอนนี้มินโฮเองก็โตขึ้นและเก่งขึ้นเยอะเลย”
มู่เหลียงนั่งลงบนเก้าอี้ และหยิบบางสิ่งที่ดูเหมือนดินสอหรือปากกาขึ้นมาเขียนบางสิ่งลงในม้วนหนังสัตว์ ทุกครั้งที่มีเวลาเขามักจะจดบันทึกเสมอ
ในเวลานี้เมืองเต่าทมิฬยังดูล้าหลังอยู่มาก และไม่มีการทำอุตสาหกรรมอะไรเลย ซึ่งเขาจำเป็นต้องใช้ความรู้ของเขา
และทางที่ดีที่สุดคือถ่ายทอดความรู้เหล่านี้ลงไปในม้วนหนัง เพื่อที่จะอธิบายทุกอย่างเป็นรูปภาพให้เข้าใจง่ายขึ้น
มู่เหลียงก็ไม่ได้เข้าใจทุกอย่างดีไปหมด แต่ก็ดีกว่าให้ทุกคนเริ่มเรียนรู้เองและลองผิดลองถูกและเสียเวลาในการเริ่มต้น
สร้างหอคอยร้อยชั้นจำเป็นต้องมีคนชี้แนวทาง
“ม้วนหนังสัตว์พวกนี้ใช้งานยากชะมัด”
มู่เหลียงถอนหายใจหลังจากเห็นสิ่งที่เขียนลงไปได้ครึ่งหนึ่งแล้ว
เขามองไปยังดินสอถ่านในมือ และรู้สึกว่ามันใช้งานยากมาก
“หรือว่าเราควรสร้างกระดาษขึ้น?”
มู่เหลียงเริ่มคิดถึงสิ่งประดิษที่เรียกว่ากระดาษ
สมัยเรียนก็มีสอนในการทำกระดาษ และบนอินเตอร์เน็ตก็มีสอนอยู่หลายคลิปวิดีโอมากมาย
ก่อนที่เขาจะตั้งใจทำช่องของตัวเองเกี่ยวกับการเอาตัวรอดในพื้นที่กันดาน เขาเองก็ศึกษาและดูคลิปวิดีโอของคนอื่นจากช่องดังๆ มากมายเกี่ยวกับการเอาตัวรอด และการสร้างสิ่งของต่างๆ ขึ้นเพื่อเอาตัวรอด ทั้งการทอผ้า ทำบ้านแบบโบราณและอื่นๆ
เพราะคลิปเหล่านี้ได้รับความนิยมสูงมาก
หลังจากที่เขาดูอยู่นาน เขาก็คิดว่าตัวเองคงทำไม่ได้ขนาดนั้น และคิดว่าจะทำช่องที่เอาตัวรอดและอาศัยในพื้นที่กันดานแทน แต่ไม่คิดว่าจะข้ามมาอีกโลกแบบนี้
“ขอบคุณพวกเขาจริงๆ ที่ทำคลิปขึ้นมา ทำให้ฉันได้เรียนรู้ได้หลายอย่าง”
มู่เหลียงถอนหายใจ ก่อนที่จะเริ่มคิดถึงโลกเดิมของเขา
“มู่เหลียงขอเข้าไปได้ไหม”
เสียงอันเย็นชาของลี่เยว่ดังขึ้นที่ทางเข้าห้องของมู่เหลียง
เพราะห้องและตำหนักแห่งนี้พึ่งสร้างขึ้นใหม่ทำให้ยังไม่มีประตูอะไรทั้งสิ้น และรอติดตั้งเพิ่มที่หลัง
“เข้ามา”
มู่เหลียงพูดขึ้นพร้อมกับวางดินสอลง
เขาเงยหน้าขึ้นก็เห็นเป็นลี่เยว่ที่สวมหน้ากากเดินเข้ามาช้าๆ
“นั่งก่อน”
มู่เหลียงกวักมือเรียกให้เธอมานั่ง
“อืม”
ลี่เยว่ขานรับ ก่อนที่จะนั่งลงอย่างช้าๆ
“ที่นี่มีแค่เราสองคน เพราะงั้นถอดหน้ากากออกเถอะ”
มู่เหลียงมองไปที่หน้ากากของลี่เยว่และพูดขึ้น
“ตั้งแต่มื้อเย็นดูเหมือนเธออยากจะพูดอะไรกับฉันสักอย่าง”
