ตอนที่ 215

ในช่วงหัวค่ำซานหยางได้มองออกไปนอกป้อมเทียนเหมิน และได้เห็นกลุ่มจุดไฟเล็กๆ ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ทำให้เขานั้นจับตาดูสิ่งนี้เป็นอย่างดี

นี้เป็นคืนแรกที่เข้ามาในป่าหว่านกู่ ไม่ทันไรก็เจอกับกลุ่มคนในป่าเข้าแล้ว

“พวกเราเป็นคณะพ่อค้าเร่ไป่หลิวเห็นแสงจากตรงนี้มันได้นำพาพวกเรามา”

หวาเอ่อกังตะโกนกลับไป

เขาเห็นมีคนชะโงกหัวออกมาดูจากบนป้อม แต่คนผู้นี้ไม่ได้แข็งแกร่งมีรัศมีพลังแค่ขั้น 4 เท่านั้น

“คณะพ่อค้าเร่ไป่หลิว?”

ซานหยางถึงกับขมวดคิ้ว

เขารู้ว่าคณะพ่อค้าเร่คืออะไร ในความคิดของเขากลุ่มคนกลุ่มนี้ไม่ต่างจากนักฉกฉวยโอกาส

แต่ชื่อไป่หลิวคำนี้ซานหยางรู้สึกคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก เหมือนเคยได้ยินมาจากที่ไหนสักแห่ง

“พวกเราขอขึ้นไปพักค้างแรมได้ไหม? พวกเรามีสิ่งของพอที่จะแลกเปลี่ยนได้”

หวาเอ่อกังเอามือตบไปที่กระเป๋าสัมภาระบนหลังของเขา

เขามั่นใจว่าไม่มีเมืองใหญ่หรือเผ่าใดกล้าที่จะปฏิเสธคณะพ่อค้าไป่หลิว เพราะพวกเขามักจะนำแต่สินค้าแปลกๆ ใหม่ๆ มาเสมอ

“รอก่อน”

ซานหยางตอบอย่างห้วนๆ

เมืองเต่าทมิฬห้ามให้คนขึ้นลงตอนกลางคืน แต่นั้นมันเป็นตอนที่พวกเขาอยู่เมืองเซิงหยาง

ทำให้ซานหยางไม่กล้าที่จะตัดสินใจ ดังนั้นเขาจะต้องไปถามคนที่มีอำนาจพอที่จะตัดสินใจได้

“โอ้ว เข้าใจแล้ว”

หวาเอ่อกังตอบ

“จะยอมให้พวกเราเข้าไปไหมนะ”

ตาซื่อพูดอย่างเป็นกังวล

ความจริงแล้วคณะพ่อค้าเร่นั้นมีชื่อเสียงไม่ดีนัก

เพราะมีพวกโจรชอบแอบอ้างเป็นคณะพ่อค้า และหลอกให้บางเผ่าหรือกลุ่มเปิดประตูให้เข้าไปปล้น

“พวกเขายอมแน่ มั่นใจเถอะไม่มีทางที่พวกเขาจะปฏิเสธชื่อของไป่หลิวได้หรอก”

หวาเอ่อกังพูดอย่างมั่นใจ

เขาใช้เวลากว่าสิบปีในการสร้างชื่อเสียงและฐานลูกค้าในนามของคณะพ่อค้าเร่ไป่หลิว

ใครที่ไม่เคยได้ยินชื่อนี้นั้นแปลว่าเมืองนั้นไม่มีการค้าขายในเมือง!

