ตกกลางคืนในลานของที่อยู่อาศัยเก่าๆ แห่งหนึ่ง
ซิไป่ฉีนั่งอยู่บนคานของบ้านหลังหนึ่ง โดยที่บนหลังคามีรูขนาดใหญ่เธอมองผ่านรูบนหลังคาไปบนท้องฟ้าแสนไกล
หญิงสาวที่รูปร่างเหมือนเด็กน้อยก็เต็มไปด้วยความกังวลใจ แววตาของเธอกำลังแสดงออกถึงความวิตก
เธอจับมัดผมแกะของเธอเล่น พร้อมกับบ่นออกมาอย่างไม่พอใจ
“ทำไมกันนะ ฉันไม่น่าไปยุ่งเกี่ยวกับนังแมวนั่นเลย”
ซิไป่ฉีได้แต่เฝ้ารอแล้วรอเล่า แต่ก็ไม่มีการติดต่อจากมิอากลับมาเลย
“หรือว่าเธอจะติดกับจริงๆ”
ซิไป่ฉีที่เริ่มไม่สบายใจก็กุมมือแน่นขึ้น
“หรือ…เธออาจจะตายไปแล้ว”
ยิ่งคิดสีหน้าของซิไป่ฉีก็ยิ่งเคร่งเครียดมากขึ้น
“ไม่ๆ”
เธอส่ายหัวหลายครั้งและพูดด้วยน้ำเสียงประชด
“นี้ฉันคิดบ้าอะไรอยู่ อย่างนังแมวตัวเหม็นนั้นไม่มีทางตายง่ายๆ อยู่แล้ว และถ้าไม่มั่นใจว่าจะช่วยน้องสาวได้เธอคงไม่ไปแน่นอน”
ก่อนที่น้ำเสียงของเธอจะดูอ่อนลง
“รออีกหน่อยแล้วกัน อีกสามกองไฟ ถ้าเธอไม่กลับมาฉันก็ไม่รออีกแล้ว…”
ซิไป่ฉีเม้มปากกัดฟันแน่น เธอดูลุกลี้ลุกลนสุดๆ และได้แต่นั่งรอต่อไป
“ทำไมเวลาผ่านไปช้าขนาดนี้!”
หัวใจของซิไป่ฉีเต้นเร็วมากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งเธอรอนานเท่าไรเธอก็ยิ่งรู้สึกร้อนรน และหงุดหงิดมากขึ้นเท่านั้น
“หรือว่ามิอาจะถูกจับได้จริงๆ แล้วอาจจะกลายเป็นสาวอุ่นเตียงให้พวกมันไปแล้ว”
“นังแมวนั้นน่าตาดีด้วย เพราะงั้นมีความเป็นไปได้สูงมาก”
“โถ่เว่ย!! ทนรอไม่ไหวแล้ว”
ซิไป่ฉีเริ่มประสาทกินและตะโกนออกมาเพื่อระบายความเครียดและความกดดันที่อยู่ภายในใจของเธอ
นัยน์ตาสีทองของเธอเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้ม ปีกของเธอสยายออกมาก่อนที่จะพุ่งบินผ่านทะลุช่องบนหลังคาขึ้นไปบนท้องฟ้ายามค่ำคืน และมุ่งหน้าไปยังเมืองเต่าทมิฬ
เธอมีแผนของตัวเองแล้ว และจากประสบการณ์ครั้งก่อนเธอรู้ว่าสามารถบินหลบหนีจากเมืองเต่าทมิฬได้ ทำให้เธอมั่นใจ และคิดจะไปยังเมืองเต่าทมิฬในคืนนี้
ทันทีที่เธอออกนอกเขตเมืองเซิงหยาง เธอก็เจอปัญหาใหม่ทันที
“แต่นี้มันพึ่งจะหัวค่ำเอง หากเข้าไปตอนนี้คงจะเสี่ยงเกินไป”
ซิไป่ฉีกระพือปีกและวนไปมาด้วยความรู้สึกที่ขัดแย้งกันในตัว เธอรู้ว่าหากเข้าไปตอนนี้อาจจะเกิดอันตรายได้ ทำให้เธอต้องบินวนไปรอบๆ อย่างช่วยไม่ได้
“โถ่เว้ยหงุดหงิดชะมัดนังแมวตัวเหม็นนั้นสร้างปัญหาให้คนอื่นตลอดเลยจริงๆ”
ซิไป่ฉีแยกเขี้ยวเล็กๆ ออกมาพร้อมกับบ่นมิอาตลอดทาง
อยู่ๆ ซิไป่ฉีนึกอะไรขึ้นมาได้
“หรือว่าเราควรไปเมืองปักษาก่อนและขอความช่วยเหลือจากดินแดนเขียวขจี…..หากเป็นวิธีการนี้จะดูปลอดภัยกว่า”
“ไม่!.....หากรอนานกว่านั้นนังแมวคงตายแน่”
ซิไป่ฉีส่ายหัวไปมาหลายครั้ง และไม่ยอมรับกับสิ่งที่ตัวเองคิด
“ช่างมัน เราต้องทำทุกอย่างเพื่อช่วยมิอาออกมาให้ได้ หากไม่ได้จริงๆ ค่อยไปเมืองปักษาและตามใครก็ได้ที่แข็งแกร่งจากดินแดนเขียวขจีมาช่วย!”
