ตอนที่ 242

อินทรีอัคคีก้มหัวลง และเดินเข้ามาหาผู้เป็นนายของมัน

มันใช้หัวของมันถูเบาๆ กับตัวมู่เหลียงพร้อมกับหรี่ตาลงครึ่งหนึ่ง

“ฮ่าๆๆ เด็กดีๆ”

มู่เหลียงยิ้มร่าอย่างชอบใจ และพูดขึ้น

“ตั้งแต่นี้ไปฉันจะเรียกแกว่า เซียวหยู”

กรูลๆ

อินทรีอัคคีร้องดีใจอยู่ในลำคอของมัน

“แต่ก่อนอื่น ขอขนของแกสักหน่อยได้ไหม”

มู่เหลียงพูดอย่างนุ่มนวล

เมื่อได้ยินแบบนั้น อินเทรีอัคคีก็หมุนคอของมันไปจิกเอาขนสีแดงส้มที่ลำตัวออกหลายเส้น ซึ่งมีขนาดเท่ากับแขนของมู่เหลียงได้

ขนอันนี้ไม่ได้เป็นขนแข็งหรือขนของปีกหลัก เพราะงั้นถึงจะเสียมันไปก็ไม่ส่งผลกับการบิน

“เก่งมาก”

มู่เหลียงลูบไปที่จะงอยปากของอินทรีเบาๆ และให้แต้มวิวัฒนาการกับมันไปหนึ่งร้อยแต้ม

“ตอนนี้ ฉันจะขอให้แกอยู่นอกเมืองไปก่อน เอาไว้เต่าทมิฬน้อยเป็นระดับแปดเมื่อไร แกจะบินไปไหนก็ได้ตามที่ต้องการ

กรู๊ว

อินทรีอัคคีพยักหน้าอย่างกับคน และกระพือปีกบินขึ้นไปบนท้องฟ้า และไปทางนอกเมืองเต่าทมิฬทันที

“มู่เหลียง นายจะเอาขนของมันไปทำอะไรงั้นหรอ?”

มินโฮถามด้วยความสงสัย

“ทำอาวุธวิญญาณ”

มู่เหลียงพ่นใยแมงมุมออกมาจากนิ้วและมัดขนทั้งหมดเข้าด้วยกันก่อนที่จะถือขึ้นมา

และหันหลังเดินกลับเข้าไปที่ตำหนักเจ้าเมือง

“ฉันจะไปห้องทดลองแล้ว”

“โถ่!”

มินโฮทำแก้มป่อง และรู้สึกไม่พอใจที่มู่เหลียงเอาแต่ทำงาน ทั้งที่ตัวเองพึ่งจะกลับมา

มู่เหลียงไปยังห้องทดลอง และคิดวิธีการต่างๆ นาๆ เพื่อจะทดลองใช้กับขนนกพวกนี้

เขามีขนทั้งหมด 25 เส้น และเขาก็เริ่มจัดเรียงขนจากเล็กไปใหญ่บนโต๊ะทำงานของเขา

มู่เหลียงมองดูขนของอินทรีอัคคี และพูดกับตัวเอง

“คุณสมบัติของขนพวกนี้น่าจะเป็น เบา ทนไฟ และใช้บินได้”

ก่อนที่คิ้วของเขาจะขมวดเข้าหากัน

“แล้วเราจะเตรียมวัตถุดิบยังไงดี”

นี่เป็นครั้งแรกที่มู่เหลียงได้สัมผัสกับขนของอินทรีอัคคี เพราะงั้นการเตรียมวัตถุดิบเขาคงต้องศึกษาและหาคำตอบเอง

“ลองเอาไปต้มดูก่อนแล้วกัน”

มู่เหลียงเดินหันกลับไปเอาหม้อต้มใบใหญ่ออกมา

ก่อนที่จะตั้งลงข้างๆ และเอามือจับไปที่ก้นหม้อ พริบตาเดียวก็เกิดไฟลุกขึ้นมา นั้นคือผลของพลังใหม่ของเขา

ในขณะเดียวกันก็ใช้มืออีกข้างใช้ควบแน่นวารี สร้างน้ำขึ้นและเติมจนเต็มหม้อ

ก่อนที่มู่เหลียงจะโยนขนนกลงไป เพื่อทดลองอะไรบางอย่าง

สองนาทีต่อมา

น้ำในหม้อก็เริ่มที่จะเดือด โดยมีขนนกลอยอยู่บนผิวน้ำ และไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไร

“ใช้เวลาน้อยไปงั้นหรอ?”

