ตอนที่ 271

ตูม!!

เต่าทมิฬกำลังเดินไปข้างหน้าด้วยความเร็วคงที่

และในเมืองเต่าทมิฬเอง ที่เขตเมืองชั้นนอก

ป๋านูกำลังมองดูรอบๆ เมืองด้วยความตกตะลึงโดยมีลูกสาวช่วยพยุงอยู่ข้างๆ

เหอเกิ่นเองก็ตกใจจนอ้าปากค้าง เขาไม่เคยเห็นถนนที่สะอาดและเรียบร้อยขนาดนี้มาก่อน และที่สำคัญไม่มีกลิ่นเหม็นเน่าด้วย

เมื่อเทียบกับเมืองไป๋หลี่แล้ว ที่นี่เปรียบดังสวรรค์ ทำให้เมืองไป๋หลี่ดูไม่ต่างจากนรก

“ทุกคนเข้าแถวด้วย ใครที่ต้องการน้ำกับอาหาร ให้มาเข้าแถวที่นี่ อย่าได้แตกแถวเด็ดขาด”

เฉิงเหมาตะโกนประกาศ และพูดเดิมๆ ซ้ำไปซ้ำมา

คอของเขาเริ่มร้อนและเจ็บ เสียงก็เริ่มแหบแห้ง และเริ่มเบาลง

“น้ำ!! ฉันต้องการน้ำ”

เหอเกิ่นพูดขึ้นอย่างใจร้อน

“ลุงเหอเกิ่น!! ใจเย็น”

ป๋าฟูพูดเตือนด้วยน้ำเสียงที่ดุ

“อะเอ่อ ขอโทษ”

เหอเกิ่นยิ้มแห้งๆ และเดินไปเข้าแถว

ป๋านูยิ้ม คราบเลือดตามใบหน้าของเขาเช็ดออกหมดแล้ว บาดแผลก็เริ่มจะหายดี และโชคดีแผลที่ตาของเขาไม่ได้ทำให้เขาเสียการมองเห็นไป

ทั้งสามเดินไปเข้าแถวเพื่อรับน้ำกับอาหาร

“พ่อ ทำไมน้ำที่นี่ถึงหวานจัง”

ป๋าฟูดื่มน้ำเข้าไปครึ่งหนึ่งและรู้สึกประหลาดใจ

ในเมืองไป๋หลี่ ทาสจะได้รับน้ำทุกๆ สองวัน และเป็นน้ำขุ่นๆ มีทรายกับดินปนอยู่ด้วย อีกทั้งยังมีรสขม

“พ่อไม่ได้เห็นน้ำใสสะอาดแบบนี้มาหลายปีแล้ว”

แววตาของป๋านูจมลงไปในห้วงความคิด

อึ้กๆ

เหอเกิ่นรีบดื่มน้ำอย่างหิวกระหาย และกินหมดในครั้งเดียว

“เนื้อก็อร่อย ไม่เคยกินเนื้อรสชาติอร่อยแบบนี้มาก่อนเลย”

เหอเกิ่นเมื่อกัดเนื้อเข้าไปก็ร้องอุทานออกมาอย่างยินดี พร้อมกับน้ำตาที่ไหล

“ลุงเหอเกิ่นอย่างร้องสิ”

ป๋าฟูพูดเตือนอีกครั้ง

“ลุงไม่ได้ร้องสักหน่อย”

เหอเกิ่นเอาหน้าหลบและเช็ดน้ำตา

ป๋านูเคี้ยวเนื้อไปก็ครุ่นคิดไป เหตุใดเมืองเต่าทมิฬถึงต้อนรับพวกเขาแบบนี้? มันต้องมีจุดประสงค์อะไรสักอย่าง

หลังจากนั้นไม่นาน

แปะๆ

หยู่ฉินหลานเดินมาพร้อมกับตบมือสองสามครั้งเพื่อเรียกความสนใจ และที่แขนของเธอหนีบปึกกระดาษมาด้วย

