ตอนที่ 184

เมื่อแสงของวันใหม่มาถึง

ประตูป้อมเทียนเหมินก็เปิดออก พร้อมกับผู้คนมากมายที่มารอเข้าแถวเพื่อเข้าเมืองเต่าทมิฬ

หลังจากที่ผ่านด่านตรวจแล้ว ทุกคนจะเข้าสู่ถนนการค้าก่อนที่จะต่างแยกย้ายกันไปตามร้านค้าต่างๆ และซื้อสิ่งที่อยากได้ อย่างพวกเมล็ดพืชหรือต้นอ่อน

แต่ก็มีคนอีกกลุ่มที่มาเพื่อกิน และไปยังร้านมันเผา ซื้อมันเผาเท่านั้น

“ในที่สุดก็ได้กินมันสักที คุ้มค่ากับที่อดมื้อเช้า”

“ซื้อไปเผื่อคนอื่นบ้างดีกว่า….ไปเข้าแถวรอซื้ออีกรอบแล้ววกัน”

“....”

ถนนการค้าเริ่มคึกคักขึ้นมามากขึ้น คนที่ขึ้นมาส่วนใหญ่ล้วนเป็นนักท่องเที่ยวใหม่ที่ไม่เคยมาเมืองเต่าทมิฬมาก่อน และพวกเขาไม่ได้ซื้อแผ่นที่แนะนำ ทำให้ทุกคนต่างเดินไปมาอย่างไร้จุดหมาย

ไม่มีทางแก้ไขในจุดนี้ได้ เพราะแผนที่แนะนำนั้นถูกไปวางขายในเมืองเซิงหยางในราคาที่สูงมาก ทำให้หลายคนไม่กล้าที่จะซื้อ

แอ๊ด

เสียงของประตูร้านหนังสือถูกเปิดออก พร้อมกับเด็กหญิงอายุสิบขวบไว้ผมแกะสองข้างเดินเกาะชายเสื้อแม่ของเธอผ่านมา

แต่เด็กน้อยคนนี้เป็นใบ้พูดไม่ได้ ทำได้เพียงแต่ส่งเสียงร้องเหมือนเด็กเท่านั้น

“หย่าฉี มีอะไรหรอลูก”

ชาโต๋ก้มถามลูกสาวของเธอ

ผู้หญิงคนนี้ดุธรรมดาๆ และน่าจะอายุราวๆ 40 ปีได้

แต่ครั้งหนึ่งผู้หญิงคนนี้คือนักล่าผลงานที่โด่งดังในฉายาจ้าวลมกรด ไม่มีใครรู้ว่าตัวตนนี้เป็นชายหรือหญิงเด็กหรือผู้ใหญ่ แม้แต่รูปร่างหน้าตาก็ไม่เคยมีใครเห็นทุกอย่างของตัวตนนี้ล้วนเป็นปริศนา

หย่าฉีชี้ไปยังสิ่งของที่อยู่ในร้านให้แม่ของเธอเห็น

ชาโต๋มองไปตามมือของลูกสาวและอ่านป้ายร้านด้วยความประหลาดใจ

“ร้านหนังสือเต่าทมิฬ?”

เธอสงสัยนี้คือร้านหนังสือจริงๆ งั้นหรอ จะมีหนังสืออะไรขายกันแน่

อย่างที่รู้กันว่าหนังสือในโลกนี้หาได้ยากมาก

และอย่างที่รู้กันว่าสิ่งของที่หายากมันย่อมมีค่ามากไปด้วย หนังสือจึงเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงอำนาจของผู้ถือครองด้วย

“อ้า”

หย่าฉีพยักหน้าและโบกมือไปมา ก่อนที่จะส่ายหัวและไม่ยอมเดินไปไหน

ชาโต๋เข้าใจสิ่งที่ลูกสาวของเธอจะสื่อสาร เป็นภาษาที่มีเพียงสองแม่ลูกเท่านั้นที่เข้าใจ

