ตอนที่ 174

ในห้องทดลองที่อยู่ถัดจากตำหนักเจ้าเมือง

“แม่พิมพ์นี้ใกล้จะเสร็จแล้ว”

มู่เหลียงเดินเข้ามาในสภาพหลังจากอาบน้ำเสร็จ

เขามองไปยังแม่พิมแกะสลักที่วางอยู่บนโต๊ะของเขา เป็นแม่พิมพ์ที่เขาทำมาตั้งแต่เมื่อคืน

แต่เพราะฝีมือแกะสลักของเขาไม่ได้ดีมาก ทำให้งานแกะสลักแม่พิมพ์นี้ช้า

บีสๆๆ

แล้วตอนนั้นเองหิ่งห้อยน้อยก็บินเข้ามาจากทางหน้าต่าง และมาเกาะอยู่บนไม้เหนือโต๊ะทำงานของมู่เหลียง

หิ่งห้อยน้อยจะบินมาที่ห้องทดลองของมู่เหลียงทุกคืนเพื่อให้แสงสว่างกับเขาก่อนที่จะกลับไปยังต้นชาตอนเช้า

ความสว่างในตำหนักเจ้าเมืองนั้นมาจากลูกๆ ของหิ่งห้อยน้อยทั้งหมด หรือจะกล่าวได้ว่าทุกแสงยามค่ำคืนในเมืองเต่าทมิฬมาจากลูกหลานของมัน

“ไม่ต้องใช้แสงที่เข้มมาก ขอแสงอ่อนๆ พอ”

มู่เหลียงเคาะไปที่เปลือกของหิ่งห้อยน้อยเพื่อให้มันส่องแสง

ก่อนที่มู่เหลียงจะก้มหน้าก้มตาแกะสลักแม่พิมพ์ภาพพี่สาวของมินโฮอย่างใจเย็น

เขาต้องการจะสร้างใบปลิว และส่งมันเข้าไปในเมืองใหญ่ทุกแห่งเพื่อตามหาพี่สาวให้มินโฮ

แกร็กๆ

มู่เหลียงกระเทาะไม้อย่างใจเย็น

ก๊อกๆ

เสียงเคาะประตูดังขึ้นพร้อมกับเสียงอันไพเราะของหยู่ฉินหลาน

“มู่เหลียง ให้เข้าไปได้ไหม”

“เข้ามา”

มู่เหลียงวางมือลงมองไปทางประตู

แอ๊ด

หยู่ฉินหลานเดินเข้ามาพร้อมกับถือถุงผ้าที่เต็มไปด้วยผลึกสัตว์อสูร

“วางไว้ตรงนี้เลย”

มู่เหลียงชี้ไปที่โต๊ะอีกตัว

“นี้คือผลึกสัตว์อสูรทั้งหมดที่หามาได้วันนี้”

หยู่ฉินหลานวางถุงลง ก่อนที่สายตาของเธอจะเหลือบไปเห็นหัวของมู่เหลียงว่ายังไม่แห้งดีจึงเอ่ยปากถามขึ้น

“ฉันช่วยทำให้ผมแห้งไหม?”

“ถ้างั้น ก็ต้องรบกวนเธอแล้ว”

มู่เหลียงชะงักไปครู่หนึ่งก่อนที่จะพยักหน้าพร้อมกับรอยยิ้มเล็กๆ

อันที่จริงเขาสามารถใช้พลังของตัวเองจัดการน้ำที่เกาะอยู่บนผมของเขาได้เลยด้วยซ้ำ

แต่เขาแค่ไม่สนใจมันเท่านั้น จนกระทั้งหยู่ฉินหลานทักขึ้น

“.....”

หยู่ฉินหลานนั้นตอบโต้ทันทีกับคำพูดของมู่เหลียง ถึงจะรู้อยู่แก่ใจว่ามู่เหลียงเองก็มีพลังควบคุมน้ำและจัดการเองได้

เธอดูลังเลอยู่สองสามวิ ก่อนที่จะวางมืออันเรียวงามบนผมของมู่เหลียง และใช้พลังของเธอดูดซับคราบน้ำออกมา

“ระบบเปลี่ยนทั้งหมดนี้ให้เป็นแต้มวิวัฒนาการ”

ในจังหวะเดียวกันมู่เหลียงเองก็ยื่นมือไปแตะที่ถุงผลึกสัตว์อสูรและสั่งระบบในใจ

-เปลี่ยนแปลงแหล่งพลังงานเป็นแต้มวิวัฒนาการ ได้รับแต้มทั้งหมด 1,228,600 แต้ม-

หลังจากได้ยินระบบแจ้งว่าแต้มทั้งหมดที่ได้มานั้นมากถึงหนึ่งล้านสองแสนแต้ม ทำให้มู่เหลียงรู้ได้ทันทีว่าแผนถนนการค้าของเขาประสบความสำเร็จ