ซิไป่ฉีถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้ ก่อนที่จะบินตรงไปหาเมืองเต่าทมิฬ
เธอมาหยุดอยู่เหนือท้องฟ้าของเมืองเต่าทมิฬ และมองดูว่าสถานที่ไหนบ้างพอที่จะเป็นคุกกักขัง
ซิไป่ฉีสำรวจไปรอบๆ จนมาถึงเนินสูงที่เกิดเรื่องขึ้นครั้งก่อน
“นังแมวเน่าจะถูกจับอยู่ในนั้นรึป่าวนะ”
ซิไป่ฉีสูดหายใจเข้าลึกๆ
เธอได้แต่จินตนาการสภาพของมิอาว่าจะถูกจับขัง หรือว่ากลายเป็นสาวอุ่นเตียงหรือนางบำเรอไปแล้ว
ทำให้ใบหน้าของซิไป่ฉีแดงขึ้นมา ผสมผสานกับใบหน้าอันอ่อนเยาว์ของเธอยิ่งดูทรงเสน่ห์
แต่สายลมเย็นๆ ของยามค่ำคืนได้พัดผ่านร่างของซิไป่ฉีทำให้เธอใจเย็นลง และรีบสลัดความคิดแปลกๆ ออกไป
“กลิ่นนี้มัน…..เหมือนกับว่าทุกคนกำลังทานมื้อเย็นกันอยู่แน่เลย ดีหล่ะ นี้เป็นเวลาที่เหมาะที่สุดที่จะแอบเข้าไป”
ซิไป่ฉีบินไปอยู่เหนือต้นไม้ใหญ่ ก่อนที่จะเกร็งตัวและพุ่งลงมาสู่พื้นดิน
“ฟิ้ว… ดีที่ไม่มีใครเห็น”
แววตาของเธอฉายออกถึงความภูมิใจ ก่อนที่เธอจะเคลื่อนไหวอย่างระมัดระวัง
แต่ก็มีเสียงพูดอย่างติดเล่นขึ้น
“ทางเข้าดีๆ มีไม่เข้า จะบินเข้ามาทำไมกัน?”
“แย่ล่ะ เราถูกเจอตัวแล้ว!!!”
ซิไป่ฉีสีหน้าเปลี่ยนไปทันที และเตรียมตัวกางปีก
“เดี๋ยวใจเย็น…คุยกันก่อน”
ร่างของมู่เหลียงปรากฏขึ้นบนหลังคาของตำหนักเจ้าเมือง
เขายกมือขึ้นและพ่นใยออกมาปกคลุมไปทั่วร่างของเด็กสาวผมสีทอง และพันไปทั่วปีกของเธอจนดิ้นไม่หลุด
“บ้าเอ๊ย!! ปล่อยนะ!”
ซิไป่ฉีดิ้นสุดกำลัง
ใยพวกนี้เหนียวและทนทานมาก ยิ่งซิไป่ฉีดิ้นมากเท่าไรมันก็ยิ่งรัดตัวเธอแน่นขึ้น
มู่เหลียงตวัดนิ้วสองสามครั้ง ใยแมงมุมก็พันรอบปากของสาวผมทองเป็นที่เรียบร้อย ทำให้เขาสบายหูขึ้นมาก
ฟุบ!
“นายท่าน!”
ลี่ลี่กับหยางปิงกระโจนออกมาจากความมืดยืนอยู่ข้างมู่เหลียงทันที
สีหน้าของพวกเธอดูแย่ไม่น้อย เป็นเพราะมู่เหลียงสามารถตรวจจับศัตรูได้ก่อน หากไม่งั้นแล้วผู้บุกรุกคนนี้คงเข้าไปถึงตำหนักเจ้าเมืองได้ และนั่นถือว่าเป็นความบกพร่องในหน้าที่ของเธอ
“นี้มัน….คนที่หนีไปเมื่อวาน”
หยางปิงพูดอย่างเย็นชา
“เอ้างั้นหรอ….ถูกคนใช่ไหม”
มู่เหลียงเลิกคิ้วถาม
“นายท่านมู่เหลียง ได้โปรดลงโทษฉันด้วย”
หยางปิงและลี่ลี่คุกเข่าลงด้วยความรู้สึกผิด
มู่เหลียงโบกมืออย่างสบายๆ และมองอย่างสุขุม
“เอาแบบนี้แแล้วกัน ฉันจะลงโทษพวกเธอด้วยการหักแต้มสะสมของพวกเธอสองวัน แล้วก็เพิ่มโทษของวันนี้ด้วยเป็นสามวัน”
แต่เขาจะโทษทั้งสองคนก็ไม่ได้ ตำหนักเจ้าเมืองใหญ่โต และทหารยามดูแลก็น้อยเกินไป
แต่เมื่อไหร่ที่กำลังคนของหนี่จี๋ชามาถึงปัญหานี้จะลดน้อยลง
นอกจากนี้ เส้นทางที่ซิไป่ฉีบุกเข้ามาคือท้องฟ้า ยากต่อการรับมือ
“ค่ะ”
หยางปิงและลี่ลี่ขานรับอย่างเชื่อฟัง
ทั้งสองยืดตัวขึ้นและมองหน้ากัน และรู้สึกว่าการลงโทษนั้นเบาเกินไป
มู่เหลียงขยับนิ้วของเขา เพื่อควบคุมใยแมงมุม และอุ้มเด็กสาวผมทองเข้าไปในตำหนักเจ้าเมือง และมุ่งหน้าไปยังห้องอาหาร
ในห้องอาหาร ทุกคนก็ต่างแปลกใจที่อยู่ๆ มู่เหลียงก็พุ่งตัวออกไป แล้วกลับมาในเวลาอันสั้น
มินโฮลุกขึ้นและถามด้วยความเป็นกังวล
“มู่เหลียงนั้นอะไร?…. เกิดอะไรขึ้น?”
“มีแขกมานะ ฉันเลยเชิญมาที่นี่”
มู่เหลียงวางร่างของหญิงสาวลงกับพื้น
“แขก?”
ทุกคนต่างจ้องมองไปที่เด็กสาวที่ถูกใยแมงมุมมัดอยู่
มิอาที่กำลังนั่งกินเนื้อย่างอยู่หันมาสบตากับซิไป่ฉี
ตุบ!
ทันใดเนื้อย่างในมือของมิอาก็หล่นกระทบลงบนจาน
“อู้อี้ๆๆ”
แววตาของซิไป่ฉีก็ฉายออกถึงความตกตะลึงเหมือนกัน
สีหน้าของเธอจากตกตะลึงกลายเป็นสับสน และกลายเป็นโมโหขึ้นมา เธอแสดงสีหน้าเปลี่ยนไปหลายครั้ง
“เธอสองคนดูเหมือนรู้จักกันนะ”
มู่เหลียงเลิกคิ้วขึ้นก่อนที่จะกลับไปนั่งลงที่เก้าอี้ของเขาพร้อมกับรอยยิ้ม
“ซิไป่ฉี!! ทำไมเธอถึงมาอยู่ที่นี่”
มิอาถึงกับร้องออกมาด้วยความตกใจ และรีบเช็ดคราบอาหารที่มุมปาก
“อื้ออ!!!”
