ตอนที่ 11

“หือ…กล่องนี้มันมีลูกเล่นอะไรซ่อนอยู่อีก”

มู่เหลียงเห็นสิ่งผิดปกติในกล่องไม้ และรู้สึกว่ามันมีเสียงกลวงๆ ออกมาเมื่อเขย่า

เขาเลยแงะๆ ตรงจุดที่มีเสียง จนแผ่นไม้ก้นกล่องเปิดออก และมีถุงผ้าที่ใส่เมล็ดพืชเอาไว้

“เมล็ดพืชจริงๆ ด้วย!! ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมถึงต้องซ่อนไว้ขนาดนี้”

มู่เหลียงปิดถุงผ้าอย่างดี และเก็บมันเข้ากระเป๋าเป้ไปด้วย

ในวันที่โลกล่มสลายแบบนี้ เมล็ดพืชเปรียบเสมือนความหวังในการเริ่มต้นใหม่ และการฟื้นฟูอารยธรรมอีกครั้ง

หลังจากค้นไปทั่วห้องแล้ว มู่เหลียงก็ค้นในตู้เสื้อผ้าของหัวหน้าค่ายด้วย สิ่งที่อยู่ในนั้นทำให้เขาตกใจเข้าไปอีก

ในนี้มีม้วนผ้าหลากหลายสีสันวางทับๆ กันอยู่

“ถ้าของมันจะเยอะแบบนี้ คงต้องหาคนมาช่วยแบกกลับแล้ว”

มู่เหลียงเอาม้วนผ้าทั้งหมด 5 ม้วนออกมาจากตู้ และคิดหาวิธีการขนมันกลับไป

เพราะในห้องแห่งนี้มีหลายสิ่งเลยที่เขาอยากเก็บกลับไปด้วย

ไม่รู้หรอกว่าใครกันที่ส่งมู่เหลียงมาที่โลกแห่งนี้ แต่เขาถูกส่งมาโดยแทบไม่มีของใช้ติดตัวมาเลย อีกทั้งยังอยู่ในโลกที่ล้มสลายแบบนี้อีก ของพวกนี้จึงจำเป็นกับเขา

“เสี่ยวไก แอบเข้ามาหาฉันเดี๋ยวนี้”

เสี่ยวไก(สีน้อย)เป็นชื่อที่มู่เหลียงตั้งให้กิ้งก่าสามสีตามสีบนร่างของมัน ก่อนหน้านี้เขาได้ออกคำสั่งให้มันคุ้มกันมินโฮเอาไว้

แต่ตอนนี้เขาต้องการให้มันมาช่วยแบกของ

เพราะหากเรียกเต่าทมิฬ มันคงเดินแหกรั้วเข้ามาตรงๆ สร้างความวุ่นวายขึ้นแน่

เสี่ยวไกเมื่อได้ยินคำสั่งของมู่เหลียงมันก็รีบเดินทางมาหาในทันที ในระหว่างที่รอเสี่ยวไกมา มู่เหลียงก็จัดเรียงม้วนผ้า และใช้มันห่อดาบที่อยู่ในห้องไปด้วย

และเมื่อเขาลองค้นตู้เสื้อผ้าดูอีกที ก็พบว่ามันมีพวกชุดเสื้อผ้า และผ้านวมอยู่ด้วย

แต่มู่เหลียงไม่ได้ต้องการของพวกนี้

“เดี๋ยว…นี้มันหนังสัตว์ใช่ไหม?”

มู่เหลียงค้นไปเจอกับผ้าผืนหนึ่งที่ดูแปลกกว่าชิ้นอื่น มันคือหนังของหมาป่าที่ถูกเก็บไว้อย่างดี

เขาหยิบมันออกมาและพบว่ามันยังไม่ได้ทำการแปรรูปหรือได้รับการเตรียมการในการแปรรูปเลยด้วยซ้ำ

เป็นหนังหมาป่าหยาบๆ ที่ยังเอาไปใช้งานอะไรไม่ได้

“ก็ไม่แปลกที่จะมีหนังหมาป่าเก็บไว้ ก็เล่นมีหัวหมาป่าในห้องถึงสามหัวแบบนี้”

มู่เหลียงเอาหนังหมาป่าวางลง และจัดให้เรียบร้อย

“ตอนนี้เราคงไม่ต้องกังวลพวกผ้าห่มหรือผ้านวมอีกแล้ว”

หลังจากจัดของเรียบร้อยแล้ว เขาก็เงยหน้าขึ้นไปบนเพดานห้อง

เสี่ยวไกได้มาถึงที่นี่อย่างรวดเร็วและได้ไต่อยู่บนเพดานห้องเป็นที่เรียบร้อย

“ลงมาช่วยฉันขนของหน่อย”

มู่เหลียงกวักมือเรียกเสี่ยวไกให้ลงมาหาเขา

กี้!

