ตอนที่ 200

ภายในตำหนักเจ้าเมือง

ลี่เยว่มาถึงพร้อมกับเสียงของฝีเท้าของเธอ

เธอกลับมาจากโรงอาหารที่ส่วนกลางของเนินสูง และต้องการคำแนะนำจากมู่เหลียงเรื่องการแจกจ่ายน้ำตานางฟ้าให้กับกลุ่มของหนี่จี๋ชา

ก็อกๆ

“มู่เหลียง นายอยู่ในนั้นไหม”

ลี่เยว่เคาะประตูห้องทำงานของมู่เหลียง

เธอยืนรออยู่เงียบๆ สักพักหนึ่ง และไม่ได้ยินเสียงของใครตอบกลับออกมา

“ไม่อยู่งั้นหรอ”

ลี่เยว่เกิดความสงสัยและเปิดประตูห้องทำงานเข้าไปอย่างช้าๆ

เว่ยหยูหลันเดินผ่านมาเห็นโดยไม่ตั้งใจ เพราะมันเป็นทางผ่านที่เธอจะนำอาหารไปให้โหย่วเฟ่ย

“น้องหลัน นายท่านมู่เหลียงไปไหนงั้นหรอ”

ลี่เยว่ถามขึ้น

“เอ่อ…ท่านลี่เยว่”

เว่ยหยูหลันหยุดเดิน และพูดด้วยน้ำเสียงที่เคารพ

“นายท่านบอกจะไปที่สวนหลังตำหนัก และพึ่งจะออกไปเมื่อครู่นี้”

“ขอบใจมาก”

ลี่เยว่มุมปากยกสูงขึ้นเล็กน้อยพร้อมกับครุ่นคิด

ก่อนที่เธอจะรีบเดินไปยังสวนหลังตำหนักเจ้าเมืองทันที

มู่เหลียงเองยืนอยู่ในสวน ใกล้ๆ กับดอกปีกนางฟ้า

เขาคิดที่จะเพิ่มระดับให้มันเป็นระดับ 7 ในคืนนี้

“ระบบเพิ่มระดับให้ดอกปีกนางฟ้าเป็นระดับ 7”

มู่เหลียงสั่งทุกอย่างภายในใจ

-ติ๊ง! วิวัฒนาการจากระดับ 5 เป็นระดับ 7 ใช้แต้มวิวัฒนาการทั้งหมด 1,100,000 แต้ม-

-เพิ่มระดับสำเร็จ-

-น้ำตานางฟ้าถูกปรับปรุง….สำเร็จ….ทำการถ่ายทอดความสามารถ….สำเร็จ-

หลังจากเพิ่มระดับให้กับดอกปีกนางฟ้าแล้วมู่เหลียงจึงเปิดค่าสถานะของเขาขึ้นมาดูอีกครั้ง

ผู้ฝึก : มู่เหลียง

อายุขัย 24 / 4890 ปี

ความสามารถ: น้ำตานางฟ้าระดับ 7 ศิลาโลก:หนักเบา 20 ขั้นระดับ 7 (ซ่อน…)

…..

สิ่งที่ฝึกฝน

ดอกปีกนางฟ้า(ระดับ 7) ทักษะน้ำตานางฟ้า ระดับ7

ดอกพันหนาม(ระดับ5) ทักษะ หนามพันเล่ม ระดับ5

(ซ่อน….)

…..

“ขาดอีก 6 ล้านแต้มถึงจะครบ 10 ล้านคงต้องรอต่อไปสินะ”

มู่เหลียงบ่นกับตัวเองเบาๆ หลังจากเปิดค่าสถานะดู ก่อนที่จะปิดลง

หากไม่ใช่เพราะต้องการที่จะพัฒนายารักษาให้ดีขึ้น กับการมาของกลุ่มของหนี่จี๋ชาเขาคงยังไม่เพิ่มระดับให้ดอกปีกนางฟ้าในตอนนี้แน่

ตอนนี้เขาเหลือแต้มวิวัฒนาการอีก 3 ล้าน 5 แสนแต้ม ซึ่งแต้มพวกนี้ได้มาจากรายได้ของร้านหนังสือ

เวลานี้ถนนการค้านั้นให้ผลกำไรกับเขาทุกวัน ทำให้มีผลึกสัตว์อสูรจำนวนมากถูกส่งมาให้มู่เหลียงไม่ขาดสาย และใกล้ที่จะเพิ่มระดับให้กับเต่าทมิฬได้แล้ว

แต่จากระดับ 7 ไป 8 นั้นจำเป็นต้องใช้แต้มวิวัฒนาการถึง 10 ล้านแต้ม ซึ่งคงต้องใช้เวลาอีกสักพักกว่าจะได้

“มู่เหลียง”