“รู้ตัวด้วยงั้นหรอ”
ลี่เยว่ถามด้วยความประหลาดใจ ก่อนที่จะถอดหน้ากากออก เผยให้เห็นใบหน้าที่แดงและเขินอายของเธอ
“มีบางสิ่งที่เมืองเซิงหยางใช่ไหม”
มู่เหลียงถามทันทีจากที่คาดเดาเอาไว้ น่าจะเป็นเรื่องนี้ที่ทำให้ลี่เยว่มองเขาหลายครั้งมากในโต๊ะอาหาร
“ฉันยังไม่เคยเล่าถึงอดีตของพวกเรา”
ลี่เยว่ก้มหัวลง และพูดด้วยน้ำเสียงที่กดต่ำลง
“ตอนนี้ฉันกำลังฟังอยู่”
มู่เหลียงวางมือบนโต๊ะ และตั้งใจฟังสิ่งที่ลี่เยว่จะพูด
“ลี่ลี่ โหย่วเฟ่ย และฉัน ทุกคนมาจากเมืองเซิงหยาง เป็นหนึ่งในกลุ่มมือสังหารที่ได้รับการฝึกพิเศษตั้งแต่เด็ก”
น้ำเสียงของลี่เยว่ดูโกรธแค้นขึ้นมา แต่เธอพยายามดีที่สุดเพื่อจะเล่าเรื่องทุกอย่าง และเก็บซ่อนอารมณ์เอาไว้
“พวกเราก็เป็นหนูทดลองของนักวิจัยในเมืองอีกด้วย พลังที่เราได้มานั้นคือผลของการทดลองเกี่ยวกับการควบคุมเชื้อผีมายา”
ผู้ตื่นและผู้กลายพันธ์ตามธรรมชาตินั้นมีน้อยมาก
และทรัพยากรที่ตัวตนเหล่านี้ใช้เองก็แพงมากด้วยเช่นเดียวกัน
เมืองเซิงหยางนั้นได้ค้นพบวิธีการทำให้คนติดเชื้อผีมายา และคงสภาพพลังเอาไว้ได้ และใช้พลังได้ในเวลาสั้นๆ
ด้วยวิธีการนี้ พวกเขาก็ได้สร้างกลุ่มผู้ทรงพลังขึ้นมาได้ในเวลาอันรวดเร็ว และเพื่อให้แน่ใจว่าจะควบคุมคนเหล่านี้ได้ และทำตามคำสั่งที่พวกเขาบอกทุกอย่าง พวกเขาจึงทำลายกลุ่มหรือค่ายเล็กๆ และรับเอาเด็กของกลุ่มมาฝึกฝน
ทั้งง่ายต่อการล้างสมอง และง่ายต่อการฝังความคิด เมืองหยางเซิงมองเด็กเหล่านี้ไม่ต่างจากเครื่องมือ และเริ่มทดลองเชื้อผีมายากับเด็กกลุ่มนี้
เพราะงั้นทำให้เกิดปีศาจที่กลายเป็นผีมายาแต่ยังคงสติเหมือนมนุษย์ได้อยู่ และต่างจากผู้ติดเชื้อคนอื่นๆ
ลี่เยว่บีบหน้ากากแน่นด้วยมือเล็กๆ ของเธอ และพูดด้วยน้ำเสียงที่สั่น
“พวกเราทั้งสี่คนเพิ่งมารู้ความจริงจากปากของพวกเดียวกัน ในตอนที่พวกเรากำลังฆ่าพวกเขาเพราะคิดจะแปรพักตร์”
“เมืองเซิงหยางมีคนแบบเธอกี่คน”
มู่เหลียงพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
ในความเข้าใจของเขานอกจากพวกของลี่เยว่แล้ว ยังมีพวกศพมายาอีก ตัวตนนี้เทียบได้กับทหารหน่วยรบพิเศษ
แล้วกองกำลังแบบนี้ ยากมากที่จะรับมือ
“ไม่รู้เลย ตอนนี้ไม่รู้ว่าพวกมันจะพัฒนาและเพิ่มจำนวนไปมากขนาดไหนแล้ว แต่ที่แน่ๆ มันสร้างศพมายาขึ้นมาได้แล้ว และแข็งแกร่งมาก”