เขาสามารถหาแต้มวิวัฒนาการได้หนึ่งล้านสองแสนภายในวันเดียว แม้ว่าอีกสองสามวันต่อไปยอดจะไม่ได้เท่านี้แล้วก็ตาม แต่มันก็ไม่ควรต่ำกว่าแสน

หลังจากนี้สิบวัน มู่เหลียงคาดการณ์ว่าจะมีแต้มวิวัฒนาการถึงห้าล้านแต้ม แม้ว่าจะได้เพียงครึ่งเดียวของการวิวัฒนาการสัตว์อสูรระดับ 8 ก็ตาม

แต่มันก็ทำให้สัตว์อสูรฝึกเลี้ยงของเขาหลายตัวเป็นระดับ 7 ได้ และทำให้ขุมกำลังของเมืองเต่าทมิฬเข้มแข็งขึ้น

“ดูมีความสุขจริงนะ”

หยู่ฉินหลานพูดขึ้น

ขณะที่เธอกำลังดูดซับของเหลวและความชื้นออกจากผมของมู่เหลียง เธอเองก็นวดหัวให้มู่เหลียงไปด้วย จนมันกลายเป็นบรรยากาศที่แปลกๆ

“แน่นอน ก็ตอนนี้ฉันสามารถพัฒนาสัตว์เลี้ยงได้อีกแล้ว”

มู่เหลียงหลับตาพริมลงเล็กน้อย และเพลิดเพลินไปกับทักษะการนวดของหยู่ฉินหลาน

ใบหน้าอันงดงามของหยู่ฉินหลานนั้นแดงขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนที่จะเอ่ยถามมู่เหลียงเบาๆ

“ที่นวดให้สบายไหม?”

“ใช่…สบายมากเลย”

มู่เหลียงตอบอย่างผ่อนคลาย

เป็นครั้งแรกที่มีหญิงสาวมานวดหัวให้แบบนี้ มือที่เรียวเล็กและอ่อนนุ่มกำลังกดไปตามหัวของเขา ทำให้เขาสบายอย่างบอกไม่ถูก

เขาพอจะรู้ว่าการแพทย์ในโลกของเขาเองก็มีศาสตร์ของการนวดและกดจุด ช่วยในเรื่องการรักษาอยู่ด้วย แต่เขาเองยังไไม่เคยเห็นกับตาหรือเจอกับตัวสักครั้ง

“แม่สอนวิธีการนวดนี้ให้ฉันมา มันช่วยบรรเทาความอ่อนล้าได้”

หยู่ฉินหลานพูดพร้อมกับมุมปากที่ยกสูงขึ้นราวกับอมยิ้ม

นี้เป็นครั้งแรกของเธอเหมือนกันที่ได้นวดให้กับผู้ชาย ที่ผ่านมาเธอเคยนวดให้กับพี่สาวและแม่ของเธอเท่านั้น

“มันดีจริงๆ”

มู่เหลียงยิ้มอย่างอ่อนโยน

เขาเลื่อนมือขึ้นไปจับมือของหยู่ฉินหลานมาไว้ที่แก้มของเขา

“....”

สิ่งนี้ทำให้หยู่ฉินหลานถึงกับตัวแข็งทื่อไป และใช้มือของเธอค่อยๆ ครึงไปตามหน้าของมู่เหลียง

เธอลูบไปตามแก้มของมู่เหลียง และรู้สึกว่าเรี่ยวแรงของเธออ่อนลงอย่างไม่ทราบสาเหตุ

ใบหน้าของเธอแดงขึ้นมากกว่าเก่า นี้เป็นครั้งแรกที่หยู่ฉินหลานได้สัมผัสแก้มและหนวดเคราขอมผู้ชายอย่างใกล้ชิดแบบนี้ มันเป็นความรู้สึกที่แปลกใหม่มาก

“มู่เหลียง ฉันขอเข้าไปนะ”

เสียงใสๆ ของมินโฮดังมาจากหลังประตู

“ฉัน..ฉัน กลับก่อนแล้วกัน”

หยู่ฉินหลานชักมือกลับ ก่อนที่จะอุ้มกระโปรงของเธอวิ่งเหยาะๆ ออกไป

มินโฮเดินเข้ามาก็สวนกับหยู่ฉินหลานที่รีบร้อนออกไป

“ทำไมพี่ฉินหลานถึงดูรีบร้อนจัง?”