ลี่เยว่เดินมาที่ต้นชาเขียวประกาย และมายืนข้างๆ มู่เหลียง

“เธอมาได้เวลาพอดีเลย”

มู่เหลียงหันไปยิ้มให้

ดอกปีกนางฟ้าตอนนี้ได้รับการยกระดับแล้ว ทำให้ตัวลำต้นของมันเปล่งรัศมีสว่างออกมา และช่อดอกทั้งห้าก็พริ้วไหวแม้จะไม่มีลมมากระทบก็ตาม

หญิงสาวเองก็มองดูด้วยความประหลาดใจและเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของดอกปีกนางฟ้าด้วยเช่นเดียวกัน

ดอกปีกนางฟ้าที่เคยมีคู่สองช่อกับอีกหนึ่งช่อเล็ก ได้เติบโตขึ้นจนแตกช่อดอกใหม่ออกมา

การเปลี่ยนแปลงนี้ยังคงดำเนินต่อไป ช่อเล็กได้ผลิบานมากขึ้นจนกลายเป็นช่อใหญ่เต็มตัว

และลำต้นของมันก็ได้แตกกิ่งก้านสาขาออกมาเพิ่มและมีดอกตูมขึ้นมาอีกสองดอกก่อนที่จะบานสะพรั่งอย่างรวดเร็ว

ตอนนี้มีช่อดอกของดอกปีกนางฟ้าทั้งหมด 7 ดอกแล้ว และยังมีดอกที่ไม่โตเต็มที่อีก 3 ช่อ

“งดงามมาก”

ลี่เยว่ถึงกับอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง

ดอกปีกนางฟ้าที่เธอเคยเห็นตั้งแต่ดอกช่อเดียว ตอนนี้ได้เติบโตขึ้นมาอีกแล้ว กลีบดอกของมันกระพือไปมาราวกับเป็นปีกของนางฟ้าตัวน้อยๆ

มู่เหลียงมองไปทางลี่เยว่ก่อนที่จะพูดขึ้น

“ลองน้ำตานางฟ้าให้หน่อยสิ ว่าผลของมันเป็นยังไงแล้วตอนนี้”

เขาไม่รู้ว่าน้ำตานางฟ้าระดับ 7 จะรักษาโรคผีมายาได้แล้วรึยัง

“ได้”

ลี่เยว่ตอบอย่างแผ่วเบา

“กลั่นน้ำตานางฟ้า”

มู่เหลียงสั่งระบบในใจก่อนที่จะชี้นิ้วชี้ออกไป และมีจุดแสงสีเขียวขึ้นที่ปลายนิ้วของมู่เหลียง และมีของเหลวควบแน่นขึ้นเหมือนกับหยดน้ำ

“รับไป”

มู่เหลียงยื่นนิ้วชี้ไปที่ริมฝีปากของลี่เยว่

หน้าของลี่เยว่แดงขึ้นมาเล็กน้อยพอดูมีเสน่ห์ ก่อนที่เธอจะทำท่าเขินอายและอ้าปากรับหยดน้ำตานางฟ้าจากมู่เหลียงไป

มู่หลียงดึงนิ้วกลับมาโดยพร้อมกับดูอาการของลี่เยว่

ตอนนี้ลี่เยว่หลับตาลง รอยเส้นแดงบนแก้มขวาของเธอเริ่มเรืองแสงขึ้น

มันเปล่งแสงออกมาไม่กี่ครั้ง ก่อนที่แสงสีแดงจะจางลงอย่างช้าๆ และนิ่งสงบไป

“ฟูว….”

ลี่เยว่ถอนหายใจอย่างผ่อนคลาย และรู้สึกว่าร่างกายของเธอดีขึ้นมากกว่าเก่า และผลลัพธ์ที่ได้ออกมานั้นดีกว่าครั้งก่อนหลายเท่า

“น้ำตานางฟ้าระดับ 7 ก็ยังรักษาไม่ได้”

มู่เหลียงถอนหายใจอย่างหนักใจ หนทางยังอีกยาวไกลเหลือเกินกับการรักษาโรคผีมายานี้

“ยังไม่หาย”

ลี่เยว่ลืมตาขึ้น เธอเริ่มที่จะคุ้นชินกับความรู้สึกหลังรับน้ำตานางฟ้าแล้ว ทำให้ฟื้นคืนสติได้เร็ว

“รอยเส้นแดงเริ่มจางลงแล้ว ครั้งหน้าฉันมั่นใจเลยว่าจะทำให้มันหายไปทั้งหมด”

มู่เหลียงกล่าวพร้อมกับเอื้อมมือไปสัมผัสแก้มของลี่เยว่

ตอนนี้รอยเส้นแดงนั้นดูจางลงมาก แต่ก็ยังพอเห็นเส้นรอยแดงๆ อยู่หากสังเกตดีๆ

ใบหน้าอันงดงามของลี่เยว่แดงขึ้นมาอย่างชัดเจน จนเธอต้องก้มหน้าลงเพื่อหลบสายตาของมู่เหลียง พยายามแอบซ่อนแววตาที่เขินอายของเธอ