ลี่เยว่ได้ยินว่ายังมีศพมายาตัวอื่นอยู่อีก และสิ่งที่เธอเห็นแค่กลุ่มน้อยเท่านั้น
“ไม่กี่วันก่อน มีพวกศพมายาขึ้นมาบนนี้ด้วยใช่ไหม”
มู่เหลียงพูดขึ้นและคิดถึงตอนที่เมืองถูกบุก
“ใช่ ใครก็ตามที่หนีออกมาจากเมืองเซิงหยางนั้นจะถูกหน่วยนักฆ่าตามสังหารทั้งหมด”
การแสดงออกของลี่เยว่นั้นดูสับสนและกระวนกระวายอย่างบอกไม่ถูก
เพราะเธอเองก็เคยเป็นหนึ่งในหน่วยสังหารไล่ล่าผู้หลบหนีเหมือนกัน และไม่มีวันได้รับรู้ความจริงหากไม่มีใครพูด
มู่เหลียงนั่งคิดอยู่พักหนึ่งก่อนที่จะถาม
“เมืองเซิงหยางนั้นมีผู้คนที่ถูกกดขี่อยู่มากเลยใช่ไหม”
“มีมาก อย่างน้อยก็มีผู้ติดเชื้อผีมายาเกิน 50 คนแล้วก่อนที่ฉันจะออกมา”
ลี่เยว่กัดฟันแน่น และปรากฏร่องรอยความเศร้าบนใบหน้าของเธอ
ใน 50 คนนั้นมีทั้งที่เสียชีวิตไปแล้ว และไม่รอดจากการติดเชื้ออีกจำนวนหนึ่ง
“เธอต้องการจะช่วยทุกคนไหม”
มู่เหลียงถามพร้อมกับหรี่ตาลง”
คนเหล่านี้ถูกเลี้ยงและปลูกฝังสั่งสอนโดยเมืองเซิงหยางมาตลอด ให้รับภารกิจทำลายกลุ่มและเผ่าเล็กๆ
และถูกล้างสมองมานานมาก การจะไปพูดให้กลับตัวคงเป็นเรื่องยากเกินไป
“มีบางคนอาจจะรู้ความจริงอยู่แล้ว”
ลี่เยว่พูดด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย
เธอไม่ใช่เด็กไร้เดียงสาเหมือนเมื่อสองสามปีก่อน ตอนนี้เธอลองคิดทบทวนเรื่องเหล่านี้ดูแล้ว และรู้ว่าหลายคนในหน่วยมือสังหารเองก็คงรู้ความจริงเหมือนกัน
แต่พวกเขายังยอมทำตามคำสั่งของเมืองอยู่นั้นก็แปลว่าพวกเขามีอะไรบางอย่างที่เมืองเซิงหยางมอบให้ หรือมีชะงักอะไรสักอย่าง
หรือพวกเขาแค่แกล้งทำหูหนวกตาบอดและใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ เท่านั้น
ไม่ก็กำลังรอโอกาสที่จะล้างแค้นเหมือนกับเธอ
“มู่เหลียง นายต้องระวังหน่วยผีมายาให้มาก รวมไปถึงศพมายาของเมืองเซิงหยางให้ดี”
ในหน้าอันเรียวงามของลี่เยว่แสดงออกถึงความกังวลใจอย่างที่สุด
“ฉันจะระวัง แต่อย่าได้ดูถูกเมืองเต่าทมิฬของเราต่ำไป”
มู่เหลียงรับปาก ก่อนที่มุมปากของเขาจะยกสูงขึ้น
เวลานี้เต่าทมิฬตัวใหญ่มาก ไม่มีทางที่เมืองเซิงหยางจะกล้าโจมตีตรงๆ
แล้วอย่างการลอบโจมตีนั้นเขาเองก็ไม่ได้กลัวเลยแม้แต่น้อย
“ฉันไม่ได้ดูถูกเมืองเต่าทมิฬ”
ลี่เยว่พูดออกมาด้วยใบหน้าที่แดงก่ำ