ใบหน้าที่งดงามเสริมกับชุดกี่เพ้าอัญมณี ทำให้เธอดูเป็นหญิงที่สูงส่งมากขึ้น

“สวัสดีทุกคน”

หยู่ฉินหลานกล่าว และมองไปรอบๆ กลุ่มคนกว่า 400 คน

“สวัสดี”

มีเสียงตอบรับกลับมาจากเหล่าทาส

“เมื่อกินข้าวกับน้ำจนอิ่มแล้ว ให้มาหาฉัน เพื่อลงทะเบียนรับที่พักอยู่อาศัยเข้าใจไหม”

หยู่ฉินหลานพูดขึ้นและพยักหน้าให้เล็กน้อย

“พวกเราจะได้ที่พักด้วยงั้นหรอ….”

มีทาสคนหนึ่งถามขึ้นด้วยความตกตะลึงและไม่อยากจะเชื่อ

“ทำไมถึงทำดีกับพวกเราขนาดนี้”

มีทาสอีกคนตะโกนถามด้วยน้ำเสียงที่ดูแข็งกระด้างเล็กน้อย

“ให้ทั้งอาหารทั้งน้ำ และที่พัก ต้องการอะไรจากพวกเรากันแน่”

เหล่าทาสหยุดชะงัดไป และมองหน้ากันพร้อมกับเกิดความสงสัยในสถานการณ์ตอนนี้

“นี่คือความเมตตาจากท่านเจ้าเมือง”

เฉิงเหมาพูดขึ้นด้วยสีหน้าขึงขัง

และมีทาสอีกคนถามขึ้น

“เหตุใดท่านเจ้าเมืองนี้ถึงใจดียิ่งนัก”

ไม่ใช่ว่าพวกไม่เชื่อว่าโลกใบนี้ไม่มีคนดีเหลืออยู่แล้ว แต่ที่ผ่านมาพวกเขาเหมือนอยู่ในนรก ทุกอย่างมันได้หล่อหลอมและกัดกินจิตใจของพวกเขาจนหวาดระแวงไปหมด

“งั้นอยากจะไปจากที่นี่รึป่าว?”

หยู่ฉินหลานถามขึ้นอย่างใจเย็น

เธอมองไปรอบๆ ด้วยแววตาที่โอบอ้อมอารี

“ถ้าอยากจะไป เพียงแค่บอกฉันมาเท่านั้น ฉันจะเป็นคนไปส่งทุกคนเอง”

“นั่น…”

เหล่าทาสมองหน้ากัน และไม่มีใครกล้าพูดขึ้นอีก

“พวกเราจะไม่บังคับใคร ถ้าคิดว่าพวกเรามาร้าย แสดงว่าทุกคนคิดมากเกินไป”

หยู่ฉินหลานมองดูทุกคน ด้วยสายตาที่จริงใจ ราวกับจะบอกทุกคนว่าที่นี่ปลอดภัยไม่มีอะไรต้องกลัว

“ถ้างั้น…”

ป๋านูยิ้มออกมา ทั้งหมดนี้คือความจริงอย่างงั้นหรอ

“เจ้าเมืองของฉันยินดีต้อนรับทุกคน และผู้ที่ยินดีจะอยู่ก็สามารถอยู่ต่อได้”

หยู่ฉินหลานกอดอก และพูดด้วยท่าทางสง่าผ่าเผย

“ทุกคนจะมีอาชีพการงานในเมืองแห่งนี้ และได้รับแต้มสะสมเป็นของตอบแทน แต้มพวกนี้เอาไว้เลี้ยงดูตัวเองในเมืองแห่งนี้”

“ท่านจะไม่ทำกับพวกเราเป็นเหมือนทาสยังงั้นหรอ?”

