“ทีนี้ติดเกล็ดของเสี่ยวไกลงไป”
มู่เหลียงพูดขึ้นขณะที่เอาแผ่นเกล็ดสามสีมาติดไปทั่วคันธนู และรอยมันด้วยใยแมงมุม
ลี่เยว่นั้นรู้ได้ทันทีว่ามู่เหลียงต้องการทำอะไร
หากว่าอาวูธชิ้นนี้ถูกใช้งาน ด้วยลักษณะของเกล็ดสามสีจะทำให้ธนูล่องหนไปด้วย
มันจะทำให้อาวุธนี้เป็นอาวุธลอบสังหารชั้นยอด
มู่เหลียงตัดใยแมงมุมส่วนเกินออก และรับรู้ถึงน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า
หลังจากนั้นมู่เหลียงได้สร้างใยแมงมุมขึ้นมาและถักให้มันเป็นเกลียวจนกลายเป็นสายป่านทั้งเหนี่ยวและยืดหยุ่น
ลี่เยว่นั้นรู้สึกทึ้งอย่างมากกับความใส่ใจในการทำอาวุธวิญญาณของมู่เหลียง
เมื่อมู่เหลียงติดตั้งสายธนูเสร็จ เขาก็ส่งธนูยาวให้ลี่เยว่
“บรรลุวิญญาณมันซะ แล้วมาดูกันว่าสิ่งนี้ทำอะไรได้บ้าง”
“อือ”
ลี่เยว่รับมาพร้อมกับความรู้สึกที่ประหม่า เพราะอาวุธชิ้นนี้จะสำเร็จหรือล้มเหลวนั้นขึ้นอยู่กับขั้นตอนนี้
ลี่เยว่ใช้มีดสั้นติดตัวเฉือนบางๆ ไปที่นิ้วก้อยของเธอ และบีบให้เลือดหยดลงไปบนผลึกสัตว์อสูรที่วางอยู่บนคันธนู
เลือดค่อยๆ ซึมผ่านผลึกสัตว์อสูรเข้าไป และทำให้คันธนูเปล่งแสงออกมา จากนั้นเกล็ดสามสีก็เรืองแสง ทำให้ตัวธนูโปร่งแสง จนเห็นได้เลยว่าเลือดของลี่เยว่กำลังไหลเวียนอยู่ในเส้นเลือดของคันธนู
วูม!!
มีเสียงดังออกมาจากคันธนู
ก่อนที่คันธนูจะเปล่งแสงจ้าออกมา และหายไปในทันที และทุกอย่างก็กลับสู่สภาวะปกติ เพียงแต่ลี่เยว่รู้สึกถึงน้ำหนักของคันธนูที่น้อยลงไปอีกสองในสาม
“สำเร็จ”
ลี่เยว่พูดพร้อมกับยกธนูขึ้นมาสำรวจ
หลังจากผ่านขั้นตอนบรรลุวิญญาณแล้ว ผู้ที่บรรลุมันคือเจ้าของอาวุธวิญญาณเพียงผู้เดียว
เธอง้างสายธนูดูเล็กน้อย ก่อนที่จะลองงอตัวธนูดู และความคิดตัวธนูก็หายวับไป
“อาวุธวิญญาณระดับสูง!”
ลี่เยว่ถึงกับตกใจ
เดิมทีเธอคิดว่าธนูนี้จะเป็นอาวุธวิญญาณระดับกลางเท่านั้น แต่ไม่คิดว่ามันจะกลายเป็นระดับสูงแบบนี้
“พลังล่องหนถูกเปิดใช้งานแล้ว ไหนลองอย่างอื่นดูอีกสิ”
มู่เหลียงพูดขึ้นพร้อมกับรอยยิ้ม
“ได้”
ลี่เยว่พยักหน้าอย่างจริงจัง
เธอเดินออกไปข้างนอกพร้อมกับธนูอันใหม่ โดยที่มู่เหลียงได้พยุงร่างของหยู่เฟ่ยหยานให้ออกมาดูด้วย
“ตอนนี้เป็นไงบ้าง”
มู่เหลียงถามด้วยความเป็นห่วง
หยู่เฟ่ยหยานตอบอย่างอ่อนแรง
“ดีขึ้นนิดนึง พอที่จะเดินได้แล้วล่ะ”
“กลับไปพักก่อนเถอะ”
มู่เหลียงกล่าวอย่างเป็นห่วง
“ไม่ ฉันอยากจะเห็นพลังของอาวุธวิญญาณชิ้นใหม่!”
