ตอนที่ 177

ที่สวนหลังตำหนักเจ้าเมือง

“มู่เหลียง ดอกนี้ใช้ได้ไหม?”

มินโฮนั่งยองๆ อยู่ข้างมู่เหลียงพร้อมกับชี้ไปยังดอกไม้สีเหลืองขนาดเท่านิ้วก้อยตรงหน้า

“เราควรหาตัวเลือกไว้หลายตัว ลองดูดอกอื่นด้วย”

มู่เหลียงพูดพร้อมกับยิ้มให้

ตอนนี้เขากำลังคัดหาดอกไม้ที่เหมาะกับการเป็นอาหารให้กับพวกผึ้ง และเตรียมตัวสำหรับทำฟาร์มผึ้งในอนาคต

“แล้วดอกนี้ล่ะ”

มินโฮชี้ไปอีกดอกไม้ขนาดเท่าฝ่ามือในสวนอีกดอก

“อันนี้ก็น่าสนใจ”

มู่เหลียงพยักหน้าเห็นด้วย

เขามองดูดอกไม้หลายสิบดอกที่อยู่ตรงหน้าเขา พร้อมกับมองหาดอกไม้ที่แตกต่างออกไป และเป็นแบบที่เติบโตได้รวดเร็ว

ฝูงผึ้งจะเริ่มออกมาเก็บน้ำหวานทุกวัน หากว่าดอกไม้ไม่เพียงพอก็ไม่สามารถเลี้ยงดูพวกมันได้

โหย่วเฟ่ยเดินถือตระกล้าใบเล็กๆ เข้ามาในสวน และเห็นว่ามู่เหลียงกับมินโฮกำลังนั่งก้มๆ เงยๆ อยู่ในสวน

เธอมองด้วยแววตาที่สงสัยและเอ่ยปากถามขึ้น

“ทำอะไรกันอยู่น่ะ”

มินโฮนั้นไม่ได้ตกใจกับการมาของโหย่วเฟ่ย และตอบด้วยน้ำเสียงที่ดังและชัด

“มู่เหลียงกำลังมองหาดอกไม้เอาไว้เลี้ยงพวกผึ้ง!”

ตอนนี้มินโฮเองก็มีพลังในขั้น 2 แล้ว หลังจากได้รับยาเสริมพลังเมื่อสองวันก่อน ทำให้พลังของเธอพุ่งทะยานขึ้น

ทำให้เธอก็ได้ยินเสียงฝีเท้าของโหย่วเฟ่ยมาตั้งแต่ไกล

แต่นั้นก็เพราะโหย่วเฟ่ยไม่ได้ปิดบังตัวตนและเก็บเสียงฝีเท้าของเธอ หากทำเช่นนั้นต่อให้มินโฮหูดีแค่ไหน ก็คงไม่มีทางได้ยินเสียงเธอเดิน

“งั้นอยากได้แบบไหนล่ะ”

โหย่วเฟ่ยมองไปรอบๆ ตัวมู่เหลียง

“ขอเป็นดอกไม้ที่แตกกิ่งก้านได้ และโตไวมีช่อดอกไม้เยอะๆ และมีสรรพคุณเป็นยาด้วยก็ดี”

มู่เหลียงหันกลับไปมองโหย่วเฟ่ยพร้อมกับพูดขึ้น

“แล้วถ้าเป็นดอกนิทรานี้ล่ะ”

โหย่วเฟ่ยมองไปยังดอกไม้ด้วยสีหน้าตื่นเต้น

และชี้ไปยังดอกไม้สีดำที่มีขนาดดอกเท่ากับฝ่ามือและพูดต่อ

“ดอกไม้นี้เป็นส่วนผสมของยาสลบชนิดแรง”

“ยังมีดอกอื่นอีกไหม?”

มู่เหลียงถามด้วยแววตาที่เป็นประกาย

“ก็มีดอกอัมพาต เติบโตได้ดีต่อให้ลำต้นของมันหักก็ตาม หนามตามต้นของมันหากถูกตำเข้าก็ทำให้เกิดอาการเวียนหัวได้”

โหย่วเฟ่ยชี้ไปยังต้นของดอกไม้ที่ขนาดเท่าหัวแม่โป้งและมีสีม่วง

ดอกไม้ทั้งสองชนิดที่เธอกล่าวมานั้นล้วนเป็นส่วนผสมของยาสลบที่เคยทำก่อนหน้านี้

“ดอกอัมพาตงั้นหรอ ดอกนี้ใช้ได้”

มู่เหลียงยิ้มมุมปาก

เขารู้สึกว่าเวลาถามอะไรโหย่วเฟ่ยเกี่ยวกับการทำยาแล้ว มักจะได้คำตอบที่ดีเสมอ

โหย่วเฟ่ยเองก็เหลือบมองไปยังสวน และพูดต่อ

“แต่พวกมันไม่ได้มีช่อดอกเยอะ”

“งั้นเธอว่าควรจะใช้อันไหน”

มู่เหลียงถามต่อระหว่างมองดูดอกไม้สองชนิด

เขารู้สึกสับสนระหว่างดอกไม้ทั้งสอง เพราะมีข้อดีข้อเสียต่างกัน

“เลือกได้อันเดียวงั้นหรอ?”

โหย่วเฟ่ยถามพร้อมกับกระพริบตาด้วยความลังเล

“เดี๋ยวนะ….ไม่ต้องก็ได้นี่นา”

มู่เหลียงถึงกับชะงักไปก่อนที่จะส่งเสียงราวกับไม่อยากจะเชื่อ และเริ่มหัวเราะกับความโง่ของตัวเอง

“ที่จริงเราก็แค่ใช้ทั้งสอง และรับฝึกมันทั้งหมดก็พอ”

มู่เหลียงนั้นลืมไปเลยด้วยซ้ำ เพราะก่อนหน้านี้เขามีผลึกสัตว์อสูรไม่เพียงพอ ทำให้การเลี้ยงดูสัตว์อสูรของเขาทุกตัวนั้นกินแต้มวิวัฒนาการอย่างมาก เพราะงั้นเขาจึงไม่กล้าที่จะรับฝึกอะไรเพิ่ม

แล้วยิ่งตอนนี้เขาต้องใช้แต้มวิวัฒนาการไม่ต่ำกว่า 100 แต้มเพื่อเลี้ยงสัตว์อสูรและสิ่งที่ฝึกทุกวัน

โดยเฉพาะเต่าทมิฬน้อย หิ่งห้อยน้อย ต้นชาเขียวประกาย สิ่งที่มีระดับ 7 ขึ้นไปจะกินแต้มวิวัฒนาการจำนวนมาก

เพราะมันคือสิ่งเดียวที่หล่อเลี้ยงพวกมันไว้ได้

ต้นชาเขียวประกายนั้นไม่ได้รับแสงแดดที่เพียงพอ และสารอาหารในดินก็น้อย ทำให้มันไม่สามารถที่จะเติบโตได้อย่างเต็มที่ เพราะงั้นมันก็ยังจำเป็นต้องได้รับแต้มวิวัฒนาการเป็นอาหาร

ไม่ต้องพูดถึงเต่าทมิฬที่มีขนาดตัวใหญ่โต มันไม่สามารถหาอาหารเลี้ยงตัวเองได้ และอาหารมื้อเดียวของมันคงเท่ากับอาหารของคนทั้งเมืองกิน 10 วัน

แต่ตอนนี้เขามีถนนการค้าที่หาผลึกสัตว์อสูรได้แล้ว ไม่จำเป็นต้องกลัวเรื่องขาดแคลนแต้มวิวัฒนาการอีกต่อไป

“ถ้าเป็นแบบนี้ ก็วิวัฒนาการมันทั้งสองดอกเลยเนี้ยแหละ”

มู่เหลียงยื่นมือไปแตะดอกนิทราและสั่งระบบในใจ

“ระบบฝึกเลี้ยง และวิวัฒนาการเป็นระดับ 5”

-ติ๊ง ใช้แต้มฝึกฝน 10 แต้มฝึกเลี้ยงสำเร็จ-

-เพิ่มระดับจากระดับ 0 ถึง 5 ใช้แต้มทั้งหมด 11,110-

-วิวัฒนาการเป็นดอกเมฆา-

-ถ่ายทอดความสามารถสู่ร่างเจ้านาย ได้รับความสามารถ ‘ละอองเกสร’-

มู่เหลียงรู้สึกตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้รับความสามารถใหม่ๆ มาตลอด

ดอกนิทราที่วิวัฒนาการเป็นดอกเมฆาแล้วได้ขยายตัวใหญ่ขึ้นจนตัวดอกเท่ากับกำปั้นและต้นสูงใหญ่ขึ้นถึงหกเมตร และลำต้นหนาถึงสองเมตร

สีดอกของมันได้กลายเป็นสีดำที่ดูมีมนต์ขลัง และมีดอกผุดขึ้นมามากถึงสามสิบดอกในต้นเดียว

“ดูไปดูมามันก็คล้ายกับดอกบัวสีดำเหมือนกัน”

มู่เหลียงเงยหน้าขึ้นมองดอกเมฆาที่ใหญ่โตและมีลักษณะที่เปลี่ยนไป

“โห เป็นดอกไม้ที่สูงจริงๆ”

มินโฮอ้าปากค้างด้วยความประหลาดใจ

“มู่เหลียง!! ฉันอยากได้ตัวกลีบดอกมาศึกษาทดลอง!”

โหย่วเฟ่ยพูดด้วยน้ำเสียงที่ตื่นเต้นสุดๆ และมองดอกเมฆาตาเป็นมัน

“ได้อยู่แล้ว”

มู่เหลียงพยักหน้าเบาๆ

เขาเองก็ต้องการให้โหย่วเฟ่ยนั้นพัฒนาสูตรยาสลบที่ทรงพลังมากขึ้นไปอีก

“ฮาวว”

อยู่ๆ มินโฮก็รู้สึกง่วงขึ้นมาอย่างที่ไม่รู้ตัว

เธอพูดด้วยน้ำเสียงที่งัวเงีย

“ทำไม…กัน…ถึงรู้สึกง่วงแบบนี้ เมื่อคืนก็นอนเร็วนี่นา”

“...”

มู่เหลียงเริ่มได้กลิ่นอะไรสักอย่างเบาบางในอากาศ และลืมคิดถึงเรื่องนี้ไปเขารู้ได้ทันทีว่านี้คือพลังของดอกเมฆา

เขาแทบไม่ต้องทดลองพลังใหม่แล้ว และรู้ได้ทันทีว่าพลังของ ละอองเกสรเป็นเช่นไร

“มู่เหลียง…ฉันง่วงนอนมากเลย”

มินโฮอยู่ก็เสไปเสมาเหมือนคนเมา

แม้แต่ตาก็ไม่สามารถลืมขึ้นได้ แม้ว่าจะพยายามแค่ไหน แต่เปลือกตาของเธอมันก็หนักเหลือเกิน

เธอเสไปหามู่เหลียง ก่อนที่จะล้มลงโดยที่มู่เหลียงรับไว้ทัน

“นอนพักก่อนเถอะ”

มู่เหลียงอุ้มสาวหูกระต่ายเอาไว้

ดอกเมฆาระดับ 5 นั้นทำให้มินโฮที่เป็นผู้กลายพันธ์ขั้น 2 หลับได้ภายในไม่กี่วินาที และพลังของเธอไม่อาจจะต้านทานได้เลย

หากว่าดอกเมฆาได้รับคำสั่งให้เปิดใช้พลังของมันเต็มพิกัด คงทำให้ผู้มีพลังต่ำกว่าขั้น 5 ทั้งหมดหลับใหล

แบบนี้เองทำให้มู่เหลียงเป็นกังวลเหมือนกัน กลัวว่าหากเขาวิวัฒนาการมันต่อไป มันจะสร้างเกสรยาสลบปกคลุมไปทั่วเมืองเต่าทมิฬ และทำให้ทุกคนหลับไหลจนหมด

“ฤทธิ์ของมันเปลี่ยนไปหลังจากได้รับการวิวัฒนาการแล้ว!”

โหย่วเฟ่ยรีบคว้าสมุดขึ้นมาจดบันทึกทันที

“หือ…เธอไม่รู้สึกง่วงงั้นหรอ?”

มู่เหลียงมองดูโหย่วเฟ่ยด้วยสายตาที่ประหลาดใจ

“ง่วงหรอ…นี้ฉันยังไม่ได้บอกความสามารถของฉันให้มู่เหลียงรู้หรอ?”

โหย่วเฟ่ยมองมู่เหลียงด้วยสายตาที่ประหลาดใจเหมือนกัน

“ยัง”

มู่เหลียงส่ายหัว เขาไม่เคยถามเกี่ยวกับเรื่องของโหย่วเฟ่ยอย่างละเอียดเลยสักครั้ง

“พลังของฉันคือต้านทานต่อพิษทุกชนิด”

โหย่วเฟ่ยพูดอย่างภูมิใจเล็กน้อย

“การกินยาพิษทำให้ร่างกายของฉันแข็งแกร่งขึ้น”

“มีความสามารถแบบนี้ด้วยงั้นหรอ?!”

มู่เหลียงมองหญิงสาวด้วยสายตาที่ตกตะลึง

ในที่สุดเข้าก็เข้าใจแล้วว่าทำไมโหย่วเฟ่ยถึงชอบศึกษาค้นคว้าและทดลอง และพยