ตอนที่ 199

โรงอาหารถูกสร้างไว้ที่บริเวณส่วนกลางก่อนถึงชั้นบนสุดของเนินสูง และหากออกไปจากที่อยู่อาศัยไปไม่กี่ร้อยเมตร

เป็นอาคารชั้นเดี่ยว และได้รับการออกแบบเป็นอาคารแบบพื้นที่เปิด ที่ฝั่งซ้ายทั้งหมดของอาคารจะเป็นพื้นที่ครัวกับพื้นที่จ่ายอาหาร

ที่ฝั่งขวาจะเป็นโต๊ะที่นั่งยาวเป็นแถว ซึ่งสามารถรองรับคนได้หลายร้อยคน

หยู่ฉินหลานพาทุกคนเข้าไปยังโรงอาหาร

“ที่นี่ใหญ่มาก”

อามันมองไปรอบๆ ด้วยความอยากรู้อยากเห็น

“หอมจัง กลิ่นเหมือนเนื้อทอดเลย”

หนี่จี๋ชาอดไม่ได้ที่จะเม้มปากเพื่อไม่ให้น้ำลายไหล ตั้งแต่เดินเข้ามาในโรงอาหารกลิ่นอันหอมเย้ายวนได้รบกวนสมาธิเธอมาก ทำให้แววตาของเธอดูหิวโหยขึ้นมาทันที

โรงอาหารแห่งนี้มู่เหลียงสร้างเองกับมือด้วยพลังของเขา และทำทุกอย่างเสร็จภายในสามวัน

ทุกการตกแต่งและการจัดแบ่งพื้นที่มู่เหลียงเป็นคนจัดการทั้งหมด โดยเลียนแบบมาจากโรงอาหารของโรงเรียนในความทรงจำวัยเด็กของเขา

“กลิ่มหอมมากเลย”

อามันกลืนน้ำลายมาสองสามครั้งแล้วตั้งแต่เดินเข้ามา

กลิ่นพวกนี้ไปกระตุ้นความหิวของเธอ วันนี้เธอได้กินเพียงมื้อเช้าเพื่อให้มีพลังพอที่จะออกเดินทางในตอนเย็นเท่านั้น

และก่อนหน้านี้เธอฝืนใช้พลังของโรคผีมายาทำให้ยิ่งสิ้นเปลืองพลังงานมากขึ้นไปอีก

“ไปดูอาหารที่ชอบแล้วสั่งได้เลย”

หยู่ฉินหลานพูดด้วยน้ำเสียงที่ดูอ่อนโยน

“เพียงจ่ายแต้มสะสมสองแต้มก็แลกกินอาหารได้หนึ่งมื้อ”

“แต้มสะสมเพียงเล็กน้อยเพื่ออาหารถือว่าคุ้มค่ามาก”

แววตาของหนี่จี๋ชาเป็นประกายขึ้นมาทันที

เธอคำนวนภายในใจ คิดแล้ว 30 วันคือหนึ่งเดือน หากมากินอาหารที่นี่ทุกวันก็ใช้แต้มแค่ 60 แต้มเท่านั้น

ลี่ลี่ยิ้มเล็กน้อยก่อนที่จะกล่าวเสริม

“อีกอย่างที่นี่มีอาหารเช้าให้กินโดยไม่เสียแต้มสะสมด้วย”

“จริงหรอ!”

อามันร้องออกมาด้วยความตกใจ เสียงของเธอได้ทำให้พนักงานในโรงอาหารสนใจ

ก่อนที่เด็กน้อยจะรู้ตัวและหัวเราะแห้งๆ และเอามือขึ้นมาปิดปาก

“ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่นายท่านมู่เหลียงมอบให้กับหน่วยรบภูติผี เพราะเขาเห็นคุ้นค่าของพวกเรา”

ลี่เยว่กล่าวเสริมด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาของเธอ

“รู้ไว้ด้วยที่เขตอยู่อาศัยนอกเนินสูง อาหารจานผักสดหนึ่งที่ต้องใช้แต้มสะสมถึง 10 แต้มในการแลก”

ลี่ลี่เองก็พูดเสริมต่อทันทีด้วยท่ากอดอกแสดงออกถึงความภาคภูมิใจ

“แต่ที่นี่เพียงใช้แต้มสะสมสองแต้ม ก็สามารถกินอาหารผักที่ปรุงสุกได้แล้ว”

ทั้งสองพยายามพูดให้ทั้งหมดรู้ว่ามู่เหลียงนั้นดีแค่ไหน และเป็นการบอกว่ามู่เหลียงนั้นให้ค่ากับทุกคน

“แต้มสะสม 10 แต้มแลกกับอาหารผักหนึ่งจาน…”

หนี่จี๋ชาเปิดปากขึ้นเล็กน้อย

หนึ่งร้อยแต้มสะสมที่เธอได้มาสามารถเอาไปแลกเป็นอาหารจานผักได้แค่ 10 จานเท่านั้นที่นอกเขตเนินสูง

แต่ในโรงอาหารนี้สามารถซื้อได้ถึง 50 จาน

“ยังมีสิทธิพิเศษอื่นอีกที่หน่วยภูติผีได้รับ”

ลี่เยว่พูดขึ้นอย่างใจเย็น ก่อนที่จะกล่าวต่อ

“แต่พวกเธอจะรู้เองภายหลังต่อจากนี้”

“เข้าใจแล้ว”

หนี่จี๋ชารู้สึกแปลกใจไม่น้อยกับสิ่งนี้

สิทธิประโยชน์มากมายของการเข้าร่วมกับหน่วยรบพิเศษภูติผีนั้นดีมาก เมื่อเทียบกับตอนที่อยู่เมืองเซิงหยางแล้ว ที่นี่เปรียบเดั่งสวรรค์ชัดๆ

มีน้ำใช้ไม่จำกัด ได้อาบน้ำทุกวัน และไม่มีปัญหาเรื่องท้องอืดเพราะมีผักใบเขียวให้กิน

“ไม่หิวแล้วหรอ ไปหาอะไรกินกันสิ”

หยางปิงกล่าวขึ้น

ทำให้ทุกคนที่กำลังเหม่อลอยอยู่ได้สติขึ้นมา

กลุ่มคนมากกว่า 20 คนก็เริ่มเคลื่อนไหว และเดินไปที่พื้นที่อาหารอย่างตื่นเต้น

พนักงานจึงตะโกนเตือนขึ้น

“เข้าแถวด้วย”

“ค่ะ”

หนี่จี๋ชายืนอยู่หน้าสุดขานรับ

เธอมองไปบนโต๊ะเคาเตอร์อาหาร และมองดูหม้อใบใหญ่ที่อยู่ด้านหลังเคาเตอร์ และอดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลาย

ในหม้อนั้นคือซุปเนื้อตุ๋นที่มีกลิ่นหอมมากๆ

“จะรับสิ่งนี้ไหมค่ะ?”

พนักงานถามขึ้นพร้อมกับถือช้อนอันใหญ่ออกมา

“รับค่ะ”

หนี่จี๋ชาพยักหน้าอย่างเร็ว

“ได้เลย”

พนักงานหยิบชามกระเบื้องออกมาจากด้านข้างและตักซุปเนื้อตุ๋นให้หนึ่งช้อนเต็มๆ

“ตรงนั้นมีถาดวางอยู่ หยิบมารองจานได้เลย”

พนักงานยิ้มและแนะนำ

“ค่ะ”

หนี่จี๋ชามองไปข้างๆ ก็เห็นถาดไม้อยู่

เธอหยิบออกมาหนึ่งถาด และรับชามที่เต็มไปด้วยซุปเนื้อตุ๋นมา

จ็อกๆๆ

เสียงท้องของเธอดังขึ้นอีกครั้งอย่างอดไม่ได้ พร้อมกับกลืนน้ำลายก้อนใหญ่ลงคออีกครั้ง

เธอยกถาดและเดินไปจุดต่อไป

“อยากได้แป้งทอดสักชิ้นไหม?”

พนักงานอีกคนถามพร้อมกับถือไม้คีบไว้ในมือ

“รับ”

หนี่จี๋ชาพยักหน้า ก่อนที่พนักงานจะคีบแป้งทอดลงในถาดของเธอ

“เอาน้ำซุปด้วยไหมจ่ะ”

“เอา”

“เอาลูกชิ้นทอดด้วยไหม?”