หยู่เฟ่ยหยานส่ายหัวและปฏิเสธทันที
เธอเองก็มีส่วนร่วมในการทำอาวุธชิ้นนี้ เพราะงั้นในฐานะหนึ่งในผู้สร้างก็อยากจะเห็นผลงานของตัวเองเหมือนกัน
“ก็ได้”
มู่เหลียงพยักหน้าเล็กน้อย
ทั้งหมดเดินออกไปนอกตำหนักเจ้าเมือง และไปยังพื้นที่โล่งด้านนอก
ลี่เยว่หยิบลูกศรธรรมดาขึ้นมา ก่อนที่จะวางมันลงในธนูใหม่และใช้สองนิ้วเกี่ยวง้างสายออก จนตัวธนูงอเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว
เธอเล็งมองหาเป้าหมายที่จะยิง
มู่เหลียงสะบัดมือขึ้น และตอนนั้นเองก็มีเสาหินผุดขึ้นมาจากพื้นห่างออกไปร้อยเมตร
ลี่เยว่เข้าใจได้ทันทีว่านั้นคือเป้าของเธอ เธอปล่อยสายธนูออก ทำให้ลูกศรพุ่งออกไปอย่างรวดเร็ว
ในช่วงพริบตาเดียวลูกศรก็ได้ไปปักลงบนเสาหิน
ตูม!!
เสาหินถึงกับระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ เศษหินนั้นกระเด็นปลิวไปไกลกว่าสิบเมตร
“ว้าว…”
“นี้มันสุดยอดมาก”
หยู่เฟ่ยหยานอุทานออกมาพร้อมกับนัยน์ตาสีแดงที่เต็มไปด้วยความอิจฉา
“ไม่เลวเลย”
มู่เหลียงพยักหน้าอย่างพอใจ ไม่เสียเวลาที่ลงมือสร้างขึ้นมา
พลังทำลายล้างของลูกศรเมื่อครู่รุนแรงยิงกว่าปืนสไนเปอร์ของโลกเดิมของเขาเสียอีก
หากว่าสิ่งที่ยิงออกไปเป็นลูกศรวิญญาณด้วยแล้ว พลังทำลายล้างของมันคงมากกว่าเดิมเป็นสองเท่า
เพียงแต่ว่ามันจะดูสิ้นเปลืองเกินไปที่จะทำแบบนั้น การสร้างลูกศรวิญญาณคงไม่มีใครทำ เพราะเพียงอาวุธวิญญาณระดับต่ำคนธรรมดาก็ไม่มีวันที่จะได้เป็นเจ้าของแล้ว
“.....”
ลี่เยว่ได้แต่มองดูธนูใหม่ในมืออย่างตกตะลึง ก่อนที่เธอจะอ้าปากขึ้นเล็กน้อย
“ทำไมทำหน้าแบบนั้นล่ะ มันไม่ถูกใจเธองั้นหรอ?”
มู่เหลียงเลิกคิ้วถามขึ้นเมื่อเห็นสีหน้าของลี่เยว่
“ไม่ๆ ยิ่งกว่าถูกใจเสียอีก”
ลี่เยว่หันกลับมาและพุ่งเข้าไปกอดมู่เหลียง
เธออยากจะตะโกนขอบคุณมู่เหลียงดังๆ และเมื่อคิดถึงสิ่งที่มู่เหลียงเคยพูดก่อนหน้านี้ว่า ทั้งสองต่างรู้จักกันมาขนาดนี้แล้วไม่ต้องมาขอบคุณกันอีกแล้ว ทำให้เธอไม่พูดออกไป
“เอ๊!!!”