ซิไป่ฉีดูโมโหมาขึ้นกว่าเก่า
“ท่านมู่เหลียง”
มิอาพูดขึ้นอย่างเขินอาย
ใบหน้าของเธอแดงขึ้นและพูดด้วยน้ำเสียงอ่อยๆ
“ช่วยปล่อยซิไป่ฉีได้ไหม เธอเป็นเพื่อนของฉันเอง”
“เป็นอย่างที่คิดไว้จริงๆ”
มู่เหลียงยกนิ้วขึ้นก่อนที่ใยแมงมุมทั้งหมดจะคลายออกจากตัวของซิไป่ฉี และสลายหายไป
“เธอไม่เป็นไรนะ”
มิอารีบเข้าไปพยุงร่างของซิไป่ฉีอย่างเป็นห่วง
“นังแมวตัววเน่า!! นี้มันเรื่องอะไรกันแน่!!”
ซิไป่ฉีตะโกนออกมาด้วยความโมโห
เธอนั้นทั้งเป็นห่วงและคิดมากเรื่องของมิอาตลอดเวลาที่รออยู่ด้านนอก และคิดหาทางที่จะช่วยมิอาออกมา
แต่ไหนคนที่เธอจะมาช่วยกลับนั่งสบายใจเฉิบกินมื้อเย็นแบบนี้!
ซิไป่ฉีจ้องที่จะฝังเขี้ยวของเธอลงไปบนตัวของมิอา หากว่าไม่ได้รับคำอธิบายที่ดีพอ
“เอ่อ…คือแบบนี้ ฟังฉันพูดก่อนนะ”
มิอารู้ว่าตัวเองนั้นผิด
แต่นั้นเพราะเธอดีใจที่ได้เจอน้องสาวจนลืมที่จะส่งข้อความหาเพื่อนของเธอ
“พาเพื่อนเธอไปนั่งก่อน”
มู่เหลียงโบกมือเบาๆ พร้อมกับรอยยิ้ม
เว่ยหยูหลันเดินเข้ามาพร้อมกับจัดจานชามให้อีกหนึ่งที่ พร้อมกับตักน้ำซุปร้อนๆ ให้
“ไหนเล่ามาสิ!!”
ซิไป่ฉีจ้องเขม้งไปทางมิอาและฟังคำแก้ตัวของเธออยู่
“ใจเย็นๆ ก่อน ดื่มซุปอุ่นๆ นี้ก่อนก็ได้”
มิอามุมปากกระตุกพร้อมกับพยายามที่จะเอาใจซิไป่ฉี ด้วยการจะป้อนซุปให้
“ไม่ต้อง!! ฉันกินเองได้”
ซิไป่ฉีคว้าช้อนมาอย่างอารมณ์เสีย
นัยน์ตาสีแดงของเธอเปลี่ยนกลับมาเป็นสีทองอีกครั้ง และท่าทางก็ไม่ดุร้ายและโมโหเหมือนตอนแรก
“ซุปพวกนี้อร่อยมากเลยนะ”
มิอาเลื่อนจานซุปมะเขือเทศให้ซิไป่ฉี
“ไม่ต้องพูดเลย ฉันโกรธเธออยู่”
ซิไป่ฉีทำแก้มป่องเหมือนกระรอกที่ยัดเมล็ดพืชไว้เต็มแก้ม
จ็อกๆ
เมื่อซิไป่ฉีได้กลิ่นเนื้อย่างท้องของเธอก็ส่งเสียงร้องคำรามออกมาทันที และไม่สามารถโกหกความรู้สึกของตัวเองได้
“กินเถอะ แล้วค่อยคุยกันทีหลัง”
มู่เหลียงยิ้มอย่างอ่อนโยน
เด็กสาวคนนี้น่าสนใจ และเรื่องราวของเธอก็น่าสนใจเหมือนกัน
“งั้นเราค่อยคุยกันหลังจากที่กินอิ่มแล้ว….ตกลงนะ”
มิอาตบเบาๆ ไปที่ไหล่ของซิไป่ฉี
“ก็…ก็…”
ซิไป่ฉีนั้นทำตัวไม่ถูกไม่รู้ว่าจะโมโหดีหรือควรดีใจที่จะได้กินอาหารแสนอร่อยอันนี้กันแน่