“เอา”

หนี่จี๋ชาไม่ว่าใครจะส่งอะไรมาเธอรับหมด ด้วยความมึนงงและตื่นเต้น

เธอเดินออกมาพร้อมกับถาดที่เต็มไปด้วยอาหารที่น่ากินเต็มไปหมด

ก่อนจะมีพนักงานร้องทักขึ้นก่อนที่หนี่จี๋ชาจะเดินไปไกล

“อยากได้พวกอาหารจากผักด้วยไหม ใช้แต้มสะสม 2 แต้มต่อมื้อ”

หนี่จี๋ชาดูลังเลอยู่เล็กน้อยเมื่อฟัง และมองไปยังเคาเตอร์อาหารที่เต็มไปด้วยอาหารผักเต็มไปหมด ทั้งผัดผัก ซุปมะเขือเทศ

และคิดในใจว่าผักใบเขียวพวกนี้มื้อละ 2 แต้มสะสมเท่านั้น

ก่อนที่หนี่จี๋ชาจะเริ่มคิดคำนวนในใจอีกครั้ง และตัดสินใจว่าจะกินอาหารจารผักอย่างน้อยครึ่งเดือนต่อครั้ง

“เอาพวกผักให้ฉันบ้าง”

หนี่จี๋ชาพูดขึ้น

“อยากได้อันไหนล่ะ”

พนักงานถามด้วยความยินดีพร้อมกับหยิบชามเปล่ามาอีกใบ

“มีอะไรแนะนำไหม”

หนี่จี๋ชานั้นไม่รู้ว่าจะเลือกอะไรดี

“งั้นเป็นผัดกะหล่ำปลี บอกเลยว่ารสชาติหวาน มีสัมผัสกรุบกรอบ”

ก่อนที่พนักงานจะกระซิบเบาๆ

“ว่ากันว่าท่านเจ้าเมืองชอบสิ่งนี้มาก”

ภาพของมู่เหลียงได้ปรากฏขึ้นภายในใจของหนี่จี๋ชาอีกครั้งหลังจากได้ยินชื่อของมู่เหลียง

เธอพยักหน้าเบาๆ

“ฉันเอาอันนี้”

“ได้เลย”

พนักงานตักผัดกะหล่ำปลีใส่ชามให้และวางลงในถาดของหนี่จี๋ชา

มันทำให้หนี่จี๋ชาต้องเดินอย่างระมัดระวังมากขึ้นเพราะเวลานี้อาหารเต็มถาดของเธอไปหมด

“รบกวนขอตั๋วเงินด้วย”

พนักงานมองดูอาหารในถาดของหนี่จี๋ชาและคำนวนในใจทันที

“หมายถึงสิ่งนี้หรอ”

หนี่จี๋ชาหยิบกระดาษที่ได้มาจากหยู่ฉินหลานก่อนหน้านี้ให้กับพนักงานไป

“ใช่ นั้นแหละคือตั๋วเงิน”

พนักงานพยักหน้ายืนยัน

ก่อนที่จะรับตั๋วเงินไปและพูดอย่างจริงจัง

“มีอาหารจานผักเพิ่มเข้าไป คิดเพิ่มสองแต้มแล้วก็บวกกับอาหารปกติทั้งหมดเป็นสามแต้มสะสม”

หนี่จี๋ชาพยักหน้าอย่างเข้าใจ

และเธอเองก็รู้สึกโล่งอกขึ้นมาทันทีด้วย เพราะอาหารที่ได้รับมานั้นมากมายจริงๆ เทียบกับแต้มสะสมที่ต้องจ่ายไป ถือว่าคุ้มค่ามากๆ

พนักงานได้ประทับตราขีดฆ่าเลข 100 ออก และประทับเลขใหม่ลงไปเป็น 97

“เอาเรียบร้อย”

พนักงานส่งตั๋วเงินคืนให้หนี่จี๋ชา

และสิ่งนี้ก็ได้สร้างความประหลาดใจให้กับหนี่จี๋ชาอีกครั้ง

เธอเห็นว่ามีการเปลี่ยนแปลงในตั๋วเงินของเธอ และคิดภาพวันที่มีตัวเลข 4 หลักบนนั้น

“ขอบคุณ”