เสี่ยวไกเอียงหัวมันเล็กน้อยก่อนจะไต่ลงมาจากเพดาน

-“ตัวแกเล็กเกินไปที่จะแบกของพวกนี้หมดแหะ”

มู่เหลียงเห็นว่าม้วนผ้าห้าสีนั้นยาวถึง 1 เมตร และตัวของเสี่ยวไกเองก็ยาว 1 เมตรเหมือนกัน

“คงต้องเพิ่มระดับให้แกก่อน”

มู่เหลียงวางมือบนหัวของเสี่ยวไก ก่อนที่จะสั่งระบบภายในใจ

“วิวัฒนาการกิ้งก่าสามสีเป็นระดับ 3”

-ติ๊ง! กิ้งก่าสามสีระดับ 2 ทำการวิวัฒนาการเป็นระดับ 3 ใช้แต้มวิวัฒนาการ 100 แต้ม-

-กิ้งก่าสามสีระดับ 3 วิวัฒนาการสำเร็จ-

-ติ๊ง! ทักษะกลมกลืนเป็นระดับ 3 วิวัฒนาการทักษะเป็นลอบเร้น-

-ทำการถ่ายทอดความสามารถสู่ร่างเจ้านาย ได้รับความสามารถลอบเร้นระดับ 3-

“ลอบเร้น? หรือว่าตอนนี้เราจะสามารถหายตัวได้แล้ว แม้ว่าจะเคลื่อนไหวตัวอยู่?”

มู่เหลียงให้ความสนใจกับความสามารถใหม่ และได้ลองเปิดใช้งานลอบเร้นทันที

ผิวหนังของมู่เหลียงก็เปลี่ยนไปตามสภาพแวดล้อมที่อยู่รอบๆ ตัว และถึงจะเดินอยู่ก็ยังไม่หลุดจากสภาวะพรางตัว

“ไม่มีข้อเสียอะไรเลย แค่มีเวลาหน่วงเล็กน้อยประมาณ 1 วิในการอำพรางตัว แต่หากยิ่งเคลื่อนที่เร็วเท่าไรการพรางตัวจะเปลี่ยนสภาพไม่ทัน”

“ด้วยความสามารถแบบนี้ เราต้องเคลื่อนที่ช้าๆ และการเคลื่อนที่ช้าๆ เสียงที่เกิดก็จะน้อยมาก ซึ่งเหมาะกับงานลอบเร้นตามชื่อของความสามารถเลย!”

มู่เหลียงได้ข้อสรุปทุกอย่างและคิดอยู่ภายในใจ และได้รู้ข้อดีและข้อเสียของความสามารถนี้

แต่สิ่งที่สำคัญเลยคือเขาชอบมันมาก มันสามารถทำให้เขาอยู่ในสภาวะล่องหน และยังเคลื่อนไหวได้

หลังจากที่ได้ลองความสามารถใหม่มู่เหลียงก็เห็นว่าเสี่ยวไกนั้นรูปร่างเองก็เปลี่ยนไปด้วยเช่นเดียวกัน

ขนาดตัวของมันใหญ่ขึ้นเป็นสองเท่า ลำตัวของมันยาวถึง 2 เมตร ผิวหนังที่เคยเป็นสามสีผสมๆ กันกลายเป็นเกล็ดสีที่ชัดเจนและผสมปนๆ กัน

มีสีเขียว สีแดง สีน้ำเงิน และทุกสีดูฉูดฉาดอย่างมาก

มีหนามแหลมคมงอกขึ้นบนหัว และนัยน์ตาของมันกลายเป็นสีน้ำตาลและดูสุขุมมากขึ้น

“เสี่ยวไก วันหนึ่งฉันจะมอบปีกให้แก แล้ววันนั้นแหละแกจะกลายเป็นมังกรยักษ์”

มู่เหลียงลูบหัวเสี่ยวไกเบาๆ

กี้!!

เสี่ยวไกขานรับ แต่มันก็เอียงหัวเล็กน้อยด้วยความสงสัยว่าอะไรคือมังกรยักษ์

“เอาหล่ะ!! นิ่งๆ เดี๋ยวฉันจะขนของขึ้นบนหลังของแก”

มู่เหลียงเอาม้วนผ้า หนังหมาป่าและดาบมัดติดบนหลังของเสี่ยวไก

กี้…..

ดูเหมือนเสี่ยวไกจะไม่ชอบสักเท่าไรมันบิดตัวไปมา

“กลับไปได้แล้ว ให้มินโฮขนของลงเสร็จแล้วแกค่อยวนกลับมาที่นี่ใหม่อีกครั้ง”

มู่เหลียงโบกมือให้เสี่ยวไก พร้อมกับลอยยิ้มขณะที่มองเสี่ยวไกแบกของออกไป

กี้!!

เสี่ยวไกไต่ออกทางหน้าต่างไปจนเกิดรอยเล็บข่วนเต็มไปหมด

“ไปเร็วสิ!! ก่อนมีคนมาเจอศพของหัวหน้าค่าย!”