“ถ้างั้นเราเข้าไปดูกันเถอะ”

เธอพยักหน้าและมองดูลูกสาวด้วยความเอ็นดู แต่ความจริงแล้วเธอก็อยากรู้ว่านี้เป็นร้านขายหนังสือจริงๆ งั้นหรอ

ชาโต๋ยกถุงหนังสัตว์ใบใหญ่ที่แบกมาด้วย และเดินเข้าร้านไป

กริ่งๆ

เมื่อผลักประตูเข้ามาก็เกิดเสียงใสๆ ดังขึ้น เป็นเสียงจากกระดิ่ง

“ยินดีต้อนรับค่ะ”

เยี่ยลี่ยี่ตะโกนออกมาเองแบบที่ไม่รู้ตัว

ก่อนที่เธอจะเงยหน้าขึ้นและออกมาจากโลกของหนังสือโกลาหลอย่างไม่เต็มใจเท่าไร และมองดูหนังสือด้วยความรู้สึกพอใจ

ชาโต๋เดินไปรรอบๆ และเห็นว่ามีหนังสือเรียงอยู่บนชั้นอย่างเป็นระเบียบหลายเล่ม

สิ่งนี้ทำให้รูม่านตาของเธอหดเล็กลง และยิ่งได้เห็นตัวหนังสือที่เขียนอย่างดีอยู่บนปก ไม่พอจำนวนยังมีมากถึงสามสิบสี่สิบเล่ม

ชาโต๋มองอยู่พักหนึ่งด้วยความตกตะลึง

เมื่อเยี่ยลี่ยี่เห็นเช่นนั้นจึงพูดขึ้นพร้อมกับรอยยิ้ม

“หากสนใจสามารถเปิดอ่านดูก่อนได้นะคะ”

“ได้จริงๆ งั้นหรอ?”

ชาโต๋ถามด้วยความประหลาดใจ

จะให้เปิดอ่านหนังสือง่ายๆ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายได้ยังงั้นหรอ?

“แน่นอนค่ะ”

เยี่ยลี่ยี่พยักหน้าพร้อมกับยิ้มให้ ก่อนที่จะลุกขึ้นไปหยิบหนังสือมาจากชั้นวางให้ชาโต๋ดู

“ขอบคุณ”

ชาโต๋รับหนังสือมาด้วยมือทั้งสองข้างอย่างระมัดระวัง และสิ่งแรกที่สะดุดตาเธอเลยคือ ตัวอักษรที่ดูปราณีตงดงามที่เขียนคำว่าโกลาหล

มือของเธอสัมผัสไปตามหน้าปกหนังสืออย่างบรรจง และรู้สึกถึงความนุ่มเรียบ

เมื่อได้พลิกเปิดออกดูหน้าแรกก็มีตัวหนังสือสองตัวใหญ่ๆ เขียนเอาไว้ว่าโกลาหลอีกครั้ง ก่อนที่จะมีตัวหนังสือสองสามบรรทัดใต้คำ

“โกลาหล เล่มที่ 1”

“เขียนโดยมู่เหลียง”

“มู่เหลียงนี้คือใคร?”

ชาโต๋ถามด้วยความสนใจ

เธอจดจำชื่อได้ทันที และพลิกดูหน้าต่อไปและพบกับถ้อยคำที่ถูกเรียบเรียงไว้อย่างดี

มันดูไม่เหมือนกับชื่อเรื่องเลย เขาทำแบบนี้ได้ยังไง?

และเธอไม่สามารถหยุดที่จะอ่านต่อได้ และอยากรู้หน้าต่อไปมากขึ้นเรื่อยๆ

“อะแฮ่ม!....เป็นไงบ้างค่ะ?”