หนี่จี๋ชารับตั๋วคืนมาพร้อมกับกล่าวขอบคุณ

เธอยกถาดที่เต็มไปด้วยอาหารมานั่งลงที่ข้างๆ หยางปิง

เมื่อหยางปิงเห็นก็ช่วยประคอง

“เป็นไงไม่ถนัดงั้นหรอ”

“ไม่ๆ แค่นี้สบายมาก”

หนี่จี๋ชาพยักหน้าเล็กน้อย

การกินหนึ่งมื้อใช้แต้มสะสมแค่ 3 แต้มนี้ราวกับเป็นความฝันของเธอเลยด้วยซ้ำ

“งั้นกินเถอะ”

หยางปิงพูดขึ้นพร้อมกับเม้มปากเล็กน้อย

เธอได้เห็นโรงอาหารนี้ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่แรก และมู่เหลียงเป็นคนจัดการทุกอย่าง

ทำให้เธอเห็นได้เลยว่ามู่เหลียงมีความจริงใจขนาดไหน และเห็นค่าพวกของหนี่จี๋ชาอย่างมาก

“พี่หนี่จี๋ชา ฉันซื้อผักมาเผื่อพี่ด้วย”

อามันเดินมาพร้อมกับถาดอาหารของเธอ

ดูเหมือนว่าเด็กน้อยจะตั้งใจจะมาอวดอาหารจานผักของเธอ

“ฉันเองก็ซื้อมาเหมือนกัน”

หนี่จี๋ชาหัวเราะเล็กน้อย และรู้สึกซาบซึ้งในความใจกว้างของเด็กสาว

“เอ๊ะ! แต่ที่ฉันซื้อมามันไม่เหมือนของพี่นะ”

อามันนั่งลงข้างๆ หนี่จี๋ชาและมองไปยังถาดอาหารของหนี่จี๋ชา

ก่อนที่เธอจะพูดขึ้นอีก

“เรามาแลกกันกินเถอะ ฉันอยากลองกินผักหลายๆ อย่าง”

“ได้สิ”

หนี่จี๋ชาตอบตกลงอย่างเอ็นดู

“ว้าว!! อร่อยจัง”

อามันตาเป็นประกายหลังจากใช้ส้อมจิ้มกะหล่ำปลีในถาดของหนี่จี๋ชาไปกิน

หนี่จี๋ชาเปิดผ้าปิดหน้าเล็กน้อยให้พอเห็นปาก และลองกินอาหารผักที่อามันเลือกมา

“เถามันเทศผัดก็อร่อยเหมือนกัน”

“แป้งทอดนี้ก็อร่อย!”

อามันเอ่ยปากชมไม่หยุดหลังจากที่เริ่มกิน

“นี่เป็นเนื้อทอดที่อร่อยที่สุดเท่าที่เคยกินมาเลย”

“หนี่จี๋ชาพวกเราเอาซุปมะเขือเทศมากับผักอีกอย่างมาเผื่อเธอด้วย”

“ลองกินของฉันด้วยสิ”

“ฉันด้วย”

ใบหน้าของหนี่จี๋ชาเต็มไปด้วยอารมณ์ที่หลากหลายเวลานี้

กลุ่มของเธอนั้นต่างเข้ามาให้เธอลองกินอาหารที่ตัวเองเลือกมากัน

“ทุกคนเก็บไว้กินกันเองบ้างสิ ฉันกินคนเดียวไม่หมดหรอก”

หนี่จี๋ชาพยายามที่จะไม่ร้องไห้ออกมา

เพราะมันคงหน้าอายเกินไปที่พาคนอื่นร้องไห้ไปด้วย

หยู่ฉินหลานที่มองดูเหล่าคนที่ปิดหน้าปิดตาแลกเปลี่ยนอาหารกันด้วยแววตาที่ดูอบอุ่นหัวใจ

แต่เธอก็เพียงยืนมองอย่างเงียบๆ กับลูกสาวของเธอและไม่ไปรบกวนช่วงเวลานี้ของทุกคน