ตอนที่ 137

มู่เหลียงเดินเข้าไปในป่าลึกขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็ไม่พบกับสัตว์อสูรสักตัว

เขาจึงถามเรื่องเกี่ยวกับบันทึกการผจญภัยกับลี่ลี่

“แล้วพวกนักผจญภัยได้ตามหาเหตุผลที่ต้นไม้ตายหมดรึป่าว”

“ใช่ ที่จริงพวกเขาก็ออกตามหาเหตุผลการตายของพืชผลและต้นไม้เหมือนกัน”

ลี่ลี่ตอบ

“แล้วตอนนี้พอจะเจออะไรบ้างไหม”

มู่เหลียงถาม ก่อนที่เขาจะนึกถึงฝนกรดที่เกิดขึ้นในโลกแห่งนี้

หาว่าสามารถหาสาเหตุที่เกิดฝนกรดได้ ก็คงจะแก้ปัญหานี้ได้ครึ่งหนึ่ง

“ยังไม่รู้ รู้แค่ว่าฝนเป็นต้นเหตุ แต่ยังไม่มีใครสามารถค้นพบถึงต้นตอที่ฝนเป็นพิษแบบนี้”

ลี่ลี่มองขึ้นไปบนท้องฟ้า และรู้สึกรำคาณหมู่เมฆพวกนี้เหลือเกิน

เพราะยังไม่มีนักผจญภัยคนไหนบินขึ้นไปบนท้องฟ้าได้ พวกเขาก็ไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วอะไรอยู่หลังเมฆพวกนี้

ทุกครั้งที่เธอหาอ่านเกี่ยวกับบันทึกของท้องฟ้า มันก็มีแค่ข้อมูลของเมฆและแสงสว่างเท่านั้น

มู่เหลียงแหงนหน้ามองท้องฟ้าด้วยเช่นเดียวกัน และด้วยความรู้ที่มีของเขา สาเหตุที่ทำให้ฝนเป็นพิษนั้นมีหลายอย่าง อาจจะมีมลพิษเข้าไปปะปนในชั้นบรรยากาศก็เป็นได้ จนเกิดเป็นฝนกรดหรือฝนพิษขึ้นมา

แต่สิ่งที่มู่เหลียงกลัวคืออาจจะไม่ใช่พิษที่ปนอยู่ในท้องฟ้า และเป็นอย่างอื่นที่เขาไม่สามารถอธิบายได้

“ช่างมันเถอะ อย่าพูดถึงมันอีกเลย”

มู่เหลียงส่ายหัว และก้มหน้าลง

เขาหันไปทางลี่ลี่อีกครั้งและถามต่อ

“แล้วโลกใต้พิภพคืออะไร?”

“เรื่องนี้ฉันรู้ดีเลยล่ะ”

ลี่ลี่ตอบอย่างมั่นใจ

เธอยื่นมือไปข้างหน้าราวกับกำลังโหยหาอะไรบางอย่าง

“ว่ากันว่าที่ใต้พื้นดินแห่งนี้มีอีกโลกหนึ่งอยู่เป็นโลกใต้พิภพ มีมนุษย์อาศัยอยู่มากมายเต็มไปหมด และไม่ต้องกังวลเรื่องอาหาร เสื้อผ้า อีกทั้งยังมีต้นไม้พืชพันธ์นานาชนิด”

“แล้วเขาว่ากันว่า มีพื้นที่เชื่อมต่อระหว่างโลกข้างบนกับโลกใต้พิภพ และพวกสัตว์อสูรที่เราเจออยู่ทุกวันนี้เป็นสัตว์ที่เคยอาศัยอยู่ใต้พื้นดินมาก่อน”

ก่อนที่ลี่ลี่จะพูดด้วยน้ำเสียงที่เบาลง

“อีกอย่างนะ พวกกลุ่มนักผจญภัยพูดต่อๆ กันมาว่าสัตว์อสูรที่ปีนขึ้นมาโลกด้านบนนั้นเพราะมนุษย์ใต้พิภพส่งพวกมันให้มาเป็นอาหารของมนุษย์บนดิน”

“มันจะมีมนุษย์ใต้พิภพจริงงั้นหรอ? แล้วพวกเขาจะใจดีขนาดนั้นเชียว?”