มู่เหลียงขมวดคิ้ว และเร่งความแรงของไฟมากขึ้น ทำให้น้ำในหม้อร้อนขึ้นทันที

ปุ๊ดๆ

น้ำในหม้อกำลังเดือดอย่างรุนแรง

ผ่านไปยี่สิบนาที น้ำในหม้อตอนนี้กำลังเดือดจัด แต่ขนนกกลับไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรเลย

“นี้ยังร้อนไม่พอหรอ”

มู่เหลียงดับไฟและปล่อยหม้อให้เย็นลง

เขาไม่มีความรู้เกี่ยวกับการเตรียมขนนกอินทรีอัคคีเลย เลยทำได้เพียงทดลองสิ่งที่พอจะเป็นไปได้

ก่อนที่มู่เหลียงจะลองเอาขนนกมาวางไว้บนมือและจุดไฟเผา

แต่ขนนกกลับไม่มีแม้แต่รอยไหม้เลยด้วยซ้ำ

มู่เหลี่ยงเริ่มเร่งความแรงของไฟเพิ่มขึ้น จากไฟที่เป็นสีส้มเริ่มกลายเป็นสีแดง

อุณหภูมิบนฝ่ามือของเขาน่าจะมากกว่า 300 องศาไปแล้ว และน่าจะถึง 500 องศาในไม่ช้า

แต่อุณหภูมิระดับนี้ถือว่าเป็นอุณหภูมิของไฟที่โลกใบนี้สร้างขึ้นได้

แต่ถึงอย่างงั้นขนนกก็ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง

“ถ้างั้นก็ต้องเพิ่มให้มากขึ้นไปอีก”

ภาพฉายของเปลวไฟสะท้อนออกมาจากแววตาของมู่เหลียง ก่อนที่ความร้อนของเปลวไฟในมือจะเพิ่มขึ้นเป็นพันองศา

การเผาดำเนินไปนานกว่าสิบนาที

ในที่สุดขนนกในมือของมู่เหลียงก็เปลี่ยนไป

จากสีส้มแดงเริ่มจางลง และกลายเป็นสีใส เมื่อเผาต่อไป ขนนกก็กลับมามีสีแดงเพลิงอีกครั้ง

“เราน่าจะมาถูกทาง”

มู่เหลียงยิ้มมุมปาก และจุดไฟเผาต่อไป

สิบห้านาทีต่อมา ขนนกไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรอีกแล้ว ก่อนที่เขาจะดับไฟในมือ

“คงต้องเก็บมันอย่างระมัดระวัง”

มู่เหลียงพูดออกมาอย่างกังวล

เขาวางขนที่ผ่านการเผาแล้วอย่างระมัดระวัง และเริ่มเผาขนนกที่เหลือ

ทำให้อุณหภูมิภายในห้องทดลองนั้นเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แล้วของที่ติดไฟง่ายก็เริ่มลุกเป็นไฟ

หลังจากผ่านไปสิบกว่านาที เปลวเพลิงก็ดับลง พร้อมกับกองขนนกที่ใสเหมือนกับผลึกแต่มีสีแดงเพลิง

“ฟู่ว”

มู่เหลียงถอนหายใจยาว การควบคุมเพลิงนั้นเป็นอะไรที่ยากลำบากมาก

เขาคิดอยู่พักหนึ่งก่อนที่จะคิดถึงรูปร่างอาวุธวิญญาณที่จะสร้าง

“น่าจะได้อยู่นะ”

มู่เหลียงคิดแบบออกมาคร่าวๆ

เขาหยิบขนนกขึ้นมา และตรวจสอบมันอีกครั้ง

เมื่อสำรวจที่โคนขนก้เห็นว่ามีรูกลมๆ เล็กๆ หลายรู ซึ่งนั้นน่าจะเป็นเส้นเลือดของขนนกอินทรีอัคคี

ต่อมามู่เหลียงได้ใช้ใยแมงมุมเข้าไปในเส้นเลือดของขนนก อย่างแม่นยำ

เส้นเลือดของขนนกอินทรีอัคคีนั้นใช้แรงและเวลานานกว่า การเชื่อมเปลือกของอสูรหนอนเก้าส่วน และยังยากมากกว่าด้วย

ยี่สิบนาทีต่อมา มู่เหลียงก็ยึดขนนกด้วยใยแมงมุมได้ทั้งหมด

มู่เหลียงเชื่อมด้วยใยแมงมุมทำให้มันแน่นมากขึ้น และจัดเรียงขนที่ละชั้น

“มันไม่มีอะไรให้ยึดด้วย”

มู่เหลียงมองไปรอบๆ ห้อง เพื่อมองหาวัตถุดิบอะไรสักอย่างในการเชื่อมวัตถุดิบ

เขาจำได้ว่าสองสามวันก่อน คนจากหอสมบัติได้เอาชิ้นส่วนสัตว์อสูรมาส่งจำนวนหนึ่ง ซึ่งเป็นเกล็ดของอสูรธาตุไฟ หรือเป็นกิ้งก่าเพลิงอะไรสักอย่าง

มู่เหลียงเข้าไปรื้อหาในกองวัตถุดิบตรงหน้าทันที

หลังจากนั้นไม่นานเขาก็เจอเข้ากับกล่องไม้ขนาดใหญ่

เมื่อเปิดออกมาก็เห็นว่าภายในนั้นเต็มไปด้วยเกล็ดของกิ้งก่าเพลิง

มีเกล็ด และกระดูกสองสามท่อนซึ่งน่าจะเป็นกระดูกส่วนหลังของกิ้งก่าเพลิง

“กระดูกสันหลังนี้เหมาะที่จะเอามาทำเป็นปีก เกล็ดพวกนี้ก็เหมือนที่จะสร้างเกราะ มันช่างเหมาะเจาะอะไรขนาดนี้”

