เช้าวันต่อมาก็มาถึง เมื่อความมืดถูกแสงของดวงอาทิตปัดเป่าไปจนหมด
ประตูเมืองเซิงหยางเองก็มีผู้คนจำนวนมากมารวมตัวกันอยู่ที่นี่อีกครั้ง ทุกคนต่างมองไปในทิศทางเดียวกันคือจุดที่เมืองเต่าทมิฬตั้งอยู่
“เขาไม่ได้บอกหรอว่าจะออกเดินทางตอนเช้า?”
“เรามาเร็วไปงั้นหรอ”
หลี่เอ๋อกู่ยืนมองดูด้วยท่าทางมั่นคง
ไม่ไกลจากเขาก็มีแม่ทัพฉือชูกับกลุ่มลูกน้องมาด้วย
ฉือชูมองดูพร้อมกับถอนหายใจเฮือกใหญ่
“เฮ้อ….ในที่สุดก็ไปสักที”
ตัวตนของเมืองเต่าทมิฬนั้นเป็นอะไรที่กดดันเมืองเซิงหยางมาก และทำให้หลายคนอึดอัดจนหายใจไม่คล่องคอ
“รู้สึกเสียดายยังไงไม่รู้”
หลี่เอ๋อกู่เองก็ถอนหายใจเหมือนกัน
หลังจากเมืองเต่าทมิฬไปแล้ว เขาจะไปหามันเผา มันตากแห้งที่ไหนมากินได้อีก
“ถ้าพ่อชอบเมืองเต่าทมิฬมากขนาดนั้น ทำไมไม่ย้ายไปอยู่ที่นั้นเลยหล่ะ”
หลี่เสี่ยวกู่พูดขึ้นเบาๆ
“อย่ามาพูดจาไร้สาระ”
หลี่เอ๋อกู่จ้องเขม้งไปทางลูกสาวทันที
เพราะกว่าเขาจะตั้งหลักในเมืองเซิงหยางได้มันยากเย็นขนาดไหน แล้วกว่าจะสะสมอำนาจและผลงานจนได้ดิบได้ดี อยู่ๆ จะให้ทิ้งไปง่ายๆ ได้ยังไง?
ยิ่งไปกว่านั้น ต่อให้เขาอยากไปกับเมืองเต่าทมิฬมากแค่ไหนก็ตาม เจ้าเมืองเซิงหยางเองก็คงไม่ยอม ปล่อยเขาไปอย่างง่ายๆ เพราะหลี่เอ๋อกู่ล่วงรู้ความลับของเมืองเซิงหยางมากเกินไป
“โถ้…”
หลี่เสี่ยวกู่ทำหน้ามุ่ยและนิ่งเงียบไป
มุมปากของฉือชูกระตุกขึ้น เขารู้ดีว่าหลี่เอ๋อกู่คิดอะไรอยู่ และหากเขาคิดจะไปเข้ากับเมืองเต่าทมิฬจริงๆ ท่านเจ้าเมืองไม่เอาเขาไว้แน่
ครืนน!!!
แล้วตอนนั้นเองก็เกิดแผ่นดินไหว จนทำให้กำแพงเมืองเซิงหยางนั้นถึงกับสั่น และฝุ่นก็คละคลุ้งเต็มอากาศ
แรงสั่นสะเทือนเริ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้พวกคนที่อ่อนแอทรงตัวไม่อยู่
“มันกำลังจะเคลื่อนไหวแล้ว สัตว์อสูรโบราณตัวนั้น…กำลังจะลุกเดินอีกครั้ง”
มีใครสักคนบนกำแพงพูดขึ้น
ตึง!!
ทุกคนเริ่มสนใจสัตว์อสูรตัวยักษ์
แอ๊!!
เต่าทมิฬน้อยค่อยๆ ลุกขึ้นพร้อมกับคำรามออกมาเบาๆ เมื่อมันขยับแผ่นดินก็ถึงกับสั่นไหว และป้อมเทียนเหมินก็ลอยสูงขึ้นไปทันที
ตูม!!
เต่าทมิฬลุกขึ้นยืนพร้อมกับเงยหน้าขึ้นมาคำรามอีกครั้ง ก่อนที่มันจะหันหน้ามุ่งไปยังทิศใต้ และทุกย่างก้าวของมันทำให้ทั้งเมืองเซิงหยางสั่นไหว
แม้ว่ามันจะดูเหมือนปราการเคลื่อนที่ได้ แต่เพียงก้าวเดียวของมันก็เคลื่อนที่ออกไปได้หลายสิบเมตรอย่างน่าอัศจรรย์
“ไปแล้ว”
บางคนที่มาดูก็รู้สึกเสียดายไม่น้อย
บางคนก็โห่ร้องด้วยความยินดี
“ในที่สุดฉันจะได้นอนเต็มสองตาสักที!”
ฉือชูพูดออกมาพร้อมกับเส้นผมที่ปลิวพริวไสว
“ไม่ชอบเมืองเต่าทมิฬขนาดนั้นเลยงั้นหรอ?”
หลี่เอ๋อกู่ถามขึ้นพร้อมกับเดินไปข้างๆ
“ใช่ ไม่ชอบเลย”
“แต่เห็นได้ชัดเลยว่าแกชอบมันมาก”
หลี่เอ๋อกู่มุมปากกระตุก และพูดตอบโต้กลับไป
“แต่เมื่อวานฉันเห็นคนของท่านไปเข้าแถวซื้อมันเผาอยู่เลยนะ ไม่ใช่ว่าท่านส่งให้คนมาซื้อหรอกหรอ”
ฉือชูเบือนหน้าหนีพร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงไม่ยอมรับ
“ไม่ คนของฉันอยากทำอะไรก็เป็นเรื่องของพวกเขาไม่เกี่ยวกับฉันสักหน่อย”
“โอ้ว ถ้างั้นฉันอาจจะเพิ่มผลึกสัตว์อสูรให้ลูกน้องของท่านเล็กน้อยเพื่อซื้อต่อมันเผามาจากพวกเขาก็ได้สินะ”
หลี่เอ๋อกู่ยิ้มออกมาและพูดต่อ
“มั่นใจเลยว่าเขาจะชอบใจที่ขายมันให้กับฉัน”
“ก็แล้วแต่เถอะ”
ฉือชูแสดงสีหน้าไม่พอใจอย่างมาก แต่ต้องเก็บอาการไว้และกัดฟันเบาๆ
หลังจากที่เห็นเมืองเต่าทมิฬไปแล้ว เขาจึงหันหลังกลับและจากไป ฉือชูต้องรีบไปเอามันเผาและมันตากแห้งที่เขาฝากซื้อเอาไว้ ก่อนที่หลี่เอ๋อกู่จะทำตามอย่างที่เขาพูด
“ฮึ่ม ก็แค่เนี้ยไม่เห็นต้องแกล้งไม่สนใจเลย”
หลี่เอ๋อกู่มองไปทางฉือชูแล้วชูนิ้วกลางให้
ก่อนที่เขาจะหันกลับมามองและเห็นสัตว์อสูรยักษ์เดินไกลออกไปเรื่อยๆ และแรงสั่นสะเทือนจากการก้าวเดินของมันก็น้อยลง
“ไม่รู้ว่าเราจะได้กลับไปที่นั้นอีกเมื่อไร”
หลี่เอ๋อกู่ถอนหายใจ
เขาชอบทุกอย่างในเมืองเต่าทมิฬทั้งความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อย อีกทั้งถนนการค้าก็เป็นอะไรที่เขาชอบมาก
กลับกันเมืองเซิงหยางนั้นทั้งเหม็นทั้งเน่า ถนนหนทางก็เต็มไปด้วยขยะ
“รีบกลับไปหว่านเมล็ดพืชดีกว่า เผื่อว่าจะปลูกแล้วจะโตขึ้น”
หลี่เอ๋อกู่บ่นกับตัวเองเบาๆ ก่อนที่จะหันหลังและออกไปจากกำแพงเมือง
ณ เวลาเดียวกันที่พำนักของเจ้าเมืองเซิงหยาง
“พวกแกจงติดตามเมืองเต่าทมิฬไป”
เจ้าเมืองเซิงหยางเวลานี้ได้ออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงที่แหบห้าว