ลี่เยว่ขมวดคิ้วถามด้วยความประหลาดใจ และรู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่ต่างจากนิทานหลอกเด็ก

“ฉันเองก็ไม่แน่ใจ พวกมันเขียนไว้ในบันทึกที่ฉันเคยอ่านเจอมาเท่านั้น”

ลี่ลี่ยักไหล่พร้อมกับตอบ

เธอเองก็รู้สึกว่าเรื่องนี้มันดูหลักลอยเกินไป และไม่น่าจะเป็นจริง

“โลกใต้พิภพ….”

มู่เหลียงฟังและหรี่ตาลงราวกับกำลังครุ่นคิดอะไรสักอย่าง

ข้อมูลพวกนี้น้อยเกินไปจนไม่สามารถตัดสินได้ว่าจริงหรือเท็จ

“ยังไงก็น่าจะเป็นเรื่องแต่งอยู่แล้ว ถ้ามีโลกใต้ดินจริงๆ จะมีสัตว์อสูรที่ไหนปีนขึ้นมาได้บ้าง?”

ลี่เยว่เห็นสีหน้าของมู่เหลียงเลยพูดขึ้น เพราะไม่อยากให้มู่เหลียงคิดถึงเรื่องนี้มากนัก

ตอนนี้ทุกอย่างก็ดีอยู่แล้ว เธอไม่อยากให้มู่เหลียงตามหาโลกใต้พิภพอีก

“ก็จริงของเธอ”

มู่เหลียงพยักหน้าพร้อมกับยิ้มจางๆ

เขาสนใจแค่เรื่องสัตว์อสูรกับพืชพันธ์ที่โตในโลกใต้พิภพเท่านั้น

“ฮิๆๆ เมื่อถึงเวลาฉันจะเขียนเรื่องเมืองที่เดินได้ออกไป”

ลี่ลี่หัวเราะอย่างมีความสุข

“ฉันแน่ใจเลยว่าฉันจะได้รับตำแหน่งนักผจญภัยในตำนานของเรื่องนี้”

เธอคิดว่าเมืองเต่าทมิฬนั้นก็ไม่ได้น้อยหน้าไปกว่าเรื่องเล่าหรือตำนานไหนที่เธอรู้จักมา และมันอาจจะกลายเป็นหนึ่งในตำนานของนักผจญภัยก็ได้

และตอนนี้เธอคือผู้บอกเล่าเรื่องราวของตำนานนั้น

“ถ้างั้นเธอคงต้องทำงานหนักขึ้นแล้วล่ะ”

มู่เหลียงเอ่ยอย่างเป็นกันเอง

“แน่นอน คอยดูไม่ถึงสิบปีฉันจะกลายเป็นนักผจญภัยในตำนาน”

ลี่ลี่กำหมัดแน่นด้วยความมั่นใจ

ในอีกสิบปี หากเรื่องของเธอกระจายไปในหมู่นักผจญภัย แล้วที่นี้ทุกคนจะรู้จักชื่อของลี่ลี่ผู้เป็นเจ้าของตำนานเรื่องนี้

“....”

มู่เหลียงเปิดปากขึ้นเล็กน้อยก่อนที่จะหุบลง

ในอีกสิบปีเมืองเต่าทมิฬจะโด่งดังไปทั่วโลกอย่างแน่นอน และไม่ต้องการเรื่องราวผจญภัยของลี่ลี่มาช่วยโฆษณาอีก

อยู่ๆ มู่เหลียงก็ทำจมูกย่นไปมา เขาได้กลิ่นเลือดที่ลอยอยู่ในอากาศ

“มีอะไรงั้นหรอ”

ลี่เยว่เห็นท่าทางของมู่เหลียนแปลกไปจึงถามขึ้น

“มีสัตว์อสูร หรืออะไรสักอย่างบาดเจ็บอยู่แถวๆ นี้”

มู่เหลียงชี้ไปในทิศทางหนึ่ง”

“งั้นให้พวกเรานำหน้าไปดูก่อน”

ลี่เยว่เปิดใช้งานชุดเกราะทันที

“ฉันด้วย”

ลี่ลี่ก็เปิดใช้งานชุดเกราะล่องหนตามลี่เยว่ไป

ร่างของมู่เหลียงสั่นไหวเล็กน้อยก่อนที่เขาจะเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว

ด้วยการกระโดดระหว่างกิ่งไม้ เขาก็พาสองสาวมาถึงจุดที่เขาได้กลิ่นเลือด

และพบหมาป่าสีเทาขนาดตัวสามเมตร นอนจมกองเลือดอยู่ ขาหลังของมันหักขยับไปไหนไม่ได้

แฮ๊ก!!!

