“มู่เหลียงจะทำอะไรนะ!”
ลี่เยว่หันหน้ากลับมา และเห็นว่ามู่เหลียงกำลังทำท่าจะขุดดอกปีกนางฟ้าเธอจึงร้องทักทันที
“ป่าวไม่ได้ทำอะไร”
มู่เหลียงลดมือลงก่อนที่จะโบกไปมาอย่างเขินอาย
เขาล้มเลิกความคิดที่จะลองทำอะไรแปลกๆ กับดอกปีกนางฟ้า เพราะมันมีเพียงต้นเดียวหากมันตายขึ้นมาจะลำบาก
“ไหนๆ แล้วลองน้ำตานางฟ้าหยดนี้ดู ว่าผลของมันจะเป็นยังไง”
มู่เหลียงยืนขึ้นก่อนที่จะยื่นมือไปลูบรอยแดงบนหน้าของลี่เยว่
“อืม”
ลี่เยว่ตัวแข็งไปพร้อมกับใบหน้าที่แดงก่ำ แววตาของเธอฉายออกถึงความเขินอายอย่างบอกไม่ถูก
“ใช้งานน้ำตานางฟ้า”
มู่เหลียงยื่นนิ้วออกไป ก่อนที่จะปรากฏแสงสีเขียวที่ปลายนิ้วของเขา พร้อมกับมีของเหลวสีเขียวมรกตก่อตัวขึ้น
เขาป้อนหยดน้ำตานางฟ้าไปที่ริมฝีปากสีชมพูอ่อนของลี่เยว่อย่างอ่อนโยน
ลี่เยว่ดูลังเลอยู่พักหนึ่งก่อนที่จะยื่นใบหน้าที่แดงก่ำเข้าไปรับหยดน้ำตานางฟ้า เธอเปิดริมฝีปากเล็กน้อย ก่อนที่น้ำตานางฟ้าจะหยดลงไปในปากของเธอ
มันทั้งหอมหวาน และเย็นสดชื่น
มู่เหลียงยกนิ้วออก และมองดูการเปลี่ยนแปลงของลี่เยว่ทันที เขาสังเกตเห็นว่ารอยเส้นแดงบนใบหน้าของลี่เยว่นั้นส่องสว่างขึ้น
หลังจากนั้นเส้นสีแดงก็ดูจางลง แต่ก็ไม่ได้หายไปเลยซะทีเดียว
“มันยังไม่ได้ผล”
มู่เหลียงขมวดคิ้วเข้าหากัน แสดงออกถึงสีหน้าที่เคร่งเครียด เขารู้แล้วว่าโรคผีมายานั้นน่ากลัวกว่าที่เขาคิด และรักษายากมาก
“ไม่ได้ผลงั้นหรอ?”
ลี่เยว่ลืมตาขึ้นเผยให้เห็นแววตาที่ผิดหวังของเธอ
“ไม่เป็นไร ตราบใดที่ฉันยังวิวัฒนาการดอกปีกนางฟ้าได้เรื่อยๆ สักวันมันจะรักษาโรคร้ายของเธอได้”
มู่เหลียงมองไปยังลี่เยว่ด้วยสายตาที่มุ่งมั่น และพูดปลอบใจเธออย่างอ่อนโยน
“อือ…ฉันเชื่อนาย”
ลี่เยว่ยิ้มน้อยๆ อย่างมีความสุขให้มู่เหลียง
หยดน้ำตานางฟ้าในครั้งนี้ เธอรู้สึกได้เลยถึงความแตกต่างจากครั้งก่อน ร่างกายของเธอเบาหวิวขึ้น ไม่รู้สึกอึดอัดจากโรคผีมายาที่พยายามกัดกิน ร่างกายที่ร้อนรุ่มเองก็เย็นลงจนเหมือนปกติ
ราวกับอาการของโรคผีมายาถูกทำให้หลับใหล
“น้ำตานางฟ้าหยดนี้ ฤทธิ์ของมันอยู่ได้นานแค่ไหน”
มู่เหลียงอยากได้ยินจากปากของลี่เยว่ถึงความแตกต่างที่เธอสัมผัสได้ และมันยับยั้งการกัดกินของโรคผีมายาได้นานแค่ไหน
“เรื่องนั้น….”
ลี่เยว่หลับตาลง และลองสัมผัสรับรู้ถึงโรคผีมายาในร่าง ก่อนที่จะเผยรอยยิ้มออกมา
“ผลของมันอยู่ได้นานถึงหนึ่งปี!”
