ตอนที่ 115

ที่ประตูเมืองสิบขั้น

เจ้าเมืองทั้งสิบได้ปรากฏตัวขึ้น พร้อมกับคนกลุ่มใหญ่

หว่านเอ่อตู้เงยหน้าขึ้น มองไปยังสัตว์อสูรยักษ์ และเห็นว่ามีรังไหมสีขาวห้อยอยู่เต็มไปหมด มันอดไม่ได้ที่จะเพ่งมองดูด้วยความสงสัย

“ดูเหมือนว่าพวกที่บุกไปเมื่อคืนถูกจับได้หมดแล้ว”

เจ้าเมืองอีกคนพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา

“เมืองเต่าทมิฬแข็งแกร่งกว่าที่เราคิดเอาไว้”

หว่านเอ่อตู้ระงับสีหน้าวิตกเอาไว้

เยี่ยลี่ยี่ก็เหลือบมองไปยังสัตว์อสูร รู้สึกถึงความปั่นป่วนในท้องของเธอ และความคิดที่ฟุ้งซ่านไปหมด

“ไปกันเถอะ”

หว่านเอ่อตู้เหลือบมองเยี่ยลี่ยี่ ก่อนที่จะเดินนำหน้าทุกคนไป

“ทุกท่านมาแต่เช้าจริงๆ”

มู่เหลียงพูดพร้อมกับรอยยิ้ม

“พวกเราต้องการอยากเห็นว่ามีสิ่งใดมาแลกเปลี่ยนอีก”

หว่านเอ่อตู้พูดขึ้นอย่างสุขุม

เขามองไปยังกลุ่มคนที่ถือลังไม้ ถังไม้มาเต็มไปหมด ที่ด้านหลังนั้นมีมู่เหลียงเดินตามมาติดๆ

“ฉินหลาน ”

มู่เหลียงพูดเบาๆ

แล้วหยู่ฉินหลานก็หยิบสมุดเล่มเล็กๆ ของเธอออกมาด้วยท่าทางสง่าผ่าเผย

“ใครที่ต้องการแลกเปลี่ยนสิ่งของโปรดเข้าแถวอย่างเป็นระเบียด”

“นี่คืองู 20 ตัว”

หว่านเอ่อตู้ยื่นถุงผ้าที่เต็มไปด้วยงูให้

คนฝั่งมู่เหลียงก็นำถุงผ้าที่ใส่หัวกะหล่ำปลีไว้ กับต้นอ่อนให้กับหว่านเอ่อตู้ ก่อนที่หว่านเอ่อตู้จะให้คนของเขาตรวจสอบของและนำกลับไป

“นี่คือแกะเขาสามเหลี่ยมที่ตกลงกันไว้”

เจ้าเมืองอีกคนลากแกะเข้ามาด้วยท่าทางประหม่า

แกะสูงประมาณครึ่งตัวผู้ใหญ่มีเขาเป็นทรงสามเหลี่ยม และดูซูบผอมเล็กน้อย

“อือ”

มู่เหลียงมองไปยังแกะเขาสามเหลี่ยยมตัวผอม และรู้ว่ามันคงไม่ได้กินอะไรมาหลายวัน

เมื่อคิดถึงเรื่องนี้เขาก็สงสัยว่าทั้งแกะและกระต่ายที่เขาเคยเจอก่อนหน้านี้มันกินอะไรเพื่อเอาตัวรอด ในเมื่อต้นหญ้าใบไม้นั้นแห้งเฉาจนหมด

มู่เหลียงจึงตัดสินใจว่าจะหาเวลามาศึกษาพวกมัน บางที่เขาอาจจะสามารถเพาะเลี้ยงพวกมันได้ และไม่ต้องออกไปล่าเนื้อสัตว์ตลอดเวลา

ลี่ลี่เดินออกไปด้านหน้าและจูงแกะเขาสามเหลี่ยมไป เธอมองเจ้าแกะเหมือนกับอาหารอันเลิศรสจานหนึ่ง

“มันไม่ได้มีเอาไว้กิน…”

“ลี่เยว่บีบแขนของลี่ลี่เพื่อเรียกสติเธอ ไม่งั้นอีกสักพักลี่ลี่คงได้ทุบหัวและเอามันไปทำเนื้อย่างแน่

“ปะ ปะเปล่า! ไม่ได้พูดสักคำว่าจะกินมัน”

ลี่ลี่มองไปทางอื่นด้วยสีหน้าเขินอาย

“เด็กน้อย ช่วยจัดการเปิดร้านที”

มู่เหลียงพูดกับมินโฮและเว่ยหยูหลัน

“ค่ะ”

มินโฮขานรับก่อนที่จะตั้งร้านแผงลอยขึ้นมาทันที

เว่ยกังและคนอื่นๆ ก็ได้นำของที่เอามาวางบนแผงลอย ทั้งผักสีเขียว และพืชผลต่างๆ จนไปถึงถังที่เต็มไปด้วยน้ำ

