ในห้องทดลองที่อยู่ถัดจากตำหนักเจ้าเมือง
“แม่พิมพ์นี้ใกล้จะเสร็จแล้ว”
มู่เหลียงเดินเข้ามาในสภาพหลังจากอาบน้ำเสร็จ
เขามองไปยังแม่พิมแกะสลักที่วางอยู่บนโต๊ะของเขา เป็นแม่พิมพ์ที่เขาทำมาตั้งแต่เมื่อคืน
แต่เพราะฝีมือแกะสลักของเขาไม่ได้ดีมาก ทำให้งานแกะสลักแม่พิมพ์นี้ช้า
บีสๆๆ
แล้วตอนนั้นเองหิ่งห้อยน้อยก็บินเข้ามาจากทางหน้าต่าง และมาเกาะอยู่บนไม้เหนือโต๊ะทำงานของมู่เหลียง
หิ่งห้อยน้อยจะบินมาที่ห้องทดลองของมู่เหลียงทุกคืนเพื่อให้แสงสว่างกับเขาก่อนที่จะกลับไปยังต้นชาตอนเช้า
ความสว่างในตำหนักเจ้าเมืองนั้นมาจากลูกๆ ของหิ่งห้อยน้อยทั้งหมด หรือจะกล่าวได้ว่าทุกแสงยามค่ำคืนในเมืองเต่าทมิฬมาจากลูกหลานของมัน
“ไม่ต้องใช้แสงที่เข้มมาก ขอแสงอ่อนๆ พอ”
มู่เหลียงเคาะไปที่เปลือกของหิ่งห้อยน้อยเพื่อให้มันส่องแสง
ก่อนที่มู่เหลียงจะก้มหน้าก้มตาแกะสลักแม่พิมพ์ภาพพี่สาวของมินโฮอย่างใจเย็น
เขาต้องการจะสร้างใบปลิว และส่งมันเข้าไปในเมืองใหญ่ทุกแห่งเพื่อตามหาพี่สาวให้มินโฮ
แกร็กๆ
มู่เหลียงกระเทาะไม้อย่างใจเย็น
ก๊อกๆ
เสียงเคาะประตูดังขึ้นพร้อมกับเสียงอันไพเราะของหยู่ฉินหลาน
“มู่เหลียง ให้เข้าไปได้ไหม”
“เข้ามา”
มู่เหลียงวางมือลงมองไปทางประตู
แอ๊ด
หยู่ฉินหลานเดินเข้ามาพร้อมกับถือถุงผ้าที่เต็มไปด้วยผลึกสัตว์อสูร
“วางไว้ตรงนี้เลย”
มู่เหลียงชี้ไปที่โต๊ะอีกตัว
“นี้คือผลึกสัตว์อสูรทั้งหมดที่หามาได้วันนี้”
หยู่ฉินหลานวางถุงลง ก่อนที่สายตาของเธอจะเหลือบไปเห็นหัวของมู่เหลียงว่ายังไม่แห้งดีจึงเอ่ยปากถามขึ้น
“ฉันช่วยทำให้ผมแห้งไหม?”
“ถ้างั้น ก็ต้องรบกวนเธอแล้ว”
มู่เหลียงชะงักไปครู่หนึ่งก่อนที่จะพยักหน้าพร้อมกับรอยยิ้มเล็กๆ
อันที่จริงเขาสามารถใช้พลังของตัวเองจัดการน้ำที่เกาะอยู่บนผมของเขาได้เลยด้วยซ้ำ
แต่เขาแค่ไม่สนใจมันเท่านั้น จนกระทั้งหยู่ฉินหลานทักขึ้น
“.....”