มู่เหลียงพยักหน้าอย่างพอใจ เขาได้รู้คุณภาพของน้ำตานางฟ้าระดับ 5 แล้ว
“มู่เหลียงแล้วน้ำตานางฟ้าตอนนี้ใช้เวลาเท่าไร ถึงจะกลั่นได้อีกหยด?”
ลี่เยว่ถามด้วยแววตาที่หลงไหลในหยดน้ำตานางฟ้า
การมีอยู่ของดอกปีกนางฟ้า ทำให้ลี่เยว่มีความหวังในการรักษา เพราะไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง โรคผีมายาของเธอจะได้รับการรักษาแน่นอน
“ถ้าเป็นตอนนี้ด้วยฤทธิ์ยาที่เข้มข้นขึ้น น่าจะใช้เวลาประมาณ 5 วันต่อหนึ่งหยด”
มู่เหลียงรู้ได้จากรายละเอียดของความสามารถที่เขียนบอกเขาในระบบ
“ยอดไปเลย!! 5 หยดภายใน 5 วัน!!”(เพื่อ งงนะครับ ตอนนี้ดอกปีกนางฟ้ามันแตกดอกออกมาอีก 4 ดอก เพราะงั้นเวลากลั่นน้ำตานางฟ้าจะได้ 1 ดอก ต่อ 1 หยดครับ)
ลี่เยว่ดีใจจนลืมตัวเข้าไปกอดมู่เหลียงราวกับเด็กน้อยที่ได้รับของขวัญที่รอมานาน
“อ้ะ!!”
ลี่เยว่ผลักตัวออกห่างทันที ด้วยใบหน้าที่แดงก่ำ
“อยากกอดอีกก็กอดได้นะ”
มู่เหลียงแกล้งแยลี่เยว่ พร้อมกับอ้าแขนออกรอรับ
“ไม่!! ใครบอกว่าฉันจะกอดนายอีก!”
ลี่เยว่หันหน้าหนีด้วยความอายสุดขีด พร้อมกับมือที่ถูหน้ากากไปมาอย่างเร็ว
“แต่ถึงจะมีน้ำตานางฟ้าเยอะ แต่เราก็ไม่มีภาชนะสำหรับเก็บมัน”
มู่เหลียงเปลี่ยนสีหน้าและพูดด้วยน้ำเสียงที่เสียดาย เขามองดูกล่องเหล็กในมืออย่างอนาจใจ
มันไม่เป็นไรหากว่าเก็บน้ำตานางฟ้าแค่ชั่วคราว แต่หากเก็บไว้นานฤทธิ์ของมันจะหายไป
“ใช่”
สีหน้าที่เคยแดงของลี่เยว่ก็กลับมาเป็นปกติ และแสดงออกถึงความทุกข์ใจด้วยเช่นเดียวกัน
การมีเยอะเกินไปมันก็สร้างเรื่องน่าเศร้าได้เหมือนกัน
“ยังมีเวลาอีกต้องห้าวัน บางทีฉันอาจจะหาทางได้”
มู่เหลียงรู้สึกว่า ตัวเขายังพยายามไม่มากพอ เขาจะต้องสร้างแก้วหรือเซรามิกขึ้นมาให้ได้ เพื่อทำเป็นภาชนะเก็บน้ำตานางฟ้า
และมู่เหลียงคิดว่ามันก็น่าลองที่จะเสี่ยงทำดู เพราะของพวกนี้เป็นเหมือนสิ่งของทั่วไปในการใช้ชีวิตประจำวัน แต่เมื่อเทียบกับชีวิตในตอนนี้ชีวิตของมู่เหลียงไม่ต่างจากคนป่าหลังเขา
“หลังจากให้เธอกินแล้ว เราก็ต้องเอาไปล้างเก็บ”
ลี่เยว่มองกล่องเหล็กในมือของมู่เหลียงที่เคยเป็นจานใส่อาหาร
“เฮ่อ นี้ฉันอับจนถึงขนาดหาภาชนะที่มีฝาปิดไม่ได้เลยงั้นหรอ”
มู่เหลียงถอนหายใจอย่างเศร้าสร้อย เขาไม่มีแม้แต่ขวดจานชามเอาไว้รองบรรจุของเก็บเลยด้วยซ้ำ
“อับจน?”