“นั่นสินะ”

ตาซื่อพยักหน้าเห็นด้วย

“แต่ก็หวังว่าที่บนนั้นจะมีแหล่งค้าขายหรือตลาดดีๆ ให้ได้ค้าขายบ้างนะ”

หวาเอ่อกังขึ้นพร้อมกับคิดหาช่องทางการค้าใหม่

ด้วยวิธีการนี้เขาอาจจะมีของดีๆ ไปแลกเปลี่ยนอาวุธวิญญาณที่เมืองปักษาได้

“หากว่ามีเผ่าหรือเมืองตั้งอยู่ในป่าหว่านกู่ได้ พวกเขาย่อมมีชิ้นส่วนสัตว์อสูรจำนวนมาก”

ตาซื่อพูดเบาๆ

“ใช่ นั้นก็ถือว่าเป็นโชคของเราอีกทาง”

แววตาของหวาเอ่อกังดูเป็นประกายขึ้น

มีสัตว์อสูรดุร้ายเต็มป่าหว่านกู่ไปหมด การที่มีเมืองหรือเผ่ามาตั้งในสถานที่แบบนี้ได้ จะต้องเป็นกลุ่มคนที่แข็งแกร่งเหมือนกัน

และเมื่ออยู่ในดงของสัตว์อสูรแบบนี้ก็ต้องมีชิ้นส่วนสัตว์อสูรจำนวนมาก

ในเผ่าหรือเมืองเล็กๆ ที่มาตั้งอยู่ในสถานที่แบบนี้มักจะมีขั้นตอนการจัดการชิ้นส่วนสัตว์อสูรอย่างง่ายๆ เท่านั้น

หากว่าพวกเขาแลกเปลี่ยนและนำเข้าไปยังเมืองปักษาได้ เขาจะมีของพอที่จะแลกอาวุธวิญญาณได้

สิ่งของที่แลกมาจากเผ่าหรือเมืองแบบนี้ ขึ้นอยู่ว่าจะเก็บไว้ใช้เองหรือเอาไปแลกเปลี่ยนต่อยอดเพิ่ม

“ถูกต้องแล้วก็เป็นความโชคดีที่หัวหน้ามีตัวไป่หลิวอยู่ ไม่งั้นเราคงไม่มีสินค้าที่แปลกประหลาดไปแลกของ”

ตาซื่อเริ่มเผยรอยยิ้มที่ดูอิจฉาออกมา

ชื่อคณะพ่อค้าเร่ไป่หลิวที่มีชื่อเสียงมาถึงวันนี้ได้ เพราะสัตว์อสูรวิเศษตัวหนึ่งที่หวาเอ่อกังเลี้ยงเอาไว้ หรือจะกล่าวอีกนัยหนึ่งมันคือสินค้าหลักของคณะเดินทางนี้

“ตอนนี้ไป่หลิวดูแย่มาก มันผลิตแก้วได้น้อยลง”

เกิดร่องรอยของความกังวลขึ้นบนใบหน้าของหวาเอ่อกัง เขาลดเสียงลงและพูดต่อ

“หลังจากจบการเดินทางนี้ เราต้องหยุดพักสักระยะ”

“เอ๋?!”

ตาซื่อถึงกับอ้าปากกว้างด้วยความตกใจ

และถามต่อด้วยน้ำเสียงที่ตื่นตระหนก

“อสูรไป่หลิวเป็นเช่นไรบ้างตอนนี้”

“มันดูป่วยมาซักพักแล้ว คงต้องให้เวลามันพักฟื้นสักหน่อย”

หวาเอ่อกังพูดอย่างหนักใจ

สิ่งนี้คือรากฐานความมั่งคั่งของคณะเดินทางของเขา มันคือแก้วที่ถูกสร้างโดยสัตว์อสูร ซึ่งเขาใช้แก้วพวกนี้ไปแลกเปลี่ยนกับสิ่งของต่างๆ มากมายกับเผ่าหรือเมืองเล็กๆ ที่มีความรู้น้อย

“ไป่หลิวจะต้องกลับมาแข็งแรงเหมือนเดิมแน่นอน”

ตาซื่อพูดพร้อมกับภาวนาภายในใจ

“เราต้องหาแร่ดีๆ ให้มันได้กิน”