“แต่อย่าได้เข้าใกล้เกินไป หรือทำอะไรไม่คิด สนใจแค่การเคลื่อนไหวของมันก็พอ”
มีศพมายา 6 ตัวคุกเข่าอยู่ต่อหน้าเจ้าเมืองและได้รับมอบหมายให้ติดตามเมืองเต่าทมิฬในครั้งนี้
“รับทราบ”
ศพมายาทั้งหมดขานรับเสียงแข็งอย่างพร้อมเพียงกัน
“ไปได้ อย่าทำให้ฉันผิดหวัง”
เจ้าเมืองเซิงหยางกล่าวอย่างเคร่งขรึม
“ทราบ”
ศพมายาทั้งหกลุกขึ้นก่อนที่จะรีบออกเดินทางตามเมืองเต่าทมิฬไปทันที
“เจ้าเมืองปักษา หวังว่าเราจะได้พบกันอีกครั้งในงานประชุมในดินแดนศักดิ์สิทธิ์”
เจ้าเมืองเซิงหยางพูดขึ้นพร้อมกับหรี่ตาลงอย่างเย็นชา
……
นอกเมืองเซิงหยาง มีคนครึ่งสัตว์สามคนในชุดคลุมสีดำซ่อนตัวอยู่ในเงามืดของกำแพง
“เมืองเต่าทมิฬไปแล้ว”
หัวหมีพูดขึ้นพร้อมกับกำหมัดแน่น
“ไข่อสูรจิตอัสนีเองก็ยังอยู่ในเมืองนั้นเราจะทำไงดี”
“อยากจะตามมันไปไหม?”
หัวหมาป่ามองไปยังหัวสิงโตที่กำลังทำท่าครุ่นคิดเรื่องสำคัญบ้างอย่าง
“หลังจากตามไปแล้วเราจะทำอะไรได้”
หัวสิงโตพูดขึ้นด้วยสีหน้าเจ็บใจ
“เราเอาชนะเมืองเต่าทมิฬได้งั้นหรอ”
“....เราไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเมืองนี้ตั้งแต่แรกแล้ว”
หัวหมีตอบด้วยน้ำเสียงที่ดูเศร้าสร้อย
ด้วยความแข็งแกร่งของทั้งสามคน หากพวกเขากล้าที่จะขึ้นไปก่อเรื่องในเมืองเต่าทมิฬ เพื่อจะขอไข่อสูรจิตอัสนีคืน พวกเขาคงได้ความตายกลับมาแทน
“แล้วที่นี้จะไล่ตามไปเพื่ออะไร….”
หัวสิงโตกล่าวต่อและพูดด้วยน้ำเสียงช่วยไม่ได้
หัวหมาป่าจึงถามขึ้น
“แล้วแบบนี้เราจะทำยังไงดี”
หัวสิงโตเงียบไปพักหนึ่งก่อนที่จะพูดด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง
“เราจะกลับไปเมืองหมื่นอสูร และขอให้ท่านโฮวช่วย”
“แน่ใจงั้นหรอว่าจะเอาแบบนี้”
หัวหมาป่าถึงกับย้ำเตือนอีกครั้ง และสีหน้าท่าทางก็เปลี่ยนไป
“ใช่ ลำพังเพียงพวกเราสามคนคงไปเอาไข่อสูรจิตอัสนีกลับมาไม่ได้อยู่แล้ว ตอนนี้เราทำได้เพียงขอให้ท่านโฮวช่วยเท่านั้น”
หัวสิงโตพยักหน้าและยืนยันคำตอบ
“แล้วแผนคืออะไร”
หัวหมีพูดขึ้นอย่างไม่พอใจ เพราะไม่ชอบความคิดนี้สักเท่าไร
“หากเราให้ท่านโฮวช่วยเหลืองานนี้ พวกเราก็แทบไม่มีความหมายอะไรเลย ไม่ต้องพูดถึงของรางวัลที่จะได้อย่างการเข้าพิธีชำระเลือดอสูร”
พิธีชำระเลือดอสูรนั้นสามารถเข้ารับได้ครั้งเดียวและมีโอกาสมากถึง 90 เปอร์เซ็นของผู้ที่ผ่านพิธีกรรมนี้จะกลายเป็นขั้น 6
นี่เป็นเหตุผลที่ทุกคนไม่ยอมแพ้ที่จะเอาไข่อสูรจิตอัสนีกลับมา
“นี้แก!!! เอาแต่คิดถึงเรื่องนี้เท่านั้นงั้นหรอ!!”