คำพูดนี้ทำให้มุมปากของลี่เยว่กระตุกหลายครั้ง และมองไปที่มู่เหลียงด้วยสายตาเหนื่อยหน่าย และรู้สึกอยากจะทุบตีใครสักคนให้หายคันมือ
ลี่เยว่ถอนหายใจก่อนที่จมองดูไปรอบๆ เห็นพืชพันธ์นานาชนิด ที่ดูอุดมสมบูรณ์ยิ่งกว่าเมืองใหญ่เสียอีก
ทั้งสองเดินคุยเล่นกันจนออกมาจากสวน และเมื่อก้าวออกมาพ้นเขตสวนทั้งสองก็เห็นเว่ยกังที่ยืนรออยุ่ในลานกว้างหน้าบ้าน
ฟุบ!
ลี่เยว่สวมหน้ากากทันควัน โดยใช้เวลาไม่ถึงวินาที
เมื่อเว่ยกังได้ยินเสียงฝีเท้า ก็หันไปทางต้นเสียงทันที และเห็นมู่เหลียงกับหญิงสาวในหน้ากากเดินมาด้วยกัน
เขารีบตะโกนทักขึ้นอย่างแข็งขัน
“ท่านเจ้าเมือง”
“บ้านที่ฉันเตรียมไว้ให้เป็นยังไงบ้าง”
มู่เหลียงถามขึ้นทันที ก่อนที่จะยื่นกล่องเหล็กให้ลี่เยว่
เธอรู้ได้ในทันทีว่ามู่เหลียงหมายถึงอะไร ลี่เยว่รับกล่องเหล็กมา และแยกตัวออกไปหาหยู่ฉินลานทันที
“เรียบร้อยดีขอรับ ทุกคนต่างชอบบ้านใหม่มาก”
เว่ยกังพูดด้วยรอยยิ้มแห่งความสุข
ต้องบอกเลยว่าทุกคนที่ได้บ้านใหม่รู้สึกมากกว่าชอบด้วยซ้ำ เพราะมันดีกว่าบ้านหลังเดิมของพวกเขาเป็นไหนๆ
อยู่เว่ยกังก็ดูลังเลเล็กน้อย ก่อนที่จะพูดขึ้น
“พวกเรานำอาหารติดตัวมาไม่มาก เพราะงั้นเป็นไปได้ไหมที่จะให้พวกเราออกไปล่าสัตว์กัน”
หลังจากที่เว่ยกังได้รับคำแนะนำจากภรรยา เขาก็รีบไปรวบรวมทีมนักล่าทั้งหมด และปรึกษากันเรื่องหน้าที่การงานในเมืองแห่งนี้
การที่พวกเขาได้รับการปกป้องจากเจ้าเมืองเต่าทมิฬนั้น ก็ถือว่าเป็นวาสนาของพวกเขาได้แล้ว ไม่ต้องพูดถึงว่าในเมืองแห่งนี้จะมีบ่อน้ำที่เติมเต็มตลอดเวลา
หากว่าเจ้าเมืองไม่ให้พวกเขาออกล่าสัตว์เพื่อช่วยเหลืองาน พวกเขาคงทนอยู่ในเมืองต่อไปไม่ได้
“เรื่องการออกล่า ฉันเองก็คิดเอาไว้แล้วเหมือนกัน”
มู่เหลียงได้วางแผนเรื่องนี้มาสักพักแล้ว และต้องการจะให้สัตว์อสูรเลี้ยงของเขาได้ออกไปล่าด้วย และเผื่อเจอสัตว์อสูร หรือสัตว์ป่าที่พอจะนำมาฝึกเลี้ยงเพิ่มได้อีก
และอีกอย่างเนื้อสดนั้นย่อมรสชาติดีกว่าเนื้อตากแห้งอยู่แล้ว
“ท่านเจ้าเมือง ท่านต้องการไปออกล่าด้วยยังงั้นหรอ”
เว่ยกังถามด้วยความประหลาดใจ
เดิมที พวกเขาตั้งใจว่าจะออกไปล่าสัตว์และนำเนื้อกลับมาให้กับมู่เหลียง เช่นเดียวกับที่พวกเขาเคยทำที่กลุ่มทะเลสาบพระจันทร์
“ใช่ ฉันเองก็ต้องไปหาไม้และฟืนมาเพิ่มอีกด้วย”
มู่เหลียงพยักหน้าตอบ
และเริ่มคิดว่ามันถึงเวลาที่ต้องมีระบบเงินตราในการแลกเปลี่ยน
ต้องมีบางอย่างเป็นสิ่งตอบแทนผู้ที่ช่วยงานเขา อย่างระบบเงินตราแลกเปลี่ยนเพื่อเอาไว้ซื้ออาหารและของใช้จำเป็นต่างๆ
การที่จะให้พวกเขาอยู่เฉยๆ กินฟรีอยู่ฟรี คงเป็นไปไม่ได้ มู่เหลียงไม่เลี้ยงคนไร้ประโยชน์เด็ดขาด
“ใช่ขอรับ พวกเราต้องการไม้จำนวนมาก”
เว่ยกังเห็นด้วย
เพราะทั้งเครื่องเรือน ฟืนก่อไฟ เครื่องมือเครื่องใช้ ล้วนทำจากไม้ทั้งสิ้น
ถ้าพวกเขายังอยู่ในกลุ่มทะเลสาบพระจันทร์ จะมีคนบางกลุ่มออกไปตัดไม้ตัดฟืนมาแลกเปลี่ยนน้ำกับอาหารอยู่บ่อยๆ
“ไปรวบรวมคนมา เมื่อเราไปถึงสถานที่เหมาะสม เราจะออกเดินเท้ากันไป”
เขาคิดว่าไม่ช้าก็เร็วระบบเงินตราแลกเปลี่ยนก็จะต้องเกิดขึ้น เพราะงั้นตอนนี้เขายังไม่ต้องสนใจก็ได้
มีปัญหา และอีกหลายเรื่องที่เขาต้องทำก่อน เพราะเวลานี้มู่เหลียงไม่มีงานที่จะมอบหมายให้กับทุกคนได้ทั้งหมด
ดังนั้นเขาจะเริ่มด้วยการจัดการมอบหมายงานให้ทีมนักล่าก่อน
“ขอรับ”
เว่ยกังขานรับก่อนที่จะโค้งคำนับให้
สีหน้าของเขาดูตื่นเต้นขึ้นมาทันที ก่อนที่จะวิ่งลงไปจากเนินสูง
“เต่าทมิฬน้อย ช่วยหาสถานที่ที่มีซากไม้หรือต้นไม้ตายเยอะๆ ที”
มู่เหลียงส่งกระแสจิตไปบอกเต่าทมิฬน้อย
แอ๊!!!
เต่าทมิฬน้อยเองก็ร้องคำรามออกมาราวกับขานรับ
…….
ครึ่งชั่วโมงต่อมา
ในห้องโถงบ้านมู่เหลียง ทุกคนได้กลับมารวมตัวกันอีกครั้ง ยกเว้นแต่โหย่วเฟ่ย ที่เอาแต่ศึกษาวิจัยอย่างหมกมุ่น
“ฉันจะออกไปล่าสักหน่อย”
มู่เหลียงรู้สึกไม่ดีหากว่าเขาหายไปโดยไม่บอกใครเลย และจะทำให้ทุกคนเป็นห่วง
“ฉันจะไปด้วย”
ลี่เยว่พูดขึ้นทันที
“ไม่ได้ ลี่เยว่ต้องเตรียมตัวสำหรับการเดินทางพรุ่งนี้”
มู่เหลียงตอบปฏิเสธพร้อมกับรอยยิ้ม
“ห้ะ…ลี่เยว่จะไปไหนงั้นหรอ”
มินโฮเมื่อได้ยินก็ตกใจทันที และถามด้วยสีหน้าประหลาดใจ
“ใช่ ฉันมีบางอย่างต้องไปทำนะ มินโฮ”
ลี่เยว่ตอบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“แล้วลี่เยว่จะกลับมาตอนไหน”
มินโฮถามต่อทันทีด้วยความเป็นห่วง
เวลานี้เธอไม่เขินอายเมื่ออยู่ต่อหน้าลี่เยว่แล้ว
“ไม่ต้องคิดมาก เดี๋ยวฉันจะไปเจอพวกมินโฮที่เมืองสิบขั้น”
ลี่เยว่ตอบอย่างอ่อนโยน
“ถ้าเป็นแบบนั้น ฉันก็ไม่ได้เจอลี่เยว่หลายวันเลยสิ”
มินโฮพูดด้วยน้ำเสียงเศร้าเล็กน้อย
“......”