หวาเอ่อกังเองก็เตรียมแผนเอาไว้แล้วเหมือนกันที่จะรักษาอสูรไป่หลิวของเขา

“ได้เราจะช่วยกันหา”

ตาซื่อตอบอย่างจริงจัง

เขามีชีวิตที่ดีได้ เพราะหวาเอ่อกัง หากว่าเขาต้องแยกไปใช้ชีวิตคนเดียวเขาก็คงเป็นแค่หัวหน้าทีมนักล่าและล่าสัตว์ไปวันๆ เท่านั้น

เวลาได้ผ่านไปสักพัก

ครืนๆๆ ตึง

มีเสียงดังขึ้นมาจากประตูเทียนเหมิน ก่อนที่ประตูจะเปิดออก

“เข้ามา”

ซานหยางยืนอยู่หน้าประตูพร้อมกับตะโกนบอก

“ไปที่นั้น”

หวาเอ่อกังเดินนำเข้าไปป้อมเทียนเหมินก่อนทันที

ภายในป้อมเทียนเหมินนั้นสว่างไสว ไม่เหมือนกับบ้านที่ใช้คบเพลิงให้ความสว่างเลย แต่ก็ยังพอมีมุมที่มืดอยู่บ้าง

“หัวหน้า ดูข้างบนนั้นสิ”

ตาซื่อชี้ไปบนเพดาน

หวาเอ่อกังเมื่อมองขึ้นไปก็เห็นแมลงขนาดตัวเท่ากับฝ่ามือลอยอยู่กลางเพดาน โดยมันได้เปล่งแสงออกมาจากก้นของมัน

ทันใดนั้นเขาก็เข้าใจได้ทันทีและกระซิบคุยกัน

“แสงพวกนี้มาจากแมลงตัวนั้น”

“หัวหน้า เราต้องแลกเปลี่ยนแมลงพวกนี้มาด้วย”

ตาซื่อพูดด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา

“ใช่ แมลงเรืองแสงพวกนี้จะต้องมีราคาสูงอย่างแน่นอน”

แววตาของหวาเอ่อกังดูเป็นประกายขึ้น

เขาแทบไม่ต้องคิดเลยว่า จะมีใครที่ซื้อพวกมันหากเอาไปขาย เพราะทุกคนคนแย่งกันซื้อแมลงตัวนี้แน่นอน โดยเฉพาะเหล่าช่างสร้างอาวุธวิญญาณที่ต้องการแสงในการทำงานมากๆ จะต้องเสนอให้ราคาที่สูงแน่

“มาตรงนี้และรับบัตรผ่าน”

ซานหยานบอกกับทุกคน

“ครับ!”

เสียงของซานหยางทำให้หวาเอ่อกังได้สติกลับมาอีกครั้ง

เขาก้าวไปด้านหน้าเดินไปยังเคาเตอร์ และฟังคำอธิบายเพิ่มเติมจากซานหยาง

“อะไรนะ? ต้องจ่ายค่าบัตรผ่านเป็นผลึกสัตว์อสูรชั้นต่ำระดับทั่วไปเลยงั้นหรอ?”

เขาไม่คิดว่าเมืองหรือเผ่าเล็กๆ จะกล้าเก็บค่าเข้าแพงขนาดนี้

“ใช่ ถ้าหากต้องการผ่านเข้าไปในเมืองก็ต้องซื้อบัตรผ่าน”

ซานหยางกล่าวอย่างใจเย็น

“.....ก็ได้….เอาก็เอา”

หวาเอ่อกังคิดถึงแมลงเรืองแสงเหนือหัวจึงยอมจ่าย

เขาเองก็อยากได้ข้อมูลเมืองนี้เหมือนกัน เพราะงั้นผลึกสัตว์อสูรแค่นี้เขายอมจ่ายได้

แต่เขาลืมไปว่ากลุ่มของเขามีมากกว่าหนึ่งคน และทุกคนจะต้องจ่ายทั้งหมด

“ตอนนี้ทุกคนสามารถเข้าเมืองเต่าทมิฬได้แล้ว”