หยู่เฟ่ยหยานถึงกับร้องออกมา และอ้าปากค้างด้วยความตกใจ
“ขอแค่เธอชอบมันก็พอ”
มู่เหลียงพูดขึ้นพร้อมโอบกอดลี่เยว่และตบไปที่หลังของเธอเบาๆ
“ฉัน….ฉันแค่ดีใจเกินไปหน่อย”
ลี่เยว่รีบผลักตัวออกมา และพูดโดยที่ไม่มองไปทางมู่เหลียง
อาวุธวิญญาณระดับสูงเพิ่มพลังให้เธออย่างมาก เมื่อมันได้ใช้งานคู่กับเกราะภูติผีด้วยแล้ว ลี่เยว่มั่นใจว่าสามารถฆ่าผู้มีพลังขั้น 6 ได้
“บางทีครั้งหน้าเธออาจจะดีใจมากกว่านี้อีก”
มู่เหลียงพูดอย่างติดตลก
“คะ–ค–ครั้งหน้า…”
ลี่เยว่พูดอย่างติดๆ ขัดๆ ก่อนที่จะหันหลังและวิ่งก้มหน้าไปพร้อมกับกอดธนูไว้แน่น
“เอ้าพอแล้วงั้นหรอ?”
มู่เหลียงตะโกนไล่หลังเธอไป พร้อมกับยิ้มชอบใจ
แต่ใครจะคิดว่าเพราะเสียงนี้ลี่เยว่ถึงกับเปิดใช้งานเกราะภูติผีและล่องหนไปทันที
“แม๊ แม๊ แม๊!”
เสียงของหยู่เฟ่ยหยานดังขึ้นพร้อมกับนัยน์ตาที่หรี่ลงครึ่งหนึ่งมองไปทางมู่เหลียง
“ไม่ไปพักงั้นหรอ?”
มู่เหลียงเลิกคิ้วขึ้และพูดด้วยน้ำเสียงเข้ม
“ดูจากท่าทางของเธอแล้วยังมีแรงเหลือสินะ งั้นมาช่วยฉันทำงานที่ห้องทดลองต่ออีกหน่อยมา”
“เอ่อ…โอ๊ย! เวียนหัวจะแย่แล้ว ขาก็ไม่มีแรงแล้ว ขอตัวไปพักก่อนนะ”
หยู่เฟ่ยหยานเริ่มแสดงท่าทางสำออยทันที
เธอเอามือขึ้นมากุมขมับก่อนที่จะหันหลังวิ่งหนีจากไป
มู่เหลียงมองทุกอย่างพร้อมกับรอยยิ้ม
“เฮ้อ….มีแต่เรื่องยุ่งๆ ทั้งวันเลยแฮะ”
มู่เหลียงถอนหายใจออกมา แต่น้ำเสียงของเขาดูมีความสุข
เขากลับไปที่ห้องทดลองของเขา และตั้งใจจะสร้างหน้าไม้สำหรับกองกำลังเมืองเต่าทมิฬ
ช่วงกลางวัน
มินโฮกำลังยุ่งอยู่ในครัว และกำลังต้มน้ำที่มีลูกมะเขือเทศลอยอยู่ในนั้น
ปุ๋ดๆ
ไม่นานน้ำมะเขือเทศก็สุก
มินโฮเอาเปลือกมะเขือเทศที่ลอยอยู่ออก และลองชิมน้ำดู มันมีรสเปรี้ยววอ่อนๆ
“ไม่รู้ว่าแค่นี้มันเปรี้ยวพอรึยัง”
ครึ่งชั่วโมงที่แล้ว มินโฮไปหามู่เหลียงที่ห้องทำงาน และได้ถามวิธีทำหมี่เปรี้ยวเผ็ด
มู่เหลียงบอกเธอถึงแก่นแท้ของรสชาติหมี่เปรี้ยวเผ็ด อยู่ที่รสเปรี้ยววและเผ็ด
แต่เพราะไม่มีน้ำส้มสายชู มู่เหลียงเลยบอกให้มินโฮเอามะเขือเทศไปต้มแทน
สำหรับรสเผ็ดนั้นแน่นอนว่าในสวนของเขามีพริก ซึ่งถูกพบโดยมินโฮอย่างบังเอิญ
มินโฮเอาพริกมาล้างสามลูก และหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ก่อนที่จะเอาไปผัด เพราะยิ่งผัดนานเท่าไหร่ ความเผ็ดร้อนยิ่งมากขึ้นเท่านั้น
“ฮัดชิ้ว!! ฮัดชิ้ว!!”