เมื่อเห็นสิ่งแปลกปลอมเดินเข้ามาหมาป่าทำจมูกย่นและแสดงสีหน้าที่ดุร้ายทันที

“นี้มันหมาป่าจันทรา”

ร่างของลี่เยว่ปรากฏขึ้นมาอีกครั้ง และมองไปยังหมาป่าจันทราที่นอนบาดเจ็บอยู่

ลี่ลี่พูดขึ้นเบาๆ

“มันน่าจะพลัดหลงกับฝูงของมัน ไม่ก็แยกตัวอยู่อย่างสันโดษ”

“หมาป่าจันทรา เป็นแบบนี้เองหรอ”

มู่เหลียงนั่งยองๆ ลงข้างหมาป่าจันทรา และพิจารณาตัวของมัน

เขาคิดว่าในตอนกลางคืนสีขนของมันคงเหมือนกับสีของดวงจันทร์และส่องสว่างและดูนวลผ่อง

“มันอาจจะพ่ายแพ้ในการต่อสู้เพื่อชิงจ่าฝูง”

ลี่ลี่ย่อตัวลงและใช้นิ้วจิ้มไปบนตัวหมาป่า

แฮร่!!!

หมาป่าจันทราแม้จะไม่มีแรงจะยกหัวแล้วก็ตาม มันก็ยังส่งเสียงขู่ออกมาอย่างดุร้าย

ลี่เยว่พูดอย่างเย็นชาออกมาทันที

“ฆ่ามันเถอะ หนังของมันเอาไปทำเสื้อคลุมชั้นดีได้”

“ไม่ หมาป่าตัวนนี้มีประโยชน์กับฉันมากกว่านั้น”

มู่เหลียงเห็นต่างออกไป และสัมผัสได้ถึงความเศร้าในแววตาของมัน

เขาวางมือบนหัวของหมาป่าจันทรา และสั่งงานกับระบบ

“ระบบ รับหมาป่าจันทราเป็นสัตว์อสูรฝึกเลี้ยง”

-ติ๊ง!! ฝึกเลี้ยงหมาป่าจันทราระดับ 3 สำเร็จ-

“ระบบ ทำการวิวัฒนาการหมาป่าจันทราเป็นระดับ 5”

มู่เหลียงไม่คิดว่าเพียงเริ่มต้นหมาป่าตัวนี้ก็อยู่ในระดับ 3 แล้ว

-ติ๊ง! หมาป่าจันทราระดับ 3 ทำการวิวัฒนาการเป็นระดับ 5 ใช้แต้มวิวัฒนาการ 11,000 แต้ม-

-ทำการถ่ายทอดความสามารถสู่ร่างเจ้านาย ได้รับความสามารถหมาป่าจันทรา:กลายร่างใต้แสงจันทร์-

มู่เหลียงสัมผัสได้ถึงกระแสน้ำอุ่นเล็กน้อยที่ไหลเข้ามาในร่างกายก่อนที่จะหายไปในพริบตา

พลังของสัตว์อสูรระดับ 5 นั้นเล็กน้อยสำหรับเขาแล้วในเวลานี้

วูฟฟฟฟ!!

หมาป่าจันทราอยู่ๆ ก็ลุกขึ้นมาได้เอง พร้อมกับเห่าหอนด้วยเสียงที่ดูมีมนต์ขลัง

ความยาวของลำตัวมันเพิ่มขึ้นเป็นห้าเมตร และตัวสูงขึ้นเป็นสามเมตร

ขนสีขาวทั่วทั้งร่างดูเปล่งประกายมากขึ้น ก่อนที่จะกลายเป็นสีขาวดุจหิมะที่ผ่องใสในพริบตา

“ราวกับราชาแห่งหมาป่า”

มู่เหลียงมองดูภาพการเปลี่ยนแปลงของหมาป่าจันทราด้วยความรู้สึกชื่นชม เพราะมันดูเท่มาก

หลังจากที่มันกลายร่างเสร็จแล้ว มันก็หันหน้าไปมองลี่ลี่ด้วยนัยน์ตาสีไพลินของมัน

มันจำได้ว่าคนคนนี้เอามือจิ้มตัวมัน

“เอ่อ….”