ซานหยางชี้ไปที่บันไดทางขึ้น

“เข้าใจแล้ว”

หวาเอ่อกังพยักหน้า

เขาไม่กล้าที่จะใช้กำลังบุกขึ้นไป เพราะกลุ่มคนที่มาตั้งถิ่นฐานในป่าหว่านกู่ได้จะต้องไม่ธรรมดา อย่างน้อยๆ ก็ต้องมีตัวตนขั้น 6 อาศัยอยู่

“หัวหน้าดูสิ! มีแมลงเรืองแสงเต็มไปหมดเลย”

ตาซื่อที่กำลังเดินขึ้นบันไดก็มองไปรอบๆ ก็เห็นแมลงเรืองแสงตลอดทางเป็นระยะ

“พวกมันใช้งานได้หลากหลาย แมลงพวกนี้เป็นเป้าหมายแลกเปลี่ยนของเรา”

หวาเอ่อกังพูดด้วยน้ำเสียงที่ต่ำลง

“ใช่ ฉันก็คิดเช่นนั้น”

ตาซื่อเห็นด้วยทันที

“ความรู้สึกนี้มันอะไรกัน….”

หวาเอ่อกังมองขึ้นไปที่ด้านบนของบันได เขารู้สึกถึงสายตาที่กำลังจ้องมองเขาอยู่

ลี่เยว่ในเกราะภูติผีกำลังเฝ้ามองดูอยู่ห่างๆ โดยเว้นระยะเอาไว้

สีหน้าของเธอแสดงออกถึงความประหลาดใจมากขึ้น เมื่อเห็นคนเหล่านี้สนใจแมลงเต่าทอง

ไม่นานกลุ่มคนเหล่านี้ก็มาถึงป้อมเฉือนคง

เกิดปากเสียงขึ้นเล็กน้อย ก่อนที่จะพูดคุยกันรู้เรื่อง

กลุ่มของหวาเอ่อกังสุดท้ายก็ไม่มีทางเลือกนอกจากฝากอาวุธทุกอย่างไว้ที่ป้อมเฉือนคงและไปต่อ

“เป็นแค่เมืองเล็กๆ แต่จุกจิกชะมัด ขนาดเมืองปักษายังไม่ได้เข้มงวดขนาดนี้เลย”

ตาซื่ออดไม่ได้ที่จะบ่น

“บางทีอาจจะมีของดีๆ ซ่อนอยู่ในเมืองแบบนี้ก็ได้”

หวาเอ่อกังมีลางสังหรณ์แปลกๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ และพยายามปลอบใจตัวเองไม่ให้หัวเสีย

“จะดีสักแค่ไหนก็สู้ไป่หลิวของเราไม่ได้หรอก”

ตาซื่อเบะปาก

“เราจะแลกแมลงเรืองแสงพวกนั้นกี่ตัวดี ต่อแก้วหนึ่งใบ?”

หวาเอ่อกังถามพร้อมกับรอยยิ้ม

“อย่างน้อยก็ต้องสิบตัว”

ชัดเจนเลยว่าตาซื่อเองก็คิดถึงเรื่องนี้มาสักพักแล้ว แต่ถึงจะเอ่ยปากพูด

“ไม่…มันน้อยไปสัก 20 ตัวกำลังดี”

หวาเอ่อกังส่ายหัวอย่างไม่ชอบใจ

ตาซื่อถึงกับตกตะลึง

“หัวหน้าไม่มากไปงั้นหรอ?”

“ก็เห็นอยู่ว่าสถานที่แห่งนี้มีแมลงเรืองแสงอยู่มากขนาดไหน”

หวาเอ่อกังชี้ไปยังโคมไฟที่ใส่แมลงเต่าทองเอาไว้ที่ห้อยอยู่ตามผนังหิน

“เข้าใจแล้ว”

ตาซื่อพยักหน้าเห็นด้วยทันที