กลิ่นอันฉุนของพริกลอยเต็มครัวไปหมด ทำให้มินโฮไม่สามารถกลั้นจามได้
“ถ้าพริกเยอะขนาดนี้ มันจะอร่อยจริงๆ งั้นหรอ”
มินโฮพูดขึ้นด้วยความสงสัย
ซิไป่ฉีวิ่งเข้ามาในห้องครัวอย่างตื่นเต้น และถามอย่างคาดหวัง
“มินโฮ เราจะได้กินหมี่กันรึยัง”
“เกือบจะเสร็จแล้ว รออีกหน่อยนะ”
มินโฮตอบโดยที่ไม่ได้หันกลับมามอง
เธอกำลังปรุงเส้นที่ทำเสร็จแล้ว เธอเทมันลงในชาม จากนั้นก็เทน้ำซุปที่ผสมพริกแล้วลงไป และมินโฮเองก็ยังใส่ผักและเนื้อสัตว์ตามที่ชอบลงไปอีกด้วย
“เข้าใจแล้ว”
ซิไป่ฉีตอบอย่างดีใจ และกระโดดไปมาเหมือนลิง
“นี้เธอควรคิดวิธีขอโทษก่อนไม่ใช่งั้นหรอ”
มิอามาปรากฏตัวที่ด้านหลังของซิไป่ฉี
เพียงประโยคเดียวทำให้ซิไป่ฉีถึงกับเลิกสนใจอาหารตรงหน้าทันที
“นังแมว….ไม่ต้องพูดฉันก็รู้”
ซิไป่ฉีพูดด้วยน้ำเสียงที่แผ่วและคอตก เธอรู้ว่าสิ่งนี้ควรต้องทำเป็นอย่างแรก
เธอมองไปยังห้องอาหาร แต่ก็ยังไม่เห็นแม้แต่เงามู่เหลียง
หยางปิง และลี่ลี่ กับหญิงสาวคนอื่นๆ ก็เริ่มถยอยกลับมากันแล้ และมองไปยังซิไป่ฉีด้ยความสงสัยทำไมซิไป่ฉีถึงสีหน้าอมทุกข์นัก
“เป็นอะไรรึป่าว”
หยู่ฉินหลานมองไปยังเด็กสาวตัวน้อยผมสีทอง และถามด้วยความเป็นห่วง
“มีอะไรที่ทำให้น้องสาวไม่สบายใจรึป่าว”
“....น้อง”
ซิไป่ฉีตัวแข็งทื่อไปทันที
“ที่จริงเธออายุ 20 แล้ว ไม่ใช่เด็กอีกแล้ว”
มิอาพูดเบาๆ
“เอ๋ เธออายุ 20 แล้วงั้นหรอ”
สาวๆ ที่ยังไม่รู้ถึงกับตกใจ และมองดูซิไป่ฉีอย่างละเอียด
“โอ้ย! นังแมวตัวเหม็น บอกแล้วไงว่าอย่ามาพูดเรื่องอายุของฉัน!”
ซิไป่ฉีถึงกับโมโห และพุ่งเข้าไปหามิอาพร้อมกับแยกเขี้ยวจะกัด
“ก็ฉันพูดเรื่องจริง”
มิอาหลบได้อย่างสบายๆ และไม่ยอมให้ซิไป่ฉีโดนตัวเธอ
“น้องสาว….อายุ 20 จริงๆ หรอเนี้ย”
ใบหน้าอันทรงเสน่ห์ของหยู่ฉินหลานดูไม่เชื่อ
“ไม่ใช่ว่าอายุแค่สิบสี่สิบห้างั้นหรอ?”
ลี่ลี่เองก็พูดด้วยความประหลาดใจเหมือนกัน
“ฮึ้ม! ฉันแค่ยังไม่โตเต็มที่ต่างหาก”
ซิไป่ฉีถึงกับตัวแข็งทื่อไปและเถียงออกมา
“เธอนี้จะไม่โตเลยจริงๆ งั้นหรอ ทั้งที่อายุ 20”
มิอาถามขึ้นเบาๆ
ซิไป่ฉีถึงกับของขึ้นอีกครั้ง
“นี้!! นังแมวฉันโมโหจริงๆ แล้ววนะ ครั้งนี้แหละฉันจะกัดเธอให้ตายเลย!”