หัวสิงโตคำรามออกมา
ก่อนที่จะพยายามสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อสงบสติอารมณ์ลง
“ไข่อสูรจิตอัสนี เป็นของที่ราชาหมื่นอสูรโปรดปราน หากว่าไม่สามารถเอามันกลับไปได้ ทั้งชีวิตของแกและฉันคงอยู่ไม่ถึงได้รับพิธีชำระหรอก!”
“.....”
หัวหมาป่าได้แต่นิ่งเงียบ
ตอนนี้มีสองทางเลือกให้เท่านั้นคือ แข็งแกร่งขึ้น หรือเอาชีวิตรอด แต่เรื่องแค่นี้มันก็ไม่ได้ตัดสินใจยากอยู่แล้ว
“แล้วเราจะเลือกใครจากท่านโฮวทั้งสามคน?”
(โฮวนี้ ตอนแรกผมนึกว่าชื่อคน แต่มันคือตำแหน่งครับ ผมเข้าใจผิด มันคือตำแหน่งขุนนางรองลงมาจากเจ้าเมืองประมาณนั้นครับมีอำนาจปกครองในพื้นที่ของตัวเอง ต้องขออภัยด้วยครับ)
หัวหมีถอนหายใจและพูดขึ้น
โฮวทั้งสามแห่งเมืองหมื่นอสูรนั้น มีความแข็งแกร่งในขั้น 7 เหมือนกัน
กล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ มีเพียงผู้มีพลังขั้น 7 เท่านั้นที่เหมาะสมในตำแหน่งโฮว
“อย่าได้บอกเรื่องนี้กับท่านหยานเซียงโฮว”
หัวหมาป่าพูดก่อนทันที
“ใช่…ท่านหยางเซียงแข็งแกร่งที่สุดในบรรดาทั้งสาม”
หัวสิงโตเองก็ถอนหายใจอย่างหนักอึ้ง
“แต่เขาเป็นคนที่อารมณ์แปรปวนง่าย และพูดด้วยยาก ดังนั้นต้องตัดท่านนี้ไปก่อน”
แม้ว่าทั้งสามจะทำภารกิจล้มเหลว แต่อย่างน้อยมันก็คงจะดีกว่าหากไม่ถูกลงโทษ หรืออาจจะได้รางวัลด้วย หากคุยกับท่านโฮวได้
“กลับไปเมืองหมื่นอสูรก่อน เรื่องอื่นๆ เราค่อยพูดคุยกันระหว่างทาง”
หัวสิงโตตัดสินใจทันที และไม่ต้องการอยู่ที่เมืองเซิงหยางอีกต่อไป
พวกเขารู้จุดหมายปลายทางของเมืองเต่าทมิฬอยู่แล้ว เพราะงั้นไม่จำเป็นต้องติดตามเมืองเต่าทมิฬไป พวกเขาสามารถแจ้งเรื่องนี้ให้กับท่านโฮวได้เลย
“ไปกันเถอะ”
หัวหมาป่าดึงผ้าคลุมหัวขึ้น
“แต่ฉันหิว….นี้เราไม่หาอะไรกินก่อนที่จะเดินทางงั้นหรอ?”
หัวหมีพูดขึ้นพร้อมกับลูบไปที่ท้องด้วยใบหน้าที่บิดเบี้ยว เขาไม่ได้กินอะไรมาหลายมื้อแล้ว จะให้เขาเดินทางไกลได้ไง
“.....”
หัวสิงโตกับหัวหมาป่าได้แต่มองหน้ากัน ทั้งสองไม่ได้พูดว่าทั้งคู่ได้แอบเข้าไปขโมยและกินของที่มาจากเมืองเต่าทมิฬไปบ้างแล้ว
ซึ่งมันอร่อยมาก จนทั้งสองไม่เหลือแบ่งให้หัวหมี เหลือเพียงเศษเนื้อตากแห้งให้เท่านั้น
Copyright © 2025 xxxxx.com, All Right Reserved