สุดท้ายเธอก็ยอมแพ้ให้กับความอยากอาหารและค่อยๆ ตักซุปมะเขือเทศแล้วส่งมันเข้าปากไป
หลังจากนั้นซิไป่ฉีก็เริ่มกินเนื้อย่างอย่างเอร็ดอร่อย แต่ขณะที่กินเธอก็มองมิอาตาเขม้งเหมือนเดิม
ที่จริงเธอเองก็แอบสังเกตผู้คนรอบๆ เหมือนกัน
“เดี๋ยว! เด็กสาวหูกระต่ายคนนั้นคงเป็นมินโฮสินะ”
“โห ผู้หญิงคนนั้นดูสง่ามากเลย”
“แล้วทำไมพวกเธอถึงต้องปิดหน้าปิดตากินข้าวกันด้วยนะ คนหนึ่งก็สวมหน้ากาก อีกคนก็เอาผ้ามาปิดหน้าเอาไว้”
ซิไป่ฉีคิดทุกอย่างภายในใจ ก่อนที่สีหน้าของเธอจะกลับมาเป็นปกติ ความโมโหที่มีอยู่ถูกอาหารเลิศรสทำลายจนหมดสิ้น
สาวๆ ภายในห้องเองก็มองดูซิไป่ฉีอย่างละเอียดเหมือนกัน
“พี่ เพื่อนของพี่คนนี้ใช่แวมไพร์ทที่พี่พูดถึงรึป่าว”
มินโฮถามด้วยน้ำเสียงไม่แน่ใจ
“ใช่”
มิอาพยักหน้า
ก่อนที่จะกุมมือมินโฮและพูดขึ้น
“ทักทายซิไป่ฉีหน่อยสิ”
มิอาว่างแผนจะใช้น้องสาวเป็นเครื่องมือทำให้ซิไป่ฉีใจเย็นลง และช่วยให้เธออธิบายทุกอย่างได้ง่ายขึ้น
“ฉัน ….ฉัน”
มินโฮกุมชายเสื้อแน่น สายตาของเธอหลบไปทางอื่น และท่าทางที่ดูไม่สบายใจอย่างมาก
มินโฮพยายามจะเอาชนะความกลัวของตัวเอง และพยายามที่จะทักซิไป่ฉี เพราะนี้คือเพื่อนที่แสนดีของพี่สาวเธอ แต่เธอก็ยังกล้าๆ กลัวๆ อยู่ดี
“อย่าฝืนตัวเองเลย”
มู่เหลียงพูดขึ้นพร้อมกับกุมมือมินโฮเบาๆ
นิสัยขี้อายของมินโฮนั้นไม่ใช่เรื่องที่จะเปลี่ยนกันง่ายๆ
“ไม่เป็นไร”
มินโฮส่ายหัว
เธอเม้มปากก่อนที่จะพูดอย่างติดๆขัดๆ
“สวัสดี….ฉัน..ชะ..ชะชื่อมินโฮ….เป็นน้องส..สาวของมิอา”
ซิไป่ฉีที่กำลังเคี้ยวแก้มตุ้ย ก็หันมามองดูมินโฮด้วยแววตาสีทองใส
“....”
จู่ๆ บรรยากาศในโต๊ะอาหารก็เงียบสงัด
“....”
มิอาถึงกับถอนหายใจ และรู้สึกเขินแทนน้องสาวตัวเอง แม้จะผ่านไปหลายปีแต่เธอก็ไม่เคยเปลี่ยนไปเลยในเรื่องนี้
แววตาสีฟ้าใสของมินโฮหลบสายตาของซิไป่ฉีอย่างรวดเร็ว และก้มหน้าลงพร้อมกับหูที่ตก
ในตอนนั้นเองที่ซิไป่ฉียื่นมือมาจับมือของมินโฮ
พร้อมกับพูดด้วยอาหารที่เต็มปาก
“อะวัดอี้ ฮันฮิไอ้อี๋”(สวัสดี ฉันซิไป่ฉี)
“เอิก..เออ…”
มินโฮนั้นได้แต่มองดูมืออันมันเยิ้มของซิไป่ฉีด้วยความไม่สบายใจ
Copyright © 2025 xxxxx.com, All Right Reserved