ตอนที่ 191

ตกกลางคืนในลานของที่อยู่อาศัยเก่าๆ แห่งหนึ่ง

ซิไป่ฉีนั่งอยู่บนคานของบ้านหลังหนึ่ง โดยที่บนหลังคามีรูขนาดใหญ่เธอมองผ่านรูบนหลังคาไปบนท้องฟ้าแสนไกล

หญิงสาวที่รูปร่างเหมือนเด็กน้อยก็เต็มไปด้วยความกังวลใจ แววตาของเธอกำลังแสดงออกถึงความวิตก

เธอจับมัดผมแกะของเธอเล่น พร้อมกับบ่นออกมาอย่างไม่พอใจ

“ทำไมกันนะ ฉันไม่น่าไปยุ่งเกี่ยวกับนังแมวนั่นเลย”

ซิไป่ฉีได้แต่เฝ้ารอแล้วรอเล่า แต่ก็ไม่มีการติดต่อจากมิอากลับมาเลย

“หรือว่าเธอจะติดกับจริงๆ”

ซิไป่ฉีที่เริ่มไม่สบายใจก็กุมมือแน่นขึ้น

“หรือ…เธออาจจะตายไปแล้ว”

ยิ่งคิดสีหน้าของซิไป่ฉีก็ยิ่งเคร่งเครียดมากขึ้น

“ไม่ๆ”

เธอส่ายหัวหลายครั้งและพูดด้วยน้ำเสียงประชด

“นี้ฉันคิดบ้าอะไรอยู่ อย่างนังแมวตัวเหม็นนั้นไม่มีทางตายง่ายๆ อยู่แล้ว และถ้าไม่มั่นใจว่าจะช่วยน้องสาวได้เธอคงไม่ไปแน่นอน”

ก่อนที่น้ำเสียงของเธอจะดูอ่อนลง

“รออีกหน่อยแล้วกัน อีกสามกองไฟ ถ้าเธอไม่กลับมาฉันก็ไม่รออีกแล้ว…”

ซิไป่ฉีเม้มปากกัดฟันแน่น เธอดูลุกลี้ลุกลนสุดๆ และได้แต่นั่งรอต่อไป

“ทำไมเวลาผ่านไปช้าขนาดนี้!”

หัวใจของซิไป่ฉีเต้นเร็วมากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งเธอรอนานเท่าไรเธอก็ยิ่งรู้สึกร้อนรน และหงุดหงิดมากขึ้นเท่านั้น

“หรือว่ามิอาจะถูกจับได้จริงๆ แล้วอาจจะกลายเป็นสาวอุ่นเตียงให้พวกมันไปแล้ว”

“นังแมวนั้นน่าตาดีด้วย เพราะงั้นมีความเป็นไปได้สูงมาก”

“โถ่เว่ย!! ทนรอไม่ไหวแล้ว”

ซิไป่ฉีเริ่มประสาทกินและตะโกนออกมาเพื่อระบายความเครียดและความกดดันที่อยู่ภายในใจของเธอ

นัยน์ตาสีทองของเธอเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้ม ปีกของเธอสยายออกมาก่อนที่จะพุ่งบินผ่านทะลุช่องบนหลังคาขึ้นไปบนท้องฟ้ายามค่ำคืน และมุ่งหน้าไปยังเมืองเต่าทมิฬ

เธอมีแผนของตัวเองแล้ว และจากประสบการณ์ครั้งก่อนเธอรู้ว่าสามารถบินหลบหนีจากเมืองเต่าทมิฬได้ ทำให้เธอมั่นใจ และคิดจะไปยังเมืองเต่าทมิฬในคืนนี้

ทันทีที่เธอออกนอกเขตเมืองเซิงหยาง เธอก็เจอปัญหาใหม่ทันที

“แต่นี้มันพึ่งจะหัวค่ำเอง หากเข้าไปตอนนี้คงจะเสี่ยงเกินไป”

ซิไป่ฉีกระพือปีกและวนไปมาด้วยความรู้สึกที่ขัดแย้งกันในตัว เธอรู้ว่าหากเข้าไปตอนนี้อาจจะเกิดอันตรายได้ ทำให้เธอต้องบินวนไปรอบๆ อย่างช่วยไม่ได้

