ตอนบ่ายที่ตำหนักเจ้าเมืองเต่าทมิฬ
มู่เหลียงกำลังศึกษาและสร้างยุทธภัณฑ์ใหม่ๆ
โดยที่ข้างๆ ของเขามีมินโฮคอยทำความสะอาดปัดฝุ่นที่เกาะตามชิ้นส่วนสัตว์อสูร
เธอนำหนังสือลงมาปัดฝุ่นและนำกลับเข้าไปเรียงที่เดิมอย่างเป็นระเบียบ
“โกลาหล”
มินโฮหยิบหนังสือเล่มหนึ่งออกมาและอ่านชื่อ
ก่อนที่เธอจะหันมาถามด้วยสีหน้าไร้เดียงสา
“มู่เหลียง ไม่คิดจะแต่งเล่มต่อของหนังสือนี้งั้นหรอ?”
“จะเขียนต่อก็ตอนว่างเท่านั้น”
มู่เหลียงกำลังยุ่งกับกระบอกในมือซึ่งเขาพึ่งจะสร้างขึ้นมา
เขาเอาขึ้นมาวัดกับระดับสายตา และชี้หันไปทางมินโฮ
ในมุมมองของมู่เหลียงเห็นมินโฮตัวใหญ่ขึ้น
นี้คือกล้องส่องทางไกล ที่เกิดจากการนำผลึกแก้วนูนกับเว้าประกอบเข้าด้วยกัน
“สิ่งนี้คือ?”
มินโฮเดินเข้ามาถามอย่างสงสัย และแววตาของเธอดูอยากรู้อยากเห็นมาก
“มันคือกล้องส่องทางไกล หากมองผ่านสิ่งนี้จะมองเห็นสิ่งที่อยู่ไกลออกไปได้”
มู่เหลียงพูดอย่างอ่อนโยน
ก่อนที่เขาจะยื่นกล้องส่องทางไกลให้มินโฮ
“ลองดูสิ”
“ใช้แบบนี้หรอ”
มินโฮเอากล้องส่องทางไกลขึ้นมาส่องแบบมู่เหลียง
“มองผ่านตรงนี้ไป และเล็งปลายกระบอกตรงกับจุดที่ต้องการจะมอง”
มู่เหลียงอธิบายที่ละขั้นตอนอย่างใจเย็น
มินโฮทำตามที่มู่เหลียงบอก เธอมองไปยังทางต้นชาเขียวประกาย และเห็นแมลงเต่าทองที่เกาะอยู่บนต้นไม้ได้อย่างชัดเจน
สีหน้าของมินโฮดูแตกตื่นทันที
“นี้เป็นยุทธภัณฑ์วิญญาณด้วยงั้นหรอ”
“ไม่เลย”
มู่เหลียงตอบด้วยสีหน้ามั่นใจ
“สิ่งที่น่าอัศจรรย์แบบนี้..ไม่ใช่ยุทธภัณฑ์วิญญาณงั้นหรอ”
มินโฮอ้าปากเล็กน้อยแสดงออกถึงความประหลาดใจ
“กำลังพูดถึงอะไรกันอยู่งั้นหรอ”
หยู่ฉินหลานเปิดประตูห้องเข้ามา
“พี่ฉินหลาน ดูนี้สิ สิ่งนี้มันสุดยอดมาก ทำให้เห็นสิ่งที่อยู่ไกลออกไปได้ชัดแจ๋วเลย”
มินโฮพูดอย่างตื่นเต้นและวิ่งเอากล้องส่องทางไกลให้หยู่ฉินหลานดู
“มู่เหลียงสร้างยุทธภัณฑ์วิญญาณอีกแล้วงั้นหรอ”
ความคิดแรกของหยู่ฉินหลานคือมู่เหลียงได้สร้างยุทธภัณฑ์วิญญาณขึ้นมาอีกแล้วแน่ๆ
ก่อนที่เธอจะลองส่องกล้องส่องทางไกล และใบหน้าที่ทรงเสน่ย์ของเธอก็ดูตกใจขึ้นมาทันที
หยุ่ฉินหลานหันหน้าไปทางมู่เหลียงและถามด้วยความประหลาดใจ
“ทำไมฉันถึงไม่รู้สึกถึงไอวิญญาณจากของชิ้นนี้”
“ก็มันไม่ใช่ยังไงล่ะ”
มินโฮพูดพร้อมกับลักยิ้มที่แก้มของเธอ
“มันก็แค่ของธรรมดาทั่วไป”
มู่เหลียงยื่นมือออกไป และทำผลึกแก้วขึ้นมาบนฝ่ามือของเขา หลังจากนั้น เขาก็เอากระบอกไม้อีกอัน มาและสร้างกล้องส่องทางไกลขึ้นมาอีกอัน
หยู่ฉินหลานเอื้อมมือไปรับกล้องส่องทางไกลจากมู่เหลียง และลองส่องดูอีกครั้ง ซึ่งมันไม่ต่างจากอันก่อนหน้านี้เลย
“มู่เหลียง จะเอาสิ่งนี้ไปขายในถนนการค้าด้วยรึป่าว”
หยู่ฉินหลานลดกล้องส่องทางไกลลงและถามมู่เหลียงอย่างจริงจัง
“ไม่”
มู่เหลียงส่ายหัว
“ยังไม่ใช่ในตอนนี้”
นั้นเพราะหากเขาเอากล้องส่องทางไกลออกขายเร็วไป คนอื่นๆ จะลอกเลียนแบบได้อย่างรวดเร็วเพราะวิธีทำไม่ได้ยากเย็นอะไร
“แต่สิ่งนี้มันดีมาก”
หยู่ฉินหลานถอนหายใจอย่างเสียดาย
“กล้องส่องทางไกลนี้ จะมีไว้สำหรับกองทัพ”
มู่เหลียงพูดอย่างนิ่งสงบ
หากแนวป้อมปราการมีกล้องส่องทางไกล จะทำให้สามารถมองเห็นการเคลื่อนไหวที่อยู่ไกลๆ ออกไปได้ และประเมินสถานการณ์ได้ล่วงหน้าก่อนที่สิ่งนั้นจะมาถึง
และหากเอาพกติดตัวไปล่าสัตว์มันก็ทำให้เห็นสัตว์อสูรได้จากที่ไกลๆ ทำให้เตรียมตัวได้ทันก่อนที่จะเข้าไปล่า ทำให้สัตว์อสูรหนีได้ยากขึ้น
“งั้นหรอ”
หยู่ฉินหลานยิ้มและแสดงออกว่าเห็นด้วย”
“แต่ถึงยังงั้น ก็ยังมีแว่นขยายอีกอัน”
จู่ๆ มู่เหลียงก็คิดอะไรได้
เขายกมือขึ้น และสร้างผลึกกระจกนูนขนาดเท่ากับฝ่ามือ
“แว่นขยาย?”
มินโฮพูดอย่างสงสัย และเอาผลึกกระจกที่มู่เหลียงสร้างขึ้นมาส่องดู ทำให้เธอตกใจอีกครั้ง
ก่อนที่เธอจะร้องออกมา
“พี่ฉินหลาน! ตัวใหญ่มาก”
“ใหญ่งั้นหรอ?”
หยู่ฉินหลานรีบก้มดูตัวเอง และไม่เห็นว่าร่างกายของเธอเปลี่ยนแปลงไปอย่างใด
“อะแฮ่มที่เห็นฉินหลานตัวใหญ่ขึ้นเพราะมินโฮมองผ่านสิ่งนี้ต่างหาก”
มู่เหลียงกระแอ่มเล็กน้อย ก่อนที่จะยิ้มที่มุมปาก
“....”
หยู่ฉินหลานหน้าแดงขึ้นด้วยความเขินอาย และมองมู่เหลียงด้วยความขุ่นเคือง
ก่อนที่เธอจะขอแว่นขยายจากมินโฮและส่องดูถึงรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น
หยู่ฉินหลานคิ้วขมวดเล็กน้อย ก่อนที่จะพูดอย่างมีความสุข
“หากนำสิ่งนี้ไปมอบให้คนงานที่ต้องทำงานละเอียดอ่อนละก็….”
“ใช่แล้ว มันจะทำให้งานพวกเขาง่ายขึ้น”
มู่เหลียงพยักหน้า
เขาต้องการผลิตแว่นขยายในจำนวนมาก ให้พอกับการใช้งานซึ่งงานนี้เสี่ยวไป่จะเป็นคนจัดการ
“ถ้ายังงั้น คงต้องเปลี่ยนเนื้อหาในใบประกาศที่เมืองปักษาสักหน่อยแล้ว”
มู่เหลียงเอาใบประกาศที่เขียนไว้ก่อนหน้านี้ออกมาจากลิ้นชักใต้โต๊ะ
หยู่ฉินหลานหยิบขึ้นมาดู และอ่าน
ก่อนที่จะพูดอย่างแผ่วเบา
“เมืองเต่าทมิฬจะออกจากเมืองปักษาในวันพรุ่งนี้เช้า และจุดหมายต่อไปคือเมืองหมื่นอสูร”
“ห้ะ? นี้พวกเราจะไปเมืองหมื่นอสูรงั้นหรอ”
มินโฮถามด้วยความประหลาดใจ
“ใช่แล้ว เมืองหมื่นอสูร”
มู่เหลียงขานรับ
เขาสนใจเหมืองเกลือที่อยู่ในเมืองหมื่นอสูร
เมืองเต่าทมิฬเองก็เติบโตขึ้นทุกวัน และมีประชากรเพิ่มขึ้นตลอด เพราะงั้นเกลือเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องมี
การแปรรูปอาหารหลายอย่างจำเป็นต้องใช้เกลือ เช่นผักดองและหมักเนื้อ
“ฉันได้ยินเรื่องที่น่าสนใจมาก่อนหน้านี้”
หยู่ฉินหลานพูดขึ้นและอธิบายต่อ
“ฉันรู้ระยะทางระหว่างเมืองปักษากับเมืองหมื่นอสูรมา และจากการคาดการณ์ของฉันด้วยความเร็วของเต่าทมิฬน้อย คงใช้เวลาประมาณ 15 วัน”
“ถ้างั้นก็ไม่ต้องกังวล”
มู่เหลียงยิ้ม
เขาต้องหาที่เพิ่มระดับเต่าทมิฬก่อนที่จะไปเมืองหมื่นอสูร
“งั้น ฉันจะให้คนไปติดใบประกาศนี้”
หยู่ฉินหลานเดินหันหลังกลับไปพร้อมกับใบประกาศในมือ
“ยังเหลือเวลาอีกครึ่งวัน”
มินโฮพูดอย่างมีความสุข ในขณะที่ส่องกล้องส่องทางไกลไปมา
มู่เหลียงเห็นมินโฮไม่วางกล้องส่องทางไกลเลย จึงพูดอย่างเอาใจมินโฮ
“เอาไปส่องเล่นข้างนอกก็ได้นะ”
“ฮิๆ มู่เหลียงใจดีจัง”
มินโฮยิ้มออกมา มันดูสดใสราวกับดอกไม้
“แล้วไม่มีอะไรตอบแทนฉันหน่อยหรอ?”
มู่เหลียงถามด้วยน้ำเสียงขี้เล่น และเอียงแก้มให้มินโฮ
“คราวหน้า….แล้วกัน”
ใบหน้าสดใสของมินโฮกลายเป็นสีแดงขึ้นมา ก่อนที่เธอจะวิ่งกอดกล้องส่องทางไกลออกไปจากห้อง
เธอไม่ใช่เด็กน้อยที่ใสซื่อแล้ว พี่สาวของเธอได้สอนให้เธอรู้เรื่องอะไรหลายๆ อย่าง รวมถึงเรื่องความรักด้วย
“หนีไปอีกแล้ว”
มู่เหลียงส่ายหัว
……
เมื่อหยู่ฉินหลานออกจากตำหนักไป เธอก็เห็นหยู่เฟ่ยหยานในชุดเกราะหงส์เพลิงบินอยู่บนท้องฟ้า
“แม่! มีอะไรให้ช่วยไหม?”
เมื่อหยู่เฟ่ยหยานเห็นแม่ของเธอ เธอก็ร่อนลงมาจากท้องฟ้าทันที
“มาก็ดีแล้ว เอาใบประกาศนี้ไปติดที่เมืองปักษาที”
หยู่ฉินหลานพูดขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มที่มุมปาก
“ได้”
หยู่เฟ่ยหยานตอบรับทันที และรับใบประกาศมาจากหยู่ฉินหลานก่อนจะบินหายไป
หยู่เฟ่ยหยานตอนนี้กำลังหลงไหลไปกับการบินมากๆ เพราะมันรู้สึกเป็นอิสระสุดๆ
“แค่นี้ เราก็ได้กลับไปหามู่เหลียงแล้ว”
หยู่ฉินหลานส่งเรื่องนี้ให้ลูกสาวจัดการ ก่อนที่เธอจะหันกลับเข้าไปในตำหนักเจ้าเมือง
หยู่เฟ่ยหยานที่บินมาถึงเมืองปักษา ก็เอาใบประกาศมาติดไว้ในตำแหน่งที่เห็นได้อย่างชัดเจน
“หือ…เมืองเต่าทมิฬจะไปแล้วในวันพรุ่งนี้”
“เร็วมาก?”
“มันนี้มันก็วันที่สิบแล้ว ฉันต้องรีบไปซื้อมันเทศมาตุนเอาไว้”
ชาวเมืองปักษาเริ่มแตกตื่นทันที และรีบกลับไปยังเมืองเต่าทมิฬเพื่อซื้อของ
Copyright © 2025 xxxxx.com, All Right Reserved