เหอเกิ่นถามด้วยความกังวล

“จะไม่มีทาสในเมืองเต่าทมิฬ”

หยู่ฉินหลานส่ายหัว

คำเหล่านี้เธอไม่ได้เป็นคนคิด แต่มู่เหลียงเป็นคนสอนให้เธอพูด

ข้อมูลเกี่ยวกับกลุ่มคนเหล่านี้ถูกหนี่จี๋ชากับลี่ลี่ เก็บเอาไว้หมด และนำไปเสนอต่อมู่เหลียงหมดแล้ว ทำให้มู่เหลียงนั้นเตรียมตัวจัดการทุกอย่างได้ง่ายขึ้น

เมืองไป๋หลี่เป็นเมืองเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยทาส และชาวเมืองเกือบทั้งหมดเป้นทาสทั้งสิ้น นี้ก็เป็นอีกข้อมูลที่มู่เหลียงรู้มาเหมือนกัน

“พ่อ…พี่สาวคนสวยเป็นคนดี เธอไม่โกหกเราแน่นอน”

ป๋าฟูจับมือพ่อของเธอและพูดอย่างดีใจ

“ใช่”

ป๋านูตอบและยิ้มออกมา

ในใจของเขารู้สึกขอบคุณเมืองเต่าทมิฬจากก้นบึ้งของหัวใจ

หากเมืองเต่าทมิฬไม่ได้ปรากฏตัวขึ้นมาอย่างกระทันหัน พร้อมกับสัตว์อสูรโบราณ ปานี้พวกเขาคงถูกสัตว์อสูรจับกินหมดแล้ว และไม่มีโอกาสได้มายืนอยู่ตรงนี้

หยู่ฉินหลานเงยหน้าขึ้น และมองไปที่ป๋าฟู แววตาของเด็กสาวสั่นไหว และดูนอบน้อม

ก่อนที่หยู่ฉินหลานจะพูดอย่างองอาจ

“ถ้าใครต้องการจะอยู่ที่นี่ให้มาหาฉัน หากใครไม่ต้องการฉันจะพาทุกคนลงไปเมื่อฟ้ามืด”

“พ่อ เรารีบไปกันเถอะ”

ป๋าฟูดึงมือพ่อของเธอ ให้ไปหาหยู่ฉินหลาน

ป๋านูเองตอนแรกก็ลังเลก่อนที่จะปล่อยตัวตามลูกสาวไป

เขามองย้อนกลับไปที่เพื่อนของเขา

เหอเกิ่นดูลังเลมากกว่า และมองไปรอบๆ ดูบ้านเมืองที่เรียบร้อยและสะอาดอีกครั้ง

ก่อนที่เขาจะตัดสินใจ และคิดว่าต่อให้เป็นทาสอีกครั้งก็ยอม แต่หากว่าสภาพเมืองเป็นแบบนี้มันก็ดีกว่าเมืองไป๋หลี่เป็นร้อยเท่า

เหอเกิ่นเดินตามป๋านูไปอย่างรวดเร็ว

เมื่อมีคนเริ่มเคลื่อนไหว ก็มีคนอื่นตามกันไปติดๆ

ทำให้ทาสทุกคนเดินตามหยู่ฉินหลานไป

เฉิงเหมามองดูด้วยสีหน้าจริงจัง ก่อนที่จะยกมือขึ้นและพูดด้วยน้ำเสียงที่เข้ม

“ทุกคนเข้าแถวตามฉันมา”

หยู่ฉินหลานเดินพาทุกคนเข้าไปในพื้นที่อยู่อาศัย ซึ่งเป็นบ้านที่ยังว่างอยู่

ทาสเกือบสี่ร้อยเดินตามาอย่างใกล้ชิด โดยมีหน่วยสายสืบคุมมาตลอดทาง

สิบนาทีต่อมาหยู่ฉินหลานก็หยุด ที่หน้าถนนหลักสองเส้นสาม

“มีใครที่ต้องการจะอยู่บ้านหลังเดียวกันโปรดแสดงความต้องการด้วย จะได้จัดให้อยู่ที่เดียวกัน”

หยู่ฉินหลานเอาปึกเอกสารที่ติดตัวมาด้วยวางลงบนโต๊ะไม้ที่อยู่แถวนั้น และเอาปากกาถ่านออกมาพร้อมเขียน

“ฉันๆ ฉันอาศัยอยู่กับพ่อ”

ป๋าฟูยกมือขึ้น

“บอกชื่อ อายุ และบ้านเกิด”

“ฉันชื่อป๋าฟู นี่คือพ่อฉันป๋านู ฉันอายุ 14 พ่อของฉันอายุ 37 พวกเราเกิดในชนเผ่าฮั่วต้า”

ป๋าฟูพูดอย่างคล่องแคล่วดูน่ารัก

“เอาล่ะ งั้นที่พักของเธอกับพ่อคือ บ้านเลขที่ 4 อาคาร 4 ถนนหลักสองเส้นสาม”

หยู่ฉินหลานพูดพร้อมกับเขียนลงใบเอกสารอย่างรวดเร็ว

“บ้านเลขที่ 4 อาคาร 4 ถนนหลักสองเส้นสาม…”

ป๋านูพูดเบาๆ และจดจำอย่างตั้งใจ

“บ้านเลขที่ 4 อาคาร 4 มาทางนี้”

เจ้าหน้าที่สายสืบพูดขึ้นพร้อมกับก้าวออกมาด้านหน้า

ป๋านูกับลูกสาวรีบตามไปด้วยความตื่นเต้น

“นี้คือบ้านเลขที่ 2 อาคาร 4 ขึ้นไปที่พักได้เลย กุญแจอยู่ที่ประตู”

เจ้าหน้าที่สายสืบมาส่งและมองกลับไปยังกลุ่มทาสที่เหลืออยู่

พวกเขาแนะนำได้แค่เล็กน้อยเท่านั้น และต้องรีบกลับไปช่วยนำทางคนที่เหลือ

“ขอบคุณครับ”

ป๋านูก้มหัวคำนับให้

มันได้ติดกลายเป็นนิสัยของเขาไปแล้ว สมัยที่อยู่เมืองไป๋หลี่

สายสืบเดินจากไป และไม่พูดสิ่งใดอีก

ป๋านูพาลูกสาวขึ้นไปที่ชั้นบนของอาคาร ตามที่เจ้าหน้าที่บอก และเห็นมีคำเล็กๆ เขียนว่า บ้านเลขที่ 2 อยู่หน้าประตู

“พ่อดูสิ! มีกุญแจอยู่จริงด้วย”

ป๋าฟูเห็นกุญแจที่ห้อยอยู่ที่ลูกบิดประตู ก่อนที่จะดึงออกมาให้พ่อเธอดู

ป๋านูรับกุญแจมา ด้วยมือที่สั่นเทาเล็กน้อย ก่อนที่จะเสียบกลับเข้าไปในลูกบิดและบิดสองสามครั้งจนประตูเปิดออก

เมื่อเข้าไปด้านในสิ่งที่ทั้งสองเห็นคือบ้านที่มีสองห้องนอน หนึ่งห้องนั่งเล่น หนึ่งห้องครัว และหนึ่งห้องน้ำ นอกจากเตาฟืนในห้องแล้ว ไม่มีเครื่องเรือนอะไรอีกเลย

“พ่อ! ที่นี้มันกว้างมากเลย”

แววตาของป๋าฟูเป็นประกาย และเดินเข้าไปในที่พักอย่างตื่นเต้น

“ที่นี่มันดีมาก”

ป๋านูอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง และสับสนไปในเวลาเดียวกัน

“พ่อ ต่อไปพวกเราจะอาศัยอยู่ที่นี่งั้นหรอ?”

ป๋าฟูจับมือพ่อของเธอ

ใบหน้าของเธอแดงขึ้นมาด้วยความยินดีและตื้นตันอย่างบอกไม่ถูก

“....ก็น่าจะใช่นะลูก”

ป๋านูตอบอย่างไม่มั่นใจ

หากว่าสามารถหางานทำในเมืองเต่าทมิฬได้ ความคิดที่จะอาศัยอยู่ต่อก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้าย