หยู่ฉินหลานนั้นตอบโต้ทันทีกับคำพูดของมู่เหลียง ถึงจะรู้อยู่แก่ใจว่ามู่เหลียงเองก็มีพลังควบคุมน้ำและจัดการเองได้
เธอดูลังเลอยู่สองสามวิ ก่อนที่จะวางมืออันเรียวงามบนผมของมู่เหลียง และใช้พลังของเธอดูดซับคราบน้ำออกมา
“ระบบเปลี่ยนทั้งหมดนี้ให้เป็นแต้มวิวัฒนาการ”
ในจังหวะเดียวกันมู่เหลียงเองก็ยื่นมือไปแตะที่ถุงผลึกสัตว์อสูรและสั่งระบบในใจ
-เปลี่ยนแปลงแหล่งพลังงานเป็นแต้มวิวัฒนาการ ได้รับแต้มทั้งหมด 1,228,600 แต้ม-
หลังจากได้ยินระบบแจ้งว่าแต้มทั้งหมดที่ได้มานั้นมากถึงหนึ่งล้านสองแสนแต้ม ทำให้มู่เหลียงรู้ได้ทันทีว่าแผนถนนการค้าของเขาประสบความสำเร็จ
เขาสามารถหาแต้มวิวัฒนาการได้หนึ่งล้านสองแสนภายในวันเดียว แม้ว่าอีกสองสามวันต่อไปยอดจะไม่ได้เท่านี้แล้วก็ตาม แต่มันก็ไม่ควรต่ำกว่าแสน
หลังจากนี้สิบวัน มู่เหลียงคาดการณ์ว่าจะมีแต้มวิวัฒนาการถึงห้าล้านแต้ม แม้ว่าจะได้เพียงครึ่งเดียวของการวิวัฒนาการสัตว์อสูรระดับ 8 ก็ตาม
แต่มันก็ทำให้สัตว์อสูรฝึกเลี้ยงของเขาหลายตัวเป็นระดับ 7 ได้ และทำให้ขุมกำลังของเมืองเต่าทมิฬเข้มแข็งขึ้น
“ดูมีความสุขจริงนะ”
หยู่ฉินหลานพูดขึ้น
ขณะที่เธอกำลังดูดซับของเหลวและความชื้นออกจากผมของมู่เหลียง เธอเองก็นวดหัวให้มู่เหลียงไปด้วย จนมันกลายเป็นบรรยากาศที่แปลกๆ
“แน่นอน ก็ตอนนี้ฉันสามารถพัฒนาสัตว์เลี้ยงได้อีกแล้ว”
มู่เหลียงหลับตาพริมลงเล็กน้อย และเพลิดเพลินไปกับทักษะการนวดของหยู่ฉินหลาน
ใบหน้าอันงดงามของหยู่ฉินหลานนั้นแดงขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนที่จะเอ่ยถามมู่เหลียงเบาๆ
“ที่นวดให้สบายไหม?”
“ใช่…สบายมากเลย”
มู่เหลียงตอบอย่างผ่อนคลาย
เป็นครั้งแรกที่มีหญิงสาวมานวดหัวให้แบบนี้ มือที่เรียวเล็กและอ่อนนุ่มกำลังกดไปตามหัวของเขา ทำให้เขาสบายอย่างบอกไม่ถูก
เขาพอจะรู้ว่าการแพทย์ในโลกของเขาเองก็มีศาสตร์ของการนวดและกดจุด ช่วยในเรื่องการรักษาอยู่ด้วย แต่เขาเองยังไไม่เคยเห็นกับตาหรือเจอกับตัวสักครั้ง
“แม่สอนวิธีการนวดนี้ให้ฉันมา มันช่วยบรรเทาความอ่อนล้าได้”
หยู่ฉินหลานพูดพร้อมกับมุมปากที่ยกสูงขึ้นราวกับอมยิ้ม
นี้เป็นครั้งแรกของเธอเหมือนกันที่ได้นวดให้กับผู้ชาย ที่ผ่านมาเธอเคยนวดให้กับพี่สาวและแม่ของเธอเท่านั้น
“มันดีจริงๆ”
มู่เหลียงยิ้มอย่างอ่อนโยน
เขาเลื่อนมือขึ้นไปจับมือของหยู่ฉินหลานมาไว้ที่แก้มของเขา
“....”
สิ่งนี้ทำให้หยู่ฉินหลานถึงกับตัวแข็งทื่อไป และใช้มือของเธอค่อยๆ ครึงไปตามหน้าของมู่เหลียง
เธอลูบไปตามแก้มของมู่เหลียง และรู้สึกว่าเรี่ยวแรงของเธออ่อนลงอย่างไม่ทราบสาเหตุ
ใบหน้าของเธอแดงขึ้นมากกว่าเก่า นี้เป็นครั้งแรกที่หยู่ฉินหลานได้สัมผัสแก้มและหนวดเคราขอมผู้ชายอย่างใกล้ชิดแบบนี้ มันเป็นความรู้สึกที่แปลกใหม่มาก
“มู่เหลียง ฉันขอเข้าไปนะ”
เสียงใสๆ ของมินโฮดังมาจากหลังประตู
“ฉัน..ฉัน กลับก่อนแล้วกัน”
หยู่ฉินหลานชักมือกลับ ก่อนที่จะอุ้มกระโปรงของเธอวิ่งเหยาะๆ ออกไป
มินโฮเดินเข้ามาก็สวนกับหยู่ฉินหลานที่รีบร้อนออกไป
“ทำไมพี่ฉินหลานถึงดูรีบร้อนจัง?”