เธออยู่กับหยู่ฉินหลานมาสักพักแล้ว ทำให้เริ่มที่จะคุ้นเคยและสนิทกันมากขึ้น ทำให้การเรียกชื่อกันเปลี่ยนไป

นี้เป็นสิ่งที่มู่เหลียงคิดว่าเป็นเรื่องน่าทึ่งมากสำหรับทั้งสองคน

เพราะแต่ก่อนเมื่อทั้งคู่เจอกันก็เหมือนหมากับแมวหาโอกาสกัดกันตลอด หรือแขวะกันอย่างออกหน้าออกตา แต่หลังจากที่คุ้นเคยกันแล้วทั้งคู่กับเรียกแทนกันด้วยคำว่าพี่สาวน้องสาว

“เธออาจจะลืมทำอะไรที่สำคัญก็ได้”

มู่เหลียงพูดพร้อมกับรอยยิ้มที่มุมปาก

“ดึกขนาดนี้แล้ว ยังทำงานอีกหรอ?”

มินโฮวางถ้วยชากับกาน้ำชาลงบนโต๊ะด้วยความประหลาดใจ

ก่อนที่เธอจะเห็นแม่พิมพ์ที่แกะสลักเป็นรูปเหมือนพี่สาวของเธอ สร้างความประหลาดใจให้กับมินโฮอย่างมาก

“มันจะเสร็จในไม่ช้า”

มู่เหลียงพูดขึ้นและไหลไปตามบรรยากาศ

เขาไม่สามารถพูดได้ว่าที่หยู่ฉินหลานวิ่งออกไปแบบนั้นเพราะเขินอายที่ได้สัมผัสใบหน้าของเขา

มันดูน่าอายเกินไปที่จะบอก

ยิ่งไปกว่านี้หากพูดออกไปมีหวัง เขาโดนมินโฮหยุมหัวแน่

“มันก็ดึกมากแล้ว มู่เหลียงควรให้ความสำคัญเรื่องพักผ่อนด้วย”

มินโฮพูดด้วยน้ำเสียงที่เป็นห่วง

ตอนนี้เธอเข้าใจแล้วว่าทำไมมู่เหลียงถึงให้รออีกวันสองวัน เพราะเขากำลังทำแม่พิมพ์รูปพี่สาวของเธอ

“เดี๋ยวฉันก็พักเอง”

มู่เหลียงไม่ปฏิเสธความหวังดีของมินโฮ

แต่ด้วยสภาพร่างกายของเขาในตอนนี้ การอดหลับอดนอนคืนเดียวหรือสิบคืนก็ไม่ส่งผลอะไรกับเขา

“อย่าพูดว่าจะพัก แต่มู่เหลียงไม่ยอมนอนเลย”

มินโฮมุ้ยปากพร้อมกับบ่นอย่างไม่พอใจ

เธออยู่ห้องถัดจากมู่เหลียง และมักจะเห็นแสงรอดออกมาจากห้องทดลองเกือบตลอดทั้งคืน

“คืนนี้สัญญาว่าจะเข้านอนไว”

มู่เหลียงพูดพร้อมกับหัวเราะกลบเกลื่อน

เขารู้สึกว่ามินโฮเหมือนภรรยาขี้บ่นที่กำลังดุด่าสามีที่ทำงานดึกทั้งคืน

“ไม่โกหกใช่ไหม?”

มินโฮย้ำถามอีกครั้งระหว่างที่เก็บกวาดห้องไปด้วย

เธอปัดกวาดขี้เลื่อย เพื่อพรุ่งนี้มันจะได้ไม่กลายเป็นฝุ่นแล้วทำให้ใครไอจาม

นอกจากนี้เสื้อผ้าที่มู่เหลียงจะใส่ มินโฮเองก็นำมาจัดเตรียมให้ล่วงหน้าเหมือนกัน

“เอาน่า มินโฮดูแลฉันได้อยู่แล้ว”

มู่เหลียงพูดพร้อมกับยกถ้วยชาขึ้นจิบ และยิ้มอย่างอ่อนโยน

เขาเฝ้าดูร่างของหญิงสาวตัวเล็กที่เก็บกวาดทุกอย่าง อยู่เงียบๆ

และคิดว่าหากเขาทำตัวแบบนี้ต่อไปเขาจะกลายเป็นพวกขี้เกียจในสายตาของเด็กสาวคนนี้

ตั้งแต่มินโฮเริ่มดูแลทุกอย่าง มู่เหลียงก็แทบเหมือนกับคนพิการทำอะไรเองไม่เป็น เพราะมีคนหุงหาอาหารมาให้ตลอด แม้แต่เสื้อผ้าก็จัดเตรียมไว้ให้