ลี่เยว่ถึงกับนิ่งเงียบไป ก่อนที่จะจับมือของมินโฮอย่างทะนุถนอม
“งั้นคือนนี้ลี่เยว่อยู่บ้านเตรียมของของเธอ”
มู่เหลียงจำได้ว่าลูกศรของเธอหมดไปเมื่อบ่ายนี้
“ก็ได้”
ลี่เยว่รับปากอย่างจำใจ
“ฉันคงไม่ไปด้วย ระหว่างที่นายไม่อยู่ต้องมีคนดูแลเมืองแห่งนี้”
หยู่ฉินลานพูดต่อทันที
ตอนนี้เธอได้ดื่มน้ำตานางฟ้าเข้าไปแล้ว ทำให้อาการบาดเจ็บของเธอจากเจ็บปานกลาง เหลือแค่เจ็บเล็กน้อย
แต่ก็ยังต้องใช้เวลาอีกหลายวันกว่าแผลจะปิดสนิท
“ได้”
มู่เหลียงตอบตกลง มันก็ดีเหมือนกันที่จะมีคนคอยดูแลเมืองระหว่างที่เขาไม่อยู่
“ฉันจะไปด้วย!”
หยู่เฟ่ยหยานยกมือเรียวงามของเธอขึ้น อย่างช้าๆ
และเหลือบมองไปยังแม่ของเธอ เพราะกลัวว่าแม่ของเธอจะไม่อนุญาตให้เธอออกไปล่าด้วย
“อยากทำอะไรก็ทำไปเถอะ แต่ลูกต้องเชื่อฟังคำสั่งของมู่เหลียงเข้าใจไหม”
หยู่ฉินลานนั้นไม่ได้ห้ามลูกของเธอแต่อย่างใด เพราะในเมื่อคนที่เธอไปด้วยคือมู่เหลียง และเขาไม่ได้อ่อนแอไปกว่าเธอเลย ดังนั้นเธอจึงไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องความปลอดภัยของหยู่เฟ่ยหยาน
หยู่ฉินลานคิดอะไรในใจก่อนที่จะลูบไปที่ท้องของเธอ และมองสบตากับมู่เหลียง
นั้นทำให้ หูของเธอแดงขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ และหันหน้าหนีทันที
“ตกลงท่านแม่ หนูจะเชื่อฟังมู่เหลียงทุกอย่าง”
หยู่เฟ่ยหยานรับปากด้วยท่าทีตื่นเต้น
เพราะนี้เป็นครั้งแรกที่เธอจะได้ออกไปล่า สมัยที่อยู่ในกลุ่มทะเลสาบพระจันทร์ เธอไปไหนไกลไม่ได้ อย่างมากก็ย่างสดพวกแมลงตัวเล็กๆ หรือสิ่งของที่อยู่รอบค่ายเท่านั้น
“ตกลง เธอไปกับฉันได้”
มู่เหลียงพยักหน้าเล็กน้อย
“....”
มินโฮที่นั่งอยู่ข้างๆ มู่เหลียงกลับไม่พูดอะไรสักคำ
แต่ถึงอย่างงั้นแววตาของเธอก็กลับฉายออกถึงความกังวลใจและเป็นห่วง
“มินโฮ…เชื่อมั่นในตัวของมู่เหลียงสิ”
ลี่เยว่กุมมือของมินโฮเบาๆ และพยายามปลอบเธอ
เธอนั้นคิดมากเรื่องความปลอดภัยของมู่เหลียง แม้ว่าเธอจะรู้ถึงความแข็งแกร่งของมู่เหลียงก็ตาม แต่มันก็หยุดไม่ได้ที่จะคิดมาก
“....อือ”
มินโฮตอบสั่นๆ เบาๆ
แอ๊!!!
แล้วตอนนั้นเอง เสียงของเต่าทมิฬน้อยก็ร้องดังขึ้น เป็นสัญญาณบอกว่าถึงจุดหมายแล้ว
“เรามาถึงจุดล่าแล้ว เอาหล่ะ!! เตรียมตัวได้เราจะลงไปกันแล้ว”
มู่เหลียงลุกขึ้นก่อนที่จะเดินไปที่ประตูบ้าน
“รักษาตัวด้วย”
มินโฮพูดด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง
“ไม่ต้องคิดมากมินโฮ เดี๋ยวฉันจะกลับมาพร้อมกับของเต็มตัว!”
มู่เหลียงเอียงหัวเล็กน้อยก่อนที่จะยิ้มให้อย่างอ่อนโยน แล้วเดินจากไป
“รอด้วยสิ!”
หยู่เฟ่ยหยานรีบวิ่งตามไปทันที
Copyright © 2025 xxxxx.com, All Right Reserved