เธออยู่กับหยู่ฉินหลานมาสักพักแล้ว ทำให้เริ่มที่จะคุ้นเคยและสนิทกันมากขึ้น ทำให้การเรียกชื่อกันเปลี่ยนไป
นี้เป็นสิ่งที่มู่เหลียงคิดว่าเป็นเรื่องน่าทึ่งมากสำหรับทั้งสองคน
เพราะแต่ก่อนเมื่อทั้งคู่เจอกันก็เหมือนหมากับแมวหาโอกาสกัดกันตลอด หรือแขวะกันอย่างออกหน้าออกตา แต่หลังจากที่คุ้นเคยกันแล้วทั้งคู่กับเรียกแทนกันด้วยคำว่าพี่สาวน้องสาว
“เธออาจจะลืมทำอะไรที่สำคัญก็ได้”
มู่เหลียงพูดพร้อมกับรอยยิ้มที่มุมปาก
“ดึกขนาดนี้แล้ว ยังทำงานอีกหรอ?”
มินโฮวางถ้วยชากับกาน้ำชาลงบนโต๊ะด้วยความประหลาดใจ
ก่อนที่เธอจะเห็นแม่พิมพ์ที่แกะสลักเป็นรูปเหมือนพี่สาวของเธอ สร้างความประหลาดใจให้กับมินโฮอย่างมาก
“มันจะเสร็จในไม่ช้า”
มู่เหลียงพูดขึ้นและไหลไปตามบรรยากาศ
เขาไม่สามารถพูดได้ว่าที่หยู่ฉินหลานวิ่งออกไปแบบนั้นเพราะเขินอายที่ได้สัมผัสใบหน้าของเขา
มันดูน่าอายเกินไปที่จะบอก
ยิ่งไปกว่านี้หากพูดออกไปมีหวัง เขาโดนมินโฮหยุมหัวแน่
“มันก็ดึกมากแล้ว มู่เหลียงควรให้ความสำคัญเรื่องพักผ่อนด้วย”
มินโฮพูดด้วยน้ำเสียงที่เป็นห่วง
ตอนนี้เธอเข้าใจแล้วว่าทำไมมู่เหลียงถึงให้รออีกวันสองวัน เพราะเขากำลังทำแม่พิมพ์รูปพี่สาวของเธอ
“เดี๋ยวฉันก็พักเอง”
มู่เหลียงไม่ปฏิเสธความหวังดีของมินโฮ
แต่ด้วยสภาพร่างกายของเขาในตอนนี้ การอดหลับอดนอนคืนเดียวหรือสิบคืนก็ไม่ส่งผลอะไรกับเขา
“อย่าพูดว่าจะพัก แต่มู่เหลียงไม่ยอมนอนเลย”
มินโฮมุ้ยปากพร้อมกับบ่นอย่างไม่พอใจ
เธออยู่ห้องถัดจากมู่เหลียง และมักจะเห็นแสงรอดออกมาจากห้องทดลองเกือบตลอดทั้งคืน
“คืนนี้สัญญาว่าจะเข้านอนไว”
มู่เหลียงพูดพร้อมกับหัวเราะกลบเกลื่อน
เขารู้สึกว่ามินโฮเหมือนภรรยาขี้บ่นที่กำลังดุด่าสามีที่ทำงานดึกทั้งคืน
“ไม่โกหกใช่ไหม?”
มินโฮย้ำถามอีกครั้งระหว่างที่เก็บกวาดห้องไปด้วย
เธอปัดกวาดขี้เลื่อย เพื่อพรุ่งนี้มันจะได้ไม่กลายเป็นฝุ่นแล้วทำให้ใครไอจาม
นอกจากนี้เสื้อผ้าที่มู่เหลียงจะใส่ มินโฮเองก็นำมาจัดเตรียมให้ล่วงหน้าเหมือนกัน
“เอาน่า มินโฮดูแลฉันได้อยู่แล้ว”
มู่เหลียงพูดพร้อมกับยกถ้วยชาขึ้นจิบ และยิ้มอย่างอ่อนโยน
เขาเฝ้าดูร่างของหญิงสาวตัวเล็กที่เก็บกวาดทุกอย่าง อยู่เงียบๆ
และคิดว่าหากเขาทำตัวแบบนี้ต่อไปเขาจะกลายเป็นพวกขี้เกียจในสายตาของเด็กสาวคนนี้
ตั้งแต่มินโฮเริ่มดูแลทุกอย่าง มู่เหลียงก็แทบเหมือนกับคนพิการทำอะไรเองไม่เป็น เพราะมีคนหุงหาอาหารมาให้ตลอด แม้แต่เสื้อผ้าก็จัดเตรียมไว้ให้