ความรู้สึกผิดหวังเพราะน้ำตานางฟ้ารักษาไม่ได้หายไป และถูกแทนที่ความรู้สึกอบอุ่นของฝ่ามือมู่เหลียงแทน

มู่เหลียงลดมือลงก่อนที่จะถามขึ้น

“คราวนี้เธอรู้สึกว่ามันอยู่ได้นานแค่ไหน”

ร่องรอยที่รู้สึกเศร้าหมองฉายออกทางแววตาของลี่เยว่เล็กน้อยก่อนที่จะตอบอย่างช้าๆ

“น่าจะได้สัก 6 ปี”

“6 ปีเลยงั้นหรอถือว่าไม่เลว”

มู่เหลียงพยักหน้าเล็กน้อยและรู้สึกพอใจกับผลลัพธ์

ประสิทธิภาพของน้ำตานางฟ้าระดับ 7 นั้นอาจจะไม่ดีพอที่จะรักษาได้ แต่ก็ทำให้ยืดอายุออกไปได้มากกว่าน้ำตานางฟ้าระดับ 5 หลายปี

“ใน 6 ปีนี้ฉันรอยารักษาตัวใหม่ก็ยังไม่สาย”

ลี่เยว่กล่าวด้วยน้ำเสียงมีความสุข

มู่เหลียงมองเธอพร้อมกับพูดอย่างแผ่วเบา

“มันใช้เวลาไม่ถึงหกปีหรอก ภายในหนึ่งปีฉันจะรักษาโรคนี้ให้ได้”

“อือ ฉันเชื่อใจนาย”

ลี่เยว่ขานรับพร้อมกับหัวใจที่จะละลายลงอยู่ตรงนี้

เธอเม้มปากของเธอด้วยความเขินอาย และรู้ตัวแล้วว่าจะไม่มีใครมาแทนที่ในหัวใจของเธอได้อีกนอกจากมู่เหลียง

ลี่เยว่นั้นตั้งแต่รู้จากเว่ยหยูหลันว่ามู่เหลียงมาที่สวนเธอก็พอจะคาดเดาอะไรได้แล้ว

ว่ามู่เหลียงต้องมาทำให้ดอกปีกนางฟ้าเติบโตขึ้น เพื่อจะช่วยพวกเธอ

“มู่เหลียง….หนี่จี๋ชาและคนอื่นๆ ก็ต้องการน้ำตานางฟ้าเหมือนกัน”

ลี่เยว่พูดอย่างแผ่วเบา

“เอาน้ำตานางฟ้าทั้งหมดในคลังไปแจกจ่ายเพื่อหยุดการรุกลามของโรคผีมายาไม่ให้อาการหนักไปกว่านี้”

มู่เหลียงยิ้มอย่างใจดี และเข้าใจที่ลี่เยว่ต้องการ

น้ำตานางฟ้าระดับสูงนั้นคงใช้เวลาอีกสักพักกว่าที่จะเพียงพอกับทุกคน

ตอนนี้ดอกปีกนางฟ้าระดับ 7 สามารถสร้างน้ำตานางฟ้าขึ้นได้ทุกๆ สามวัน

“ขอบคุณ”

ลี่เยว่เหล่มองมู่เหลียงอีกครั้ง

“พวกเราก็รู้จักกันมาถึงขนาดนี้แล้ว ต่อไปไม่ต้องมาขอบคุณแล้วเข้าใจไหม”

มู่เหลียงยกมือขึ้นปัดผมของลี่เยว่พร้อมกับรอยยิ้ม

“...ขะเข้าใจแล้ว”

สิ่งนี้ทำให้หัวใจของลี่เยว่สั่นไหวมากขึ้นไปอีก

แต่จิตใจที่ว้าวุ่นของลี่เยว่ก็ถูกทำลายด้วยเสียงพูดของมู่เหลียง

“เอาล่ะ รีบเอาไปให้พวกของเธอเถอะจะได้ไม่แย่ไปกว่านี้”

มู่เหลียงพูดแต่มืออีกข้างก็อดไม่ได้ที่จะสัมผัสผมลี่เยว่

เขาลูบไปตามผมสีขาวของเธออย่างอ่อนโยน

“อือ”

ลี่เยว่ก้มหน้าพร้อมกับเม้มปากเล็กน้อย

“เป็นอะไรไปงั้นหรอ?”