มู่เหลียงส่งคำสั่งไปยังเสี่ยวไกก่อนจะออกจากห้องหัวหน้าค่ายไป

ที่รอบๆ ห้องโถงนั้นมีสาวใช้ยืนรออยู่ เผื่อหัวหน้าค่ายจะเรียกใช้งานเธอ

เป้าหมายต่อไปของมู่เหลียงคืออาหาร ในเมื่อเขามาถึงที่นี่สิ่งต่อไปที่เขาจะต้องเอาออกไปด้วยคืออาหาร

ขณะที่กำลังสำรวจหาอยู่นั้นเขาก็พบร่างหนึ่งที่แอบทำตัวลับๆ ล่อๆ อยู่

“นั้นมันพ่อบ้านไม่ใช่งั้นหรอ?”

มู่เหลียงจำรูปลักษณ์ของอีกฝ่ายได้ทันที ว่าเป็นพ่อบ้านที่เข้ามาในห้องโถงในตอนนั้น

แต่มู่เหลียงอย่างรู้ว่าทำไมเขาต้องทำตัวลับๆ ล่อๆ ในบ้านของหัวหน้าค่ายด้วย

พ่อบ้านมองซ้ายและขวาอย่างระมัดระวัง และเมื่อตรวจสอบดีแล้ว ว่าไม่มีใครเห็นเขาจึงแอบเข้าไปในห้องหนึ่งอย่างเงียบๆ

มู่เหลียงผ่านตรงจุดนั้นมาแล้ว และจำได้ว่านี้คือห้องครัวของบ้านหลังนี้

นอกจากพ่อบ้านแล้วยังมีสาวใช้อีกคนที่อยู่ในห้องนี้ด้วย

แอบขโมยของงั้นหรอ?

ความคิดนี้แวบเข้ามาในหัวของมู่เหลียงทันที ก่อนที่ความคิดนี้จะหายไป

“พ่อบ้าน! นายบ้าไปแล้วหรอ…ทำไมถึงเอาเนื้อไปเยอะขนาดนั้น ถ้าหัวหน้ารู้เข้า เขาเอาเราตายแน่!”

สาวใช้เมื่อเห็นพ่อบ้านโกยเนื้อใส่ถุงผ้าก็ร้องออกมาด้วยความตกใจ

ปกติแล้วพ่อบ้านมักจะแอบเข้ามาขโมยเนื้อกิน แต่เธอก็ช่วยปกปิดทุกครั้ง

แต่หากเขาเอาเนื้อไปมากขนาดนี้เธอก็ช่วยปกปิดไม่ได้

“หัวหน้าบ้าไปแล้ว เขาคิดจะเข้าร่วมกับกลุ่มโจรเคราโลหิต เพื่อจัดการคนในค่ายที่ไม่เชื่อฟังเขา”

พ่อบ้านพูดด้วยความโกรธแค้น

“วันนี้ฉันไม่ได้ไปทำตามคำสั่งที่หัวหน้าค่ายบอก และไม่ไปพบโจรพวกนั้นที่เนินเขา แต่ไม่คิดว่าเขาจะนัดแนะกับมันล่วงหน้าไว้แล้ว”

ถูกต้องแล้วพ่อบ้านโกหกหัวหน้าตอนที่อยู่ในห้องโถง เรื่องที่ไปยังเนินเขา

ตอนนี้มู่เหลียงเข้าใจทุกอย่างแล้ว พ่อบ้านคนนี้กำลังคิดที่จะหนีไปจากค่ายแห่งนี้

พ่อบ้านคิดว่าการที่เขาไม่ไปพบเจอกับพวกโจรที่เนินเขาจะทำให้พวกโจรกับหัวหน้าระแคะระคายกัน แต่ไม่คิดว่าเขาจะแอบไปตกลงกับหัวหน้าของกลุ่มโจรเคราโลหิตไว้แล้ว

ตอนนี้ไม่มีความลับใดอีกแล้ว หากว่าทั้งสองเจอหน้ากัน ความลับก็จะแตกว่าเขาไม่ยอมทำตามแผนของหัวหน้าค่าย

พ่อบ้านเลยคิดจะหนีออกจากค่ายตอนเช้ามืด

“ทำไม…หัวหน้าถึงคิดร่วมมือกับพวกโจรเคราโลหิตล่ะ”

สาวใช้ตกใจมากจนเสียอาการและแสดงออกทางสีหน้าอย่างชัดเจน

พ่อบ้านผลักสาวใช้อย่างเร่งรีบ

“รีบไปเก็บของซะ”

“เข้าใจแล้ว!”

สาวใช้เมื่อได้สติก็พยักหน้าหลายครั้งก่อนที่เธอจะเดินออกไป

พ่อบ้านเมื่อเห็นสาวใช้เดินออกไปเขาก็ยังเก็บเนื้อตากแห้งที่เหลือต่อ

เขาไม่เปลี่ยนใจที่จะหนี

ความจริงแล้วเขาเองก็วางแผนเตรียมตัวจะหนีอยู่แล้ว