หลังจากแลกเปลี่ยนตามที่สัญญากับหว่านเอ่อตู้และเจ้าเมืองคนอื่นหมดแล้ว มู่เหลียงก็อยากดูว่าพวกเขาต้องการแลกเปลี่ยนสิ่งใดอีก

“ทุกท่านอย่างที่เห็น เรามีน้ำ พืชผักใบเขียว และต้นไม้บางชนิดมาแลกเปลี่ยน รวมไปถึงเครื่องปั้นดินเผา”

ภายใต้การกำกับดูแลจากหยู่ฉินหลาน และเว่ยกังก็เริ่มตะโกนทันที

“ทุกอย่างนี้สามารถแลกเปลี่ยนซื้อขายได้ด้วยผลึกสัตว์อสูร!”

ตอนแรกทุกคนก็หวาดผวากับภาพคนที่ถูกแขวนอยู่บนตัวของสัตว์อสูรยักษ์ มันเป็นภาพที่ดูโหดร้ายมาก

-และทุกคนก็ต่างคิดว่าทุกคนที่โดนแขวนนั้นตายหมดแล้ว

แต่หลังจากเสียงของเว่ยกังสิ้นสุดลงผู้คนก็แห่กันเข้ามามุงดูและสอบถามราคาทันที

“น้ำราคาถูกมาก หนึ่งผลึกสัตว์อสูรชั้นต่ำก็แลกได้แล้ว”

“ไอสิ่งนี้เรียกว่ามะเขือเทศงั้นหรอ ต้องใช้ผลึกสัตว์อสูรชั้นกลางแลกเลยงั้นหรอ”

“ชามดินเผาพวกนี้สร้างอย่างปราณีตมาก ใช้ผลึกสัตว์อสูรแลกได้จริงๆ งั้นหรอ”

“ต้นอ่อนพวกนี้หนึ่งต้นใช้ผลึกสัตว์อสูรชั้นกลางระดับทั่วไปสิบผลึก”

เมื่อราคาของสินค้าเริ่มประกาศออกมาก็เริ่มีกลุ่มคนเคลื่อนไหว

“เอาถังน้ำสิบถัง!”

“ขอผักใบเขียวพวกนี้ด้วย”

“ฉันต้องการกะหล่ำปลีห้าหัว!”

คนกลุ่มใหญ่เริ่มรุมล้อมเข้ามาซื้อของอย่างแน่นคนัด และสิ่งที่ขายดีที่สุดคือน้ำกับกะหล่ำปลี

สำหรับต้นอ่อนนั้นมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ซื้อไป เพราะในราคาที่แพง และยังต้องการน้ำในการรดพวกมันอีก

“จะซื้อมะเขือเทศด้วยดีไหมนะ เพราะเราซื้อกะหล่ำปลีมากไปแล้ว”

เจ้าเมืองคนนั้นพูดขึ้นด้วยความเพลิดเพลินกับการเลือกของ

“ใช่ ต้นอ่อนมะเขือเทศก็น่าสนใจไม่น้อย หากปลูกมันได้ก็มีมะเขือเทศกินตลอด”

เจ้าเมืองอีกคนพูดขึ้น

“งั้นก็ซื้อมันมาเถอะ”

แม้ทุกคนกำลังสนุกสนานไปกับการเลือกซื้อของมีเพียงหว่านเอ่อตู้ที่แสดงสีหน้านิ่งเฉย และพูดอย่างแผ่วเบา

“เลือกกันให้พอ ยังไงทุกคนก็ไม่มีกำลังซื้อทั้งหมดนี้อยู่แล้ว”

อันที่จริงเขาก็รู้สึกหวั่นๆ เหมือนกันว่าของจะหมด แต่เขาต้องการรอก่อน เพื่อจะได้ราคาที่ดีกว่านี้

“ใช่แล้ว ในเมื่อของที่เอามาขายขายไม่ออก เราก็ขอต่อรองราคาได้”

เจ้าเมืองอีกคนที่อยู่ข้างๆ พูดขึ้นอย่างเห็นด้วย

“งั้นก็รออีกหน่อยแล้วกัน”

“ในเมื่อทุกคนต้องการรอ ฉันขอไปซื้อของก่อนแล้วกัน”

เยี่ยลี่ยี่นั้นไม่สนใจ และเดินเข้าไปหาร้านค้าของมู่เหลียงและคนอื่นๆ

“ปล่อยเธอไป ตราบใดที่ยังอยู่ในอาณาเขตเมืองสิบขั้น เราไม่จำเป็นต้องระวังทุกการเคลื่อนไหวเล็กๆน้อยๆ แค่นี้”

หว่านเอ่อตู้พูดอย่างเย็นชา

……..

ในฐานะเจ้าเมืองเหมือนกันเขาจะต้องมากลัวเจ้าเมืองที่มีพลังขั้น 5 ตัวคนเดียวแบบนี้งั้นหรอ?

เมื่อเยี่ยลี่ยี่มายืนอยู่ต่อหน้ามู่เหลียง เธอเองก็รู้สึกอึดอัดเล็กน้อย

และก็พูดด้วยน้ำเสียงนอบน้อมสุดๆ

“ท่านเจ้าเมืองเต่าทมิฬ ฉันอยากจะซื้อของสักเล็กน้อย”

“ถ้าอยากจะซื้อขายก็ไปทางแผงขายของด้านข้างจะดีกว่า”

มู่เหลียงมองไปทางแผงขายของที่อยู่ข้างๆ

“ไม่ ฉันต้องการสิ่งอื่น”

เยี่ยลี่ยี่ส่ายหัว และมองไปทางหว่านเอ่อตู้กับคนอื่นๆ

เสียงของเธอเบาลงราวกับกระซิบ

“ฉันจะให้ผลึกสัตว์อสูรทั้งหมดที่ฉันมี ได้โปรดช่วยฉันด้วย”

“หากจะให้โจมตีเมืองสิบขั้น คงจะเป็นไปไม่ได้”

มู่เหลียงพูดดักทางเยี่ยลี่ยี่ก่อนทันที

เขาไม่คิดว่าเยี่ยลี่ยี่จะเข้ามาหาเขาเพื่อที่จะต่อรองแบบนี้

“นายท่าน ท่านกำลังเข้าใจผิด ฉันไม่ได้ขอให้ท่านโจมตีเมือง”

เยี่ยลี่ยี่โบกมือปฏิเสธด้วยความร้อนรน เธอไม่ได้คิดถึงขั้นนั้น

“งั้นโปรดพูดออกมาให้หมด”

มู่เหลียงขมวดคิ้วด้วยความสงสัย

“นายท่าน ได้โปรดพาเราออกไปจากเมืองสิบขั้นด้วย”

เยี่ยลี่ยี่กล่าวอย่างไม่สบายใจมาก

“ออกจากเมืองสิบขั้น? แล้วต้องการจะไปที่ไหน”

มู่เหลียงไม่คิดว่าหญิงสาวคนนี้ต้องการจะออกไปจากเมืองแห่งนี้

“ตระกูลของเราถูกกดดันจากเจ้าเมืองคนอื่นของเมืองสิบขั้น และไม่สามารถอยู่ในเมืองได้อีกต่อไป”

เยี่ยลี่ยี่นั้นเริ่มอธิบายและบอกแผนการต่างๆ ที่เธอวางเอาไว้ให้กับมู่เหลียงฟัง

“เพราะงั้นเลยต้องใจว่าจะย้ายไปตั้งรกรากใหม่ที่เมืองเซิงหยาง”

“เมืองเซิงหยาง?”

เมื่อลี่เยว่กับลี่ลี่ได้ยินก็ถึงกับหูผึง และมองเยี่ยลี่ยี่อย่างระมัดระวังทันที

“ไม่ใช่ว่านอกจากพาออกจากเมืองแล้ว ต้องการจะให้พวกเราพาไปส่งด้วยใช่ไหม?”

มู่เหลียงถามต่อ และไม่คิดว่าเยี่ยลี่ยี่จะใจกล้ามากขนาดนี้

“ไม่ ขอเพียงแค่ช่วยพวกเราออกไปจากเมืองสิบขั้นได้ก็พอ”

เยี่ยลี่ยี่ส่ายหัว และไม่กล้าคาดหวังว่าจะให้มู่เหลียงคุ้มกันไปส่งเธอจนถึงปลายทาง

ตราบใดที่ออกไปจากเมืองสิบขั้นได้ เธอก็สามารถพาทั้งตระกูลไปตั้งถิ่นฐานในเมืองอื่นได้

แต่ความคิดที่จะเข้าร่วมกับเมืองเต่าทมิฬนั้นเยี่ยลี่ยี่ไม่กล้าแม้แต่จะคิด

ในเมือเมืองอยู่บนหลังสัตว์อสูรยักษ์นั้นแปลว่าไม่มีทางที่จะรองรับคนจำนวนมากได้ หรือรองรับประชากรที่เพิ่มขึ้นได้

ตระกูลของเธอเพียงตระกูลเดียวก็มีคนเป็นร้อยคน ไม่นับรับใช้ อื่นๆ ภายในตระกูลอีก รวมๆ แล้วไม่ต่ำกว่าห้าร้อยคน

ด้วยจำนวนคนมากขนานนี้ไม่มีทางที่เมืองเต่าทมิฬจะรองรับได้

และอีกอย่างเธอคิดว่าไม่มีทางที่เจ้าเมืองเต่าทมิฬจะช่วยเหลือเธอมากขนาดนั้นอยู่แล้ว