แม้ว่าจะไม่ต้องการแบบนี้ แต่มู่เหลียงก็ได้แต่ถอนหายใจและยอมรับ

หากเหล่าครูฝึกของเขามาเห็นสภาพของเขาตอนนี้ล่ะก็ คงเข้ามาต่อยหน้าเขาด้วยความอิจฉาไปแล้ว

“ฮึ่ม…แน่นอน ไม่มีฉันแล้วใครจะดูแลจัดการทุกอย่างให้”

มินโฮพ่นลมหายใจเบาๆ ออกมาอย่างภูมิใจ

ก่อนที่จะปัดมือไปมาด้วยความพอใจหลังจากทำความสะอาดเสร็จ

“ไปพักเถอะ”

มู่เหลียงพูดขึ้นเมื่อเห็นร่องรอยของความอ่อนล้าบนใบหน้าของมินโฮ

“งั้น…ฉันกลับไปห้องแล้ว”

มินโฮพูดด้วยน้ำเสียงที่ดูนิ่งๆ

“ไปเถอะ”

มู่เหลียงมองดูเด็กสาวเดินจากไป

แอ๊ด! ปึง

เสียงของประตูถูกปิดดังขึ้น

“หิ่งห้อยน้อย คืนนี้ฉันจะวิวัฒนาการแก”

มู่เหลียงวางถ้วยชาลงพร้อมกับเริ่มแผนการวิวัฒนาการสัตว์อสูรของเขา

ตอนนี้โคมไฟในเมืองเต่าทมิฬนั้นมาจากลูกๆ ของหิ่งห้อยน้อย มันเป็นแหล่งผลิตแสงยามค่ำคืนที่สำคัญมากๆ

บีสๆ

หิ่งห้อยน้อยบินเข้ามาหาด้วยอาการโลดเต้น

“มานี้”

มู่เหลียงหงายฝ่ามือออก ให้หิ่งห้อยน้อยร่อนลงมาที่มือของเขา

ก่อนที่จะสั่งระบบผ่านทางความคิด

“ระบบเพิ่มระดับหิ่งห้อยน้อยเป็นระดับ 7”

-ติ๊ง! หนอนเรืองแสงระดับ 4 ทำการวิวัฒนาการเป็นระดับ 7 ใช้แต้มวิวัฒนาการ 1ล้านแต้ม-

-หักแต้มฝึกฝน …..วิวัฒนาการหนอนเรืองแสงระดับ 7 สำเร็จ-”

-ทำการถ่ายโอนความสามารถ ควบคุมลำแสง สู่ร่างเจ้านาย….ปรับปรุง….การถ่ายทอดสำเร็จ-

ตอนนี้จากความสามารถประกายแสงขั้นสูง ได้กลายเป็นควบคุมลำแสงไปแล้ว

มู่เหลียงรู้สึกได้ว่ากล้ามเนื้อทั่วทั้งร่างของเขากำลังดิ้นพล่าน พร้อมทั้งรู้สึกถึงพลังที่เพิ่มขึ้น

บีสๆ

เมื่อการวิวัฒนาการจบหิ่งห้อยน้อยจากที่เคยขนาดตัวเท่าฝ่ามือตอนนี้ได้กลายเป็นแมลงขนาดตัว 2 เมตรโดยมีลำตัวเป็นสีทอง

และด้วยแสงที่เปล่งออกมา คงทำให้ใครหลายคนคิดว่ามันเป็นรูปปั้นทองคำ

“ตอนนี้แกคงไม่เหมาะที่จะอยู่ในห้องนี้อีกแล้ว”

มู่เหลียงพูดขึ้นพร้อมกับตบเบาๆ ไปที่หลังของหิ่งห้อยน้อย

ด้วยขนาดตัวถึงสองเมตร และแสงที่มันเปล่งออกมานั้นสว่างไปทั่วทั้งห้อง

บีสๆ

หิ่งห้อยน้อยได้กระพือปีกไปมา

“เอาล่ะ งั้นหลังจากนี้เมื่แกกำเนิดลูกแล้ว ค่อยส่งลูกของแกมาช่วยเหลืองานฉัน”

มู่เหลียงรับรู้ถึงความรู้สึกกังวลใจของหิ่งห้อยน้อย

แต่ตอนนี้หิ่งห้อยน้อยสามารถให้กำเนิดเต่าทองระดับ 6 ได้สองตัว และระดับ 5 อีก 50 ตัว พร้อมกับระดับ 4 อีก 100 ตัว

เต่าทองระดับต่ำไม่สามารถขยายพันธ์เองได้

แต่พวกมันสามารถได้รับการผสมพันธ์และขยายพันธ์ได้โดยผสมกับเต่าทองระดับที่สูงกว่าตัวอื่น