“โถ่เว้ยหงุดหงิดชะมัดนังแมวตัวเหม็นนั้นสร้างปัญหาให้คนอื่นตลอดเลยจริงๆ”

ซิไป่ฉีแยกเขี้ยวเล็กๆ ออกมาพร้อมกับบ่นมิอาตลอดทาง

อยู่ๆ ซิไป่ฉีนึกอะไรขึ้นมาได้

“หรือว่าเราควรไปเมืองปักษาก่อนและขอความช่วยเหลือจากดินแดนเขียวขจี…..หากเป็นวิธีการนี้จะดูปลอดภัยกว่า”

“ไม่!.....หากรอนานกว่านั้นนังแมวคงตายแน่”

ซิไป่ฉีส่ายหัวไปมาหลายครั้ง และไม่ยอมรับกับสิ่งที่ตัวเองคิด

“ช่างมัน เราต้องทำทุกอย่างเพื่อช่วยมิอาออกมาให้ได้ หากไม่ได้จริงๆ ค่อยไปเมืองปักษาและตามใครก็ได้ที่แข็งแกร่งจากดินแดนเขียวขจีมาช่วย!”

ซิไป่ฉีถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้ ก่อนที่จะบินตรงไปหาเมืองเต่าทมิฬ

เธอมาหยุดอยู่เหนือท้องฟ้าของเมืองเต่าทมิฬ และมองดูว่าสถานที่ไหนบ้างพอที่จะเป็นคุกกักขัง

ซิไป่ฉีสำรวจไปรอบๆ จนมาถึงเนินสูงที่เกิดเรื่องขึ้นครั้งก่อน

“นังแมวเน่าจะถูกจับอยู่ในนั้นรึป่าวนะ”

ซิไป่ฉีสูดหายใจเข้าลึกๆ

เธอได้แต่จินตนาการสภาพของมิอาว่าจะถูกจับขัง หรือว่ากลายเป็นสาวอุ่นเตียงหรือนางบำเรอไปแล้ว

ทำให้ใบหน้าของซิไป่ฉีแดงขึ้นมา ผสมผสานกับใบหน้าอันอ่อนเยาว์ของเธอยิ่งดูทรงเสน่ห์

แต่สายลมเย็นๆ ของยามค่ำคืนได้พัดผ่านร่างของซิไป่ฉีทำให้เธอใจเย็นลง และรีบสลัดความคิดแปลกๆ ออกไป

“กลิ่นนี้มัน…..เหมือนกับว่าทุกคนกำลังทานมื้อเย็นกันอยู่แน่เลย ดีหล่ะ นี้เป็นเวลาที่เหมาะที่สุดที่จะแอบเข้าไป”

ซิไป่ฉีบินไปอยู่เหนือต้นไม้ใหญ่ ก่อนที่จะเกร็งตัวและพุ่งลงมาสู่พื้นดิน

“ฟิ้ว… ดีที่ไม่มีใครเห็น”

แววตาของเธอฉายออกถึงความภูมิใจ ก่อนที่เธอจะเคลื่อนไหวอย่างระมัดระวัง

แต่ก็มีเสียงพูดอย่างติดเล่นขึ้น

“ทางเข้าดีๆ มีไม่เข้า จะบินเข้ามาทำไมกัน?”

“แย่ล่ะ เราถูกเจอตัวแล้ว!!!”

ซิไป่ฉีสีหน้าเปลี่ยนไปทันที และเตรียมตัวกางปีก

“เดี๋ยวใจเย็น…คุยกันก่อน”

ร่างของมู่เหลียงปรากฏขึ้นบนหลังคาของตำหนักเจ้าเมือง

เขายกมือขึ้นและพ่นใยออกมาปกคลุมไปทั่วร่างของเด็กสาวผมสีทอง และพันไปทั่วปีกของเธอจนดิ้นไม่หลุด

“บ้าเอ๊ย!! ปล่อยนะ!”

ซิไป่ฉีดิ้นสุดกำลัง

ใยพวกนี้เหนียวและทนทานมาก ยิ่งซิไป่ฉีดิ้นมากเท่าไรมันก็ยิ่งรัดตัวเธอแน่นขึ้น

มู่เหลียงตวัดนิ้วสองสามครั้ง ใยแมงมุมก็พันรอบปากของสาวผมทองเป็นที่เรียบร้อย ทำให้เขาสบายหูขึ้นมาก

ฟุบ!