ลี่ลี่ถึงกับหดคอลงด้วยความรู้สึกผิด

ลี่ลี่ทำไปเพราะคิดว่าตัวเองอยู่ในชุดเกราะ อีกทั้งหมาป่าจันทราเองก็อยู่ในสภาพปางตาย ทำให้เธอกล้าที่จะแหย่มัน

ตอนนี้เธอรู้สึกไม่ปลอดภัยเล็กน้อย และอยู่ๆ เธอก็เปิดเกราะแล้วล่องหนออกไปเลย

“....”

ลี่เยว่ที่เห็นก็ถึงกับหัวเราะเบาๆ และมองไปยังลี่ลี่ที่วิ่งมาแอบหลังของเธอ

หมาป่าจันทรามองไปยังจุดที่ลี่ลี่อยู่ ถึงจะมองไม่เห็นแต่มันก็ยังได้กลิ่นอยู่

“แกยังโกรธอยู่งั้นหรอ”

มู่เหลียงเดินเข้าไปหาพร้อมกับยกมือขึ้นลูบตัวของมัน

แฮ่กๆ

หมาป่าจันทราตัวใหญ่ก้มหัวมาถูกับตัวมู่เหลียง และส่งเสียงครางต่ำๆ ที่ดูเชื่องอย่างมาก

“ทำไมแกถึงบาดเจ็บแบบนี้”

มู่เหลียงลูบไปบนหัวของหมาป่าจันทรา พร้อมกับเกาให้มัน

วูฟ!!

หมาป่าจันทราเห่าออกมาอย่างเกรี้ยวกราด

“อ่อแกถูกหมาป่าจันทราตัวอื่นซุ่มโจมตี แต่มันก็เป็นโชคร้ายและโชคดีของแกในเวลาเดียวกัน”

มู่เหลียงพูดพร้อมกับลูบหัวของมันต่อ

มันถูกซุ่มโจมตีระหว่างออกล่าอาหาร โดยหมาป่าจันทราอีกตัวที่ท้าชิงจ่าฝูงเหมือนกัน

แต่โชคดีของมันที่มู่เหลียงมาเจอเข้า ทำให้ได้รับการวิวัฒนาการสองระดับ จนมันได้กลายเป็นชนชั้นเดียวกับราชาหมาป่า

หมาป่าจันทราส่งเสียงอย่างออดอ้อนราวกับกำลังขอบคุณมู่เหลียง

“งั้นแสดงพลังของแกให้ฉันดูหน่อย”

มู่เหลียงอยากรู้ว่าพลังของกลายร่างใต้แสงจันทร์เป็นเช่นไร

หมาป่าจันทราส่ายหัว

“ใช่ได้เฉพาะตอนกลางคืนเท่านั้นงั้นหรอ?”

มู่เหลียงถึงกับตกใจ นี้เป็นครั้งแรกที่เขาได้รับความสามารถที่ใช้ได้เฉพาะกลางคืนเท่านั้น

อาจจะเป็นไปได้ว่ามันคือความสามารถแปลงร่าง

มู่เหลียงมองดูชื่อความสามารถอีกครั้ง และรู้สึกมั่นใจมากขึ้นเรื่อยๆ ว่ามันคือการแปลงร่าง

เขาไม่รีบร้อนและยิ้มเล็กน้อย

“เอาล่ะ งั้นก็รอกลางคืนก่อน แล้วค่อยไปลองกันใหม่”

หงิงๆ

หมาป่าจันทราทำเสียงอ้อนวอน

“อะไร….แกอยากจะกลับไปแก้แค้นงั้นหรอ? และยึดฝูงกลับมา แล้วค่อยกลับมาหาฉัน?”

มู่เหลียงฟังด้วยแววตาที่ไม่อยากเชื่อ

แต่มุมปากของเขากลับยกสูงขึ้นและพูดอย่างพอใจ พร้อมกับเกาไปที่คางของหมาป่าจันทรา

“ไปเถอะ ฉันจะรอแกกลับมาพร้อมกับฝูงของแก”

มู่เหลียงเอ่ยปากพร้อมกับส่งความคิดไปหามัน

การได้หมาป่าจันทราทั้งฝูงมาแบบนี้ไม่ต่างจากที่เขากำลังจะได้สัตว์ขี่ประจำเมืองงั้นหรอ?

บรูฟฟ!!

หมาป่าจันทราหอนอีกครั้ง และยาวนานกว่าครั้งแรก พร้อมกับขนของมันที่เปล่งประกายขึ้นมา ก่อนที่จะมอดดับลง

ด้านนอกป่าที่รกร้าง หมาป่าจันทรามองออกไป ก่อนที่จะพุ่งตัวและหายไปอย่างรวดเร็ว