เธอจะดูถูกเมืองเต่าทมิฬได้ยังไง แต่อำนาจของเมืองเซิงหยางนั้นมากเกินไปต่างหาก นั้นอาจจะเป็นเพราะอดีตอันดำมืดในวัยเด็กของลี่เยว่ยังตามมาหลอกหลอนเธออยู่
“ชุดเกราะภูติผีสองชุดนั้น ให้เธอกับลี่ลี่รับเอาไว้”
ตอนนี้มู่เหลียงจะต้องใช้เวลาที่มีให้เกิดประโยชน์
“ฉันวางแผนเอาไว้แล้ว และคิดจะก่อตั้งหน่วยลับสืบหาข่าวกรอง หน่วยนี้จะรับหน้าที่สืบหาข่าวต่างๆ และความลับให้กับเมืองเต่าทมิฬ เช่นเดียวกันต้องคอยปกป้องข่าวสารของเมืองไม่ให้รั่วไหลด้วย”
เมืองเต่าทมิฬจะใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคตประชากรก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
และมันจะมี หนู อย่างน้อยตัวสองตัวขึ้นมาสืบหาข่าวในเมือง และคนเหล่านี้มักต้องการคนวงในเพื่อหาข่าว
ลี่เยว่กับลี่ลี่มีประสบการณ์ในเรื่องงานลอบเร้นหาข่าวอยู่แล้ว คงเหมาะสมที่สุด
“ฉันกับลี่ลี่?”
ลี่เยว่ถามด้วยความประหลาดใจ
“ใช่ ฉันตั้งชื่อหน่วยนี้เอาไว้แล้วว่า หน่วยรบพิเศษผี”
มู่เหลียงพูดด้วยสีหน้าจริงจัง”
“หรือจะเรียกว่ากองกำลังผีก็ได้”
เขาตั้งชื่อนี้เพราะคิดถึงสมัยที่ตัวเองยังเป็นหน่วยรบพิเศษอยู่
มู่เหลียงต้องการสร้างหน่วยงานที่ทำงานได้ราวกับภูติผี และทำงานยากๆ ได้ไม่ต่างจากหน่วยรบพิเศษบนโลกของเขา
เพราะที่โลกแห่งนี้มันก็น่ากลัวพอๆ กับโลกเดิมของเขา
“แต่….ลี่ลี่ ยังไม่ได้ตัดสินใจเลยว่าจะเอายังไงต่อ”
ลี่เยว่รู้สึกดีใจที่ได้ยินเรื่องหน่วยลับพิเศษ แต่เธอก็ไม่กล้าตัดสินใจแทนเพื่อนของเธอ
“ไม่เป็นไร เธอไปถามเพื่อนของเธอเถอะ”
มู่เหลียงพูดอย่างอ่อนโยน
เขาไม่อยากบังคับคนอื่น
“ตกลง”
ลี่เยว่เม้นปากก่อนที่จะพยักหน้าตอบ
เธอนึกถึงโหย่วเฟ่ยและพูดขึ้น
“ที่จริง โหย่วเฟ่ยเองก็มีความสามารถพอๆ กัน และทำงานในหน่วยรบผีได้ ที่จริงเธอแข็งแกร่งกว่าที่เห็น”
“ลืมโหย่วเฟ่ยไปได้เลย เธอเหมาะที่จะทำงานในห้องวิจัยมากกว่า”
มู่เหลียงนึกถึงภาพของโหย่วเฟ่ยที่ดูมึนๆ ตลอดเวลาต่อสู้ หรือทำภารกิจไม่ออกเลยจริงๆ
ยิ่งไปกว่านั้น คนที่ทำงานในห้องวิจัยได้มีน้อยกว่า คนที่เก่งกาจในเรื่องการต่อสู้
“.....”
ลี่เยว่เหมือนจะอ้าปากเพื่ออธิบายแต่ก็หยุดลง
จากนั้นเธอก็คิดว่าโหย่วเฟ่ยคงมีความสุขมากกว่าที่จะได้ทำงานวิจัย ดังนั้นเธอจึงไม่พูดต่อ
Copyright © 2025 xxxxx.com, All Right Reserved