เยี่ยลี่ยี่กระแอมเบาๆ หนึ่งครั้ง และถามขึ้น

“เป็นหนังสือที่ดีมาก มันยอดเยี่ยมจริงๆ”

ชาโต๋เงยหน้าขึ้นมาและพูดด้วยความตื่นเต้น และไม่อยากจะละสายตาจากหนังสือเล่มนี้เลย

ระหว่างนั้นเธอก็ถามขึ้น

“ทุกสิ่งที่เขียนอยู่ในนี้เป็นเรื่องจริงรึป่าว?”

“เรื่องนั้น คงต้องไปถามผู้เขียนเองแล้วละค่ะ”

เยี่ยลี่ยี่ยิ้มเล็กน้อย และเอื้อมมือไปดึงหนังสือกลับมา

“อาจารย์มู่เหลียง เธอรู้จักเขาไหม?”

ชาโต๋ถามทันที

“แน่นอน เพราะว่ามู่เหลียงคนนี้คือเจ้าเมืองเต่าทมิฬ”

เยี่ยลี่ยี่พูดอย่างภาคภูมิใจ

“เจ้าเมืองของเธอแต่งหนังสือด้วยงั้นหรอ!?”

ชาโต๋ยิ่งตกใจมากกว่าเก่า

เธอมีคำพูดมากมายอยู่ภายในใจเธอ และชาโต๋คิดว่ามู่เหลียงคนนี้น่าจะเป็นผู้เฒ่าที่อายุไม่ต่ำกว่า 50 ปี

“อ้าๆ”

หย่าฉีดึงแขนเสื้อของแม่เธออีกครั้ง พร้อมกับชี้นิ้วด้วยแววตาไร้เดียงสาของเธอ ราวกับต้องการบางสิ่ง

ชาโต๋มองดูลูกสาวด้วยใบหน้าที่เขินอายเล็กน้อย ดูเหมือนลูกสาวของเธอก็อยากจะอ่านหนังสือเล่มนี้เหมือนกัน

แต่เธอเห็นว่ามือของลูกสาวเธอนั้นสกปรกเกินไป หากไปจับหนังสือจะทำให้หนังสือมีรอยได้

“ถ้าต้องการหนังสือเล่มนี้สามารถซื้อได้นะคะ”

เยี่ยลี่ยี่พูดอย่างสุภาพ

“ขายยังไง!”

ชาโต๋ถามทันควันด้วยความยินดี

เธอตั้งใจที่จะต่อรองซื้อสิ่งนี้อยู่แล้ว และก็คาดหวังว่าราคาที่อีกฝ่ายจะเสนอนั้นจะไม่แพงเกินไป

เยี่ยลี่ยี่มองดูถุงหนังสัตว์ที่ชาโต๋แบกมาด้วย และพูดอย่างใจเย็น

“ราคาไม่สูงเท่าไร เพียงแค่หนึ่งร้อยผลึกสัตว์อสูรชั้นต้นระดับสูงเท่านั้นเอง”

ชาโต๋ถึงกับตกใจ แต่จะถามว่าแพงไหมนั้น

สำหรับชาโต๋ผู้อยู่ในวงการนี้ถือว่าไม่แพงเลยแม้แต่น้อย เรียกว่าถูกมากเลยจะดีกว่า

“ของมีจำนวนจำกัด ซื้อก่อนได้ก่อน”

เยี่ยลียี่พูดตามคำที่มู่เหลียงสอนมา

“เอา”

ชาโต๋ดูใจเย็นลง

ก่อนที่เธอจะแก้มัดถุงหนังสัตว์ และเอาผลึกสัตว์อสูรออกมาจำนวนมาก

“นับเลย”

ชาโต๋วางผลึกสัตว์อสูรลงบนโต๊ะ

“ได้เลยค่ะ”

เยี่ยลี่ยี่พยักหน้า นี้เป็นครั้งแรกที่เธอได้ทำงานจริงๆ และเธอเองก็ต้องรอบคอบมากๆ

เธอนับผลึกสัตว์อสูรอยู่พักหนึ่ง เป็นจำนวนหนึ่งร้อยก้อนไม่ขาดไม่เกิน

เยี่ยลี่ยี่รู้สึกดีใจมากที่ขายของชิ้นแรกได้ ก่อนที่จะยื่นหนังสือให้กับชาโต๋

“ตอนนี้มันเป็นของท่านแล้ว”

“ขอบคุณ”

ชาโต๋รับหนังสือมาก่อนที่จะส่งให้ลูกสาว

และมองดูหนังสือเล่มอื่นๆ ในร้าน

“หนังสือพวกนี้ฉันอ่านได้ไหม”

“อ๋อ….ทุกเล่มเหมือนกับเล่มที่ขายไปเมื่อครู่”

เยี่ยลี่ยี่อธิบาย

“งั้นหรอ”

ชาโต๋หมดความสนใจที่จะซื้อหนังสือเล่มอื่น

เธอเข้าใจแล้วว่าทำไมหนังสือเล่มนี้ถึงราคาถูก เพราะหากมันเป็นหนังสือเพียงเล่มเดียวที่มี ราคาย่อมแพงกว่านี้หลายเท่า

ชาโต๋จูงมือลูกสาวของเธอและกำลังจะเดินออกไปจากร้าน แต่ก่อนหน้านั้นเธอได้หันกลับมามองที่ด้านหลังของเยี่ยลี่ยี่

กริ่งๆ

เสียงกระดิ่งดังขึ้นพร้อมกับประตูที่เปิดและปิดลง ก่อนที่ร้านหนังสือจะดูเงียบสงบอีกครั้ง

“ดูเหมือนว่าเขาจะรู้ถึงตัวตนของท่าน”

เยี่ยลี่ยี่หันหลังกลับไปพร้อมกับพูดขึ้น

“ใช่ ผู้หญิงคนนั้นทรงพลังมาก เป็นถึงผู้มีพลังขั้น 6”

ใบหน้าอันงดงามของหยู่ฉินหลานดูจริงจังและเคร่งขรึมอย่างมากเวลานี้ และเธอแอบซ่อนตัวอยู่หลังเยี่ยลี่ยี่

เดิมที่เธอต้องการที่จะนั่งสบายๆ และอ่านหนังสือโกลาหลอยู่หลังร้าน พร้อมกับดื่มชาไปพรางๆ

แต่ทุกอย่างเปลี่ยนไปตั้งแต่ชาโต๋เดินเข้ามาในร้าน

เยี่ยลี่ยี่พูดด้วยน้ำเสียงที่ดูจริงจัง

“นั้นซินะ ก็ว่าทำไมตั้งแต่เธอเดินเข้ามาในร้านบรรยากาศก็เปลี่ยนไป”

“ต้องรายงานเรื่องนี้กับนายท่านมู่เหลียงไม ให้จับตาดูผู้หญิงคนนี้ไว้”

“ไม่ต้อง…..เพราะมีคนจัดการเรื่องนี้แล้ว”

หยู่ฉินหลานยิ้มอย่างมีเลศนัย

จากนั้นหยู่ฉินหลานก็กลับเข้าไปหลังร้านและนั่งลงอ่านหนังสือโกลาหลต่อ

เยี่ยลี่ยี่เพียงกระพริบตาสองสามครั้ง และคิดว่าเป็นไปได้ไหมที่หน่วยของท่านลี่เยว่จะรับผิดชอบดูแลเรื่องนี้?

กริ่งๆ

เสียงประตูเปิดออกอีกครั้ง แต่คราวนี้เป็นกลุ่มคน 7 - 8 คน

“ยินดีต้อนรับค่ะ”

เยี่ยลี่ยี่ปิดหนังสืออย่างไม่เต็มใจเท่าไร

ก่อนที่จะมองดูกลุ่มลูกค้าที่เข้ามาราวกับก้อนผลึกสัตว์อสูรที่เคลื่อนที่ได้