“นายท่าน!”

ลี่ลี่กับหยางปิงกระโจนออกมาจากความมืดยืนอยู่ข้างมู่เหลียงทันที

สีหน้าของพวกเธอดูแย่ไม่น้อย เป็นเพราะมู่เหลียงสามารถตรวจจับศัตรูได้ก่อน หากไม่งั้นแล้วผู้บุกรุกคนนี้คงเข้าไปถึงตำหนักเจ้าเมืองได้ และนั่นถือว่าเป็นความบกพร่องในหน้าที่ของเธอ

“นี้มัน….คนที่หนีไปเมื่อวาน”

หยางปิงพูดอย่างเย็นชา

“เอ้างั้นหรอ….ถูกคนใช่ไหม”

มู่เหลียงเลิกคิ้วถาม

“นายท่านมู่เหลียง ได้โปรดลงโทษฉันด้วย”

หยางปิงและลี่ลี่คุกเข่าลงด้วยความรู้สึกผิด

มู่เหลียงโบกมืออย่างสบายๆ และมองอย่างสุขุม

“เอาแบบนี้แแล้วกัน ฉันจะลงโทษพวกเธอด้วยการหักแต้มสะสมของพวกเธอสองวัน แล้วก็เพิ่มโทษของวันนี้ด้วยเป็นสามวัน”

แต่เขาจะโทษทั้งสองคนก็ไม่ได้ ตำหนักเจ้าเมืองใหญ่โต และทหารยามดูแลก็น้อยเกินไป

แต่เมื่อไหร่ที่กำลังคนของหนี่จี๋ชามาถึงปัญหานี้จะลดน้อยลง

นอกจากนี้ เส้นทางที่ซิไป่ฉีบุกเข้ามาคือท้องฟ้า ยากต่อการรับมือ

“ค่ะ”

หยางปิงและลี่ลี่ขานรับอย่างเชื่อฟัง

ทั้งสองยืดตัวขึ้นและมองหน้ากัน และรู้สึกว่าการลงโทษนั้นเบาเกินไป

มู่เหลียงขยับนิ้วของเขา เพื่อควบคุมใยแมงมุม และอุ้มเด็กสาวผมทองเข้าไปในตำหนักเจ้าเมือง และมุ่งหน้าไปยังห้องอาหาร

ในห้องอาหาร ทุกคนก็ต่างแปลกใจที่อยู่ๆ มู่เหลียงก็พุ่งตัวออกไป แล้วกลับมาในเวลาอันสั้น

มินโฮลุกขึ้นและถามด้วยความเป็นกังวล

“มู่เหลียงนั้นอะไร?…. เกิดอะไรขึ้น?”

“มีแขกมานะ ฉันเลยเชิญมาที่นี่”

มู่เหลียงวางร่างของหญิงสาวลงกับพื้น

“แขก?”

ทุกคนต่างจ้องมองไปที่เด็กสาวที่ถูกใยแมงมุมมัดอยู่

มิอาที่กำลังนั่งกินเนื้อย่างอยู่หันมาสบตากับซิไป่ฉี

ตุบ!

ทันใดเนื้อย่างในมือของมิอาก็หล่นกระทบลงบนจาน

“อู้อี้ๆๆ”

แววตาของซิไป่ฉีก็ฉายออกถึงความตกตะลึงเหมือนกัน

สีหน้าของเธอจากตกตะลึงกลายเป็นสับสน และกลายเป็นโมโหขึ้นมา เธอแสดงสีหน้าเปลี่ยนไปหลายครั้ง

“เธอสองคนดูเหมือนรู้จักกันนะ”

มู่เหลียงเลิกคิ้วขึ้นก่อนที่จะกลับไปนั่งลงที่เก้าอี้ของเขาพร้อมกับรอยยิ้ม

“ซิไป่ฉี!! ทำไมเธอถึงมาอยู่ที่นี่”

มิอาถึงกับร้องออกมาด้วยความตกใจ และรีบเช็ดคราบอาหารที่มุมปาก

“อื้ออ!!!”

ซิไป่ฉีดูโมโหมาขึ้นกว่าเก่า

“ท่านมู่เหลียง”

มิอาพูดขึ้นอย่างเขินอาย

ใบหน้าของเธอแดงขึ้นและพูดด้วยน้ำเสียงอ่อยๆ

“ช่วยปล่อยซิไป่ฉีได้ไหม เธอเป็นเพื่อนของฉันเอง”

“เป็นอย่างที่คิดไว้จริงๆ”

มู่เหลียงยกนิ้วขึ้นก่อนที่ใยแมงมุมทั้งหมดจะคลายออกจากตัวของซิไป่ฉี และสลายหายไป

“เธอไม่เป็นไรนะ”

มิอารีบเข้าไปพยุงร่างของซิไป่ฉีอย่างเป็นห่วง

“นังแมวตัววเน่า!! นี้มันเรื่องอะไรกันแน่!!”

ซิไป่ฉีตะโกนออกมาด้วยความโมโห

เธอนั้นทั้งเป็นห่วงและคิดมากเรื่องของมิอาตลอดเวลาที่รออยู่ด้านนอก และคิดหาทางที่จะช่วยมิอาออกมา

แต่ไหนคนที่เธอจะมาช่วยกลับนั่งสบายใจเฉิบกินมื้อเย็นแบบนี้!

ซิไป่ฉีจ้องที่จะฝังเขี้ยวของเธอลงไปบนตัวของมิอา หากว่าไม่ได้รับคำอธิบายที่ดีพอ

“เอ่อ…คือแบบนี้ ฟังฉันพูดก่อนนะ”

มิอารู้ว่าตัวเองนั้นผิด

แต่นั้นเพราะเธอดีใจที่ได้เจอน้องสาวจนลืมที่จะส่งข้อความหาเพื่อนของเธอ

“พาเพื่อนเธอไปนั่งก่อน”

มู่เหลียงโบกมือเบาๆ พร้อมกับรอยยิ้ม

เว่ยหยูหลันเดินเข้ามาพร้อมกับจัดจานชามให้อีกหนึ่งที่ พร้อมกับตักน้ำซุปร้อนๆ ให้

“ไหนเล่ามาสิ!!”

ซิไป่ฉีจ้องเขม้งไปทางมิอาและฟังคำแก้ตัวของเธออยู่

“ใจเย็นๆ ก่อน ดื่มซุปอุ่นๆ นี้ก่อนก็ได้”

มิอามุมปากกระตุกพร้อมกับพยายามที่จะเอาใจซิไป่ฉี ด้วยการจะป้อนซุปให้

“ไม่ต้อง!! ฉันกินเองได้”

ซิไป่ฉีคว้าช้อนมาอย่างอารมณ์เสีย

นัยน์ตาสีแดงของเธอเปลี่ยนกลับมาเป็นสีทองอีกครั้ง และท่าทางก็ไม่ดุร้ายและโมโหเหมือนตอนแรก

“ซุปพวกนี้อร่อยมากเลยนะ”

มิอาเลื่อนจานซุปมะเขือเทศให้ซิไป่ฉี

“ไม่ต้องพูดเลย ฉันโกรธเธออยู่”

ซิไป่ฉีทำแก้มป่องเหมือนกระรอกที่ยัดเมล็ดพืชไว้เต็มแก้ม

จ็อกๆ

เมื่อซิไป่ฉีได้กลิ่นเนื้อย่างท้องของเธอก็ส่งเสียงร้องคำรามออกมาทันที และไม่สามารถโกหกความรู้สึกของตัวเองได้

“กินเถอะ แล้วค่อยคุยกันทีหลัง”

มู่เหลียงยิ้มอย่างอ่อนโยน

เด็กสาวคนนี้น่าสนใจ และเรื่องราวของเธอก็น่าสนใจเหมือนกัน

“งั้นเราค่อยคุยกันหลังจากที่กินอิ่มแล้ว….ตกลงนะ”

มิอาตบเบาๆ ไปที่ไหล่ของซิไป่ฉี

“ก็…ก็…”

ซิไป่ฉีนั้นทำตัวไม่ถูกไม่รู้ว่าจะโมโหดีหรือควรดีใจที่จะได้กินอาหารแสนอร่อยอันนี้กันแน่

สุดท้ายเธอก็ยอมแพ้ให้กับความอยากอาหารและค่อยๆ ตักซุปมะเขือเทศแล้วส่งมันเข้าปากไป

หลังจากนั้นซิไป่ฉีก็เริ่มกินเนื้อย่างอย่างเอร็ดอร่อย แต่ขณะที่กินเธอก็มองมิอาตาเขม้งเหมือนเดิม

ที่จริงเธอเองก็แอบสังเกตผู้คนรอบๆ เหมือนกัน

“เดี๋ยว! เด็กสาวหูกระต่ายคนนั้นคงเป็นมินโฮสินะ”

“โห ผู้หญิงคนนั้นดูสง่ามากเลย”

“แล้วทำไมพวกเธอถึงต้องปิดหน้าปิดตากินข้าวกันด้วยนะ คนหนึ่งก็สวมหน้ากาก อีกคนก็เอาผ้ามาปิดหน้าเอาไว้”

ซิไป่ฉีคิดทุกอย่างภายในใจ ก่อนที่สีหน้าของเธอจะกลับมาเป็นปกติ ความโมโหที่มีอยู่ถูกอาหารเลิศรสทำลายจนหมดสิ้น

สาวๆ ภายในห้องเองก็มองดูซิไป่ฉีอย่างละเอียดเหมือนกัน

“พี่ เพื่อนของพี่คนนี้ใช่แวมไพร์ทที่พี่พูดถึงรึป่าว”

มินโฮถามด้วยน้ำเสียงไม่แน่ใจ

“ใช่”

มิอาพยักหน้า

ก่อนที่จะกุมมือมินโฮและพูดขึ้น

“ทักทายซิไป่ฉีหน่อยสิ”

มิอาว่างแผนจะใช้น้องสาวเป็นเครื่องมือทำให้ซิไป่ฉีใจเย็นลง และช่วยให้เธออธิบายทุกอย่างได้ง่ายขึ้น

“ฉัน ….ฉัน”

มินโฮกุมชายเสื้อแน่น สายตาของเธอหลบไปทางอื่น และท่าทางที่ดูไม่สบายใจอย่างมาก

มินโฮพยายามจะเอาชนะความกลัวของตัวเอง และพยายามที่จะทักซิไป่ฉี เพราะนี้คือเพื่อนที่แสนดีของพี่สาวเธอ แต่เธอก็ยังกล้าๆ กลัวๆ อยู่ดี

“อย่าฝืนตัวเองเลย”

มู่เหลียงพูดขึ้นพร้อมกับกุมมือมินโฮเบาๆ

นิสัยขี้อายของมินโฮนั้นไม่ใช่เรื่องที่จะเปลี่ยนกันง่ายๆ

“ไม่เป็นไร”

มินโฮส่ายหัว

เธอเม้มปากก่อนที่จะพูดอย่างติดๆขัดๆ

“สวัสดี….ฉัน..ชะ..ชะชื่อมินโฮ….เป็นน้องส..สาวของมิอา”

ซิไป่ฉีที่กำลังเคี้ยวแก้มตุ้ย ก็หันมามองดูมินโฮด้วยแววตาสีทองใส

“....”

จู่ๆ บรรยากาศในโต๊ะอาหารก็เงียบสงัด

“....”

มิอาถึงกับถอนหายใจ และรู้สึกเขินแทนน้องสาวตัวเอง แม้จะผ่านไปหลายปีแต่เธอก็ไม่เคยเปลี่ยนไปเลยในเรื่องนี้

แววตาสีฟ้าใสของมินโฮหลบสายตาของซิไป่ฉีอย่างรวดเร็ว และก้มหน้าลงพร้อมกับหูที่ตก

ในตอนนั้นเองที่ซิไป่ฉียื่นมือมาจับมือของมินโฮ

พร้อมกับพูดด้วยอาหารที่เต็มปาก

“อะวัดอี้ ฮันฮิไอ้อี๋”(สวัสดี ฉันซิไป่ฉี)

“เอิก..เออ…”

มินโฮนั้นได้แต่มองดูมืออันมันเยิ้มของซิไป่ฉีด้วยความไม่สบายใจ