มู่เหลียงถามด้วยความสงสัย

แววตาของลี่เยว่สั่นเล็กน้อยก่อนที่จะส่ายหัวไปมาเบาๆ

เธอรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มี พร้อมกับใบหน้าที่แดงก่ำของเธอพุ่งเข้าไปกอดมู่เหลียง

ก่อนที่มู่เหลียงจะทันตั้งตัวลี่เยว่ก็ผลักตัวออกแล้ววิ่งจากไปอย่างเขินอาย

ท่าทางของเธอเหมือนกับเด็กน้อยที่ทำอะไรสักอย่างผิดและวิ่งหนีไปให้เร็วที่สุด

“โถ่…ฉันยังไม่ทันได้รู้สึกอะไรเลย”

มู่เหลียงยิ้มมุมปากอย่างมีความสุข

เขาก้มลงมามองดูดอกปีกนางฟ้า ก่อนที่จะเดินกลับไปห้องทำงานของเขา

…..

มู่เหลียงกลับมาที่ห้องทำงานก่อนที่จะนั่งลงในที่นั่งของเขา โดยเว่ยหยูหลันได้วางถ้วยชาให้ทันที

“โหย่วเฟ่ยเป็นไงบ้าง”

มู่เหลียงถามพร้อมกับจิบชาเบาๆ

“เหมือนเดิมเจ้าค่ะ”

เว่ยหยูหลันตอบอย่างชัดเจน

“บอกให้เธอพักผ่อนมากกว่านี้หน่อย….แล้วก็อย่าหักโหมมากนัก”

มู่เหลียงกล่าวเสริม

“จะแจ้งให้ท่านโหย่วเฟ่ยรับทราบค่ะ”

เว่ยหยูหลันพยักหน้าพร้อมกับขานรับ

“เอาเถอะ ไปได้แล้ว”

มู่เหลียงวางถ้วยชาลงก่อนที่จะเริ่มเอากระดาษมาขีดเขียนข้อความอะไรสักอย่าง

เว่ยหยูหลันที่ได้รับคำสั่งก็เดินออกไปจากห้องอย่างเงียบๆ พร้อมกับปิดประตู

ก็อกๆ

เอี๊ยด

แต่ไม่นานประตูห้องก็ถูกเคาะและเปิดออกอีกครั้ง

หยู่ฉินหลานเดินเข้ามาด้วยท่วงท่าอันสง่างาม

“เขียนอะไรอยู่”

หยู่ฉินหลานถามขึ้นพร้อมกับมองไปยังโต๊ะทำงานของมู่เหลียง

“ก็มาดูเองสิ ว่าฉันกำลังเขียนอะไร”

มู่เหลียงวางพู่กันลง และส่งกระดาษให้

หยู่ฉินหลานรับมาและมองดูอย่างละเอียด

“เมืองเต่าทมิฬจะไปจากเมืองเซิงหยางตอนรุ่งเช้า และจุดหมายต่อไปคือเมืองปักษา…”

เธอเงยหน้าขึ้นด้วยความประหลาดใจ

“จะไปพรุ่งนี้เลยงั้นหรอ?”

“อีกสองวัน สาส์นนี้จะถูกประกาศตอนเช้าของวันต่อไป”

มู่เหลียงอธิบาย

“อย่างงั้นเอง”

หยู่ฉินหลานพยักหน้าอย่างเข้าใจ

“ที่จริงพวกเราก็อยู่ที่เมืองเซิงหยางนานไปแล้ว”

ผลึกสัตว์อสูรที่ได้จากถนนการค้าเริ่มน้อยลงทุกวัน นั้นแปลว่าถึงเวลาที่จะต้องออกเดินทางต่อแล้ว

หยู่ฉินหลานมองดูใบประกาศอีกครั้ง และพูดด้วยน้ำเสียงที่คาดเดา

“ที่บอกจุดหมายต่อไป ก็เพื่อให้ข่าวของเราไปถึงก่อนงั้นหรอ?”

“ใช่ การเดินทางต้องมีรูปแบบและชัดเจน”

มู่เหลียงตอบอย่างมั่นใจ

การเขียนจุดหมายต่อไปนั้นจะทำให้พ่อค้าและตระกูลใหญ่ในเมืองเซิงหยางต้องการติดตามไปค้าขายด้วย หากรู้ว่าเมืองเต่าทมิฬไปที่ไหน

“เข้าใจแล้ว ฉันจะเอาเรื่องนี้ไปประกาศตอนเช้า”

หยู่ฉินหลานพยักหน้าอย่างช้าๆ

“เธอช่วยส่งมันไปตีพิมพ์แล้วก็เอาไปติดไว้ที่หน้าป้อมเทียนเหมิน และส่วนที่เหลือให้ไปติดในเมืองเซิงหยาง”

นี้เป็นวิธีการที่ดีในการประกาศ ถ่ายทอดข้อมูลไปยังสถานที่ต่างๆ

“เข้าใจแล้ว”

หยู่ฉินหลานขานรับ ก่อนที่จะเดินหันหลังกลับออกไป