แม้ว่าจะไม่ต้องการแบบนี้ แต่มู่เหลียงก็ได้แต่ถอนหายใจและยอมรับ
หากเหล่าครูฝึกของเขามาเห็นสภาพของเขาตอนนี้ล่ะก็ คงเข้ามาต่อยหน้าเขาด้วยความอิจฉาไปแล้ว
“ฮึ่ม…แน่นอน ไม่มีฉันแล้วใครจะดูแลจัดการทุกอย่างให้”
มินโฮพ่นลมหายใจเบาๆ ออกมาอย่างภูมิใจ
ก่อนที่จะปัดมือไปมาด้วยความพอใจหลังจากทำความสะอาดเสร็จ
“ไปพักเถอะ”
มู่เหลียงพูดขึ้นเมื่อเห็นร่องรอยของความอ่อนล้าบนใบหน้าของมินโฮ
“งั้น…ฉันกลับไปห้องแล้ว”
มินโฮพูดด้วยน้ำเสียงที่ดูนิ่งๆ
“ไปเถอะ”
มู่เหลียงมองดูเด็กสาวเดินจากไป
แอ๊ด! ปึง
เสียงของประตูถูกปิดดังขึ้น
“หิ่งห้อยน้อย คืนนี้ฉันจะวิวัฒนาการแก”
มู่เหลียงวางถ้วยชาลงพร้อมกับเริ่มแผนการวิวัฒนาการสัตว์อสูรของเขา
ตอนนี้โคมไฟในเมืองเต่าทมิฬนั้นมาจากลูกๆ ของหิ่งห้อยน้อย มันเป็นแหล่งผลิตแสงยามค่ำคืนที่สำคัญมากๆ
บีสๆ
หิ่งห้อยน้อยบินเข้ามาหาด้วยอาการโลดเต้น
“มานี้”
มู่เหลียงหงายฝ่ามือออก ให้หิ่งห้อยน้อยร่อนลงมาที่มือของเขา
ก่อนที่จะสั่งระบบผ่านทางความคิด
“ระบบเพิ่มระดับหิ่งห้อยน้อยเป็นระดับ 7”
-ติ๊ง! หนอนเรืองแสงระดับ 4 ทำการวิวัฒนาการเป็นระดับ 7 ใช้แต้มวิวัฒนาการ 1ล้านแต้ม-
-หักแต้มฝึกฝน …..วิวัฒนาการหนอนเรืองแสงระดับ 7 สำเร็จ-”
-ทำการถ่ายโอนความสามารถ ควบคุมลำแสง สู่ร่างเจ้านาย….ปรับปรุง….การถ่ายทอดสำเร็จ-
ตอนนี้จากความสามารถประกายแสงขั้นสูง ได้กลายเป็นควบคุมลำแสงไปแล้ว
มู่เหลียงรู้สึกได้ว่ากล้ามเนื้อทั่วทั้งร่างของเขากำลังดิ้นพล่าน พร้อมทั้งรู้สึกถึงพลังที่เพิ่มขึ้น
บีสๆ
เมื่อการวิวัฒนาการจบหิ่งห้อยน้อยจากที่เคยขนาดตัวเท่าฝ่ามือตอนนี้ได้กลายเป็นแมลงขนาดตัว 2 เมตรโดยมีลำตัวเป็นสีทอง
และด้วยแสงที่เปล่งออกมา คงทำให้ใครหลายคนคิดว่ามันเป็นรูปปั้นทองคำ
“ตอนนี้แกคงไม่เหมาะที่จะอยู่ในห้องนี้อีกแล้ว”
มู่เหลียงพูดขึ้นพร้อมกับตบเบาๆ ไปที่หลังของหิ่งห้อยน้อย
ด้วยขนาดตัวถึงสองเมตร และแสงที่มันเปล่งออกมานั้นสว่างไปทั่วทั้งห้อง
บีสๆ
หิ่งห้อยน้อยได้กระพือปีกไปมา
“เอาล่ะ งั้นหลังจากนี้เมื่แกกำเนิดลูกแล้ว ค่อยส่งลูกของแกมาช่วยเหลืองานฉัน”
มู่เหลียงรับรู้ถึงความรู้สึกกังวลใจของหิ่งห้อยน้อย
แต่ตอนนี้หิ่งห้อยน้อยสามารถให้กำเนิดเต่าทองระดับ 6 ได้สองตัว และระดับ 5 อีก 50 ตัว พร้อมกับระดับ 4 อีก 100 ตัว
เต่าทองระดับต่ำไม่สามารถขยายพันธ์เองได้
แต่พวกมันสามารถได้รับการผสมพันธ์และขยายพันธ์ได้โดยผสมกับเต่าทองระดับที่สูงกว่าตัวอื่น
Copyright © 2025 xxxxx.com, All Right Reserved