มู่เหลียงพูดอยู่กับตัวเองเบาๆ

เปลวไฟลุกขึ้นในมือของเขา ก่อนที่มู่เหลียงจะจุดไฟเผาชิ้นส่วนของกิ้งก่าเพลิงทั้งหมด

ยิ่งนานไปอุณหภูมิยิ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ

มู่เหลียงคิดจะใช้วิธีการเดียวกันกับที่ใช้เตรียมขนอินทรีอัคคี เพราะวัตถุดิบทั้งสองชิ้นมีคุณสมบัติของธาตุไฟทั้งคู่

ยิ่งเผานานเท่าไร เกล็ดและกระดูกก็ดูเงางามขึ้น และกลายเป็นสีแดง

และตัวของกระดูกสันหลังจากที่เคยยาวสองเมตรก็หดลงไปเหลือ 1.6 เมตรเท่านั้น

“ดูเหมือนว่าเราจะเดาถูก”

มู่เหลียงหัวเราะชอบใจ

หลังจากดับไฟแล้ว เขาถือเกล็ดขึ้นมา น้ำหนักของมันหายไปถึงหนึ่งในสาม และดูโปร่งแสง พร้อมกับลวดลายเพลิงบนตัวเกล็ด

“ได้เวลาประกอบร่างล่ะ”

มู่เหลียงพ่นใยแมงมุมออกมา และเชื่อมระหว่างขนอินทรีอัคคีกับกระดูกสันหลังกิ้งก่าเพลิง โดยที่ทั้งสองชิ้นถูกใยแมงมุมเชื่อมไว้ระหว่างชิ้นอีกครั้ง เพื่อความแน่ใจว่ามันจะแน่นหนาพอ

ทีนี้ก็เหลือเพียงบรรลุวิญญาณเท่านั้น ทั้งขนกระดูกจะกลายเป็นชิ้นเดียวกัน

มู่เหลียงเอาขนกับกระดูกสันหลังมาทำปีกคู่ยาวข้างละ 1.7 เมตร

“สวยเหมือนกันแฮะ”

มู่เหลียงวางปีกลงและเริ่มทำชุดเกราะ

ใยแมงมุมออกมาจากนิ้วมือของเขาอีกครั้ง และเริ่มที่จะต่อเกล็ดกิ้งก่าเพลิงเข้าด้วยกัน

ใยแมงมุมแทรกข้าไปตามเส้นเลือด และกระตุ้นคุณสมบัติของสัตว์อสูรออกมา

และมู่เหลียงเองก็เริ่มเคยชินกับการทำแบบนี้แล้ว มันเหมือนกับตอนทำเกราะภูติผี

หนึ่งชั่วโมงต่อมาเกล็ดทั้งหมดก็ถูกเชื่อมเส้นเลือดเข้าด้วยกัน และกลายเป็นชุดเกราะ

“เกือบเสร็จแล้ว”

มู่เหลียงหายใจยาว และเอาปีกนกมาติดไว้ที่ด้านหลังของเกราะ

ก็อกๆ

“มู่เหลียง…ยุ่งอยู่ไหม”

เสียงของลี่เยว่ดังขึ้น

“เข้ามา”

มู่เหลียงตอบโดยไม่หันกลับไปมอง

เอี๊ยด

เสียงของลี่เยว่เปิดประตูเข้ามาในห้องทดลอง เมื่อเข้ามาถึงเธอก็เจอกับไอความร้อนที่กระแทกหน้าของเธอ แต่ส่วนอื่นกลับไม่รู้สึกเพราะมีเกราะภูติผีกันไว้ให้

ลี่เยว่มองดูอย่างเงียบๆ

มู่เหลียงกำลังเอาผลึกสัตว์อสูรสิบหกก้อนออกมา และติดเข้ากับปีกสี่ชิ้น และอีกสองชิ้นตรงข้อต่อระหว่างปีกกับชุดเกราะ และอีกหกก้อนที่ตัวชุด

แล้วไม่นานหลังจากนั้นมู่เหลียงก็หยดเลือดตัวเองลงไปบนผลึกสัตว์อสูร

ชุดเกราะที่มีสีแดงสว่างขึ้น และเปลวไฟก็ลุกไหม้เกราะ

แก็ก!

เสียงของบางสิ่งที่ประกบเข้าหากันดังขึ้น มันคือเสียงของปีกกับชุดเกราะที่เชื่อมเข้าหากันอย่างแน่บชิด และเส้นสีแดงก็เปล่งประกายออกมาจากชุด

หึ้งๆๆ

มีเสียงดังออกมาจากชุดเกราะ แสดงให้เห็นว่าการบรรลุวิญญาณเสร็จสมบูรณ์