“เกิดอะไรขึ้น ถึงเสียงดังครื้นเครงแบบนี้?”
มู่เหลียงเดินเข้ามาในห้องอาหารด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
ซิไป่ฉีที่กำลังจะวิ่งเข้าไปหามิอาก็ถึงกับชะงักลง และกิริยาท่าทางของเธอก็เปลี่ยนไปทันที กลายเป็นนิ่งๆ เชื่องๆ เหมือนกับเด็กที่พึ่งทำความผิดมา
“คงหยอกล้อกันเฉยๆ ไม่มีอะไรหรอก”
ลี่เยว่พูดขึ้น
หลังจากที่ได้ยิน มู่เหลียงก็มองดูซิไป่ฉีด้วยความสงสัย
เขาอยากถามว่า เธอโดนล้อเรื่องอายุอีกแล้วงั้นหรอ?
“.....”
ซิไป่ฉีพองแก้มขึ้นและมองไปทางมิอาด้วยสายตาที่ขุ่นเคือง
มู่เหลียงก็หัวเราะออกมาอย่างชอบใจ เมื่อรู้ว่าเขาเดาถูก
ซิไป่ฉีหันมามองมู่เหลียงที่กำลังหัวเราะอยู่ และคิดว่าไม่ใช่ว่าเขาโกรธตัวเธออยู่งั้นหรอ
ตอนนั้นเองที่เธอได้รวบรวมความกล้า ก่อนที่จะโค้งคำนับและแสดงท่าทางที่เคารพ พร้อมกับกล่าวขอโทษอย่างจริงใจ
“นายท่านมู่เหลียง เมื่อเช้าฉันหยาบคายกับท่านมาก ได้โปรดให้อภัยในความไม่ยั้งคิดของฉันด้วย”
“เอ๋?”
มู่เหลียงระพริบตาสองสามครั้ง
เขาคิดอยู่สักพักหนึ่งและเข้าใจว่าซิไป่ฉีกำลังขอโทษเขาเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อเช้า
มู่เหลียงโบกมืออย่างไม่ถือสาและพูดว่า
“ก็บอกแล้วไงว่าไม่เป็นไร ฉันไม่ได้ถือโทษอะไรหรอก ดังนั้นเธอเองก็ไม่ต้องเอาไปใส่ใจ”
มู่เหลียงได้แต่คิดในใจว่า นี้เขากลายเป็นคนใจแคบในสายตาคนอื่นตั้งแต่เมื่อไร
“จริงงั้นหรอ?”
จู่ๆ น้ำเสียงของซิไป่ฉีก็เปลี่ยนไป และถามด้วยแววตาที่สงสัย
“แน่นอนฉันไม่โกหกอยู่แล้ว”
มู่เหลียงพูดพร้อมกับรอยยิ้ม
เอากันตามตรงที่จริงเขาอยากรู้เรื่องแวมไพร์เหมือนกัน
ทำไมแวมไพร์ถึงต้องกินเลือดมนุษย์ถึงอิ่มท้อง? แล้วการกินเลือดทำให้แข็งแกร่งขึ้นด้วยงั้นหรอ?
หากไม่ต้องโดนกัด มู่เหลียงเองก็ยอมที่จะสละเลือดของเขาเล็กน้อยให้เด็กสาวผมทองคนนี้ได้กิน
แล้วเมื่อในบ้านของเขาตอนนี้มีแวมไพร์อยู่แล้ว ทำไมเขาจะไม่ทดลองล่ะ?
มู่เหลียงเองก็อยากเห็นปฏิกิริยาของแวมไพร์ที่ได้กินเลือดเขาเข้าไปเหมือนกัน
มู่เหลียงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะถามขึ้น
“เลือดของฉันทำให้เธอแข็งแกร่งขึ้นได้รึป่าว?”
Copyright © 2025 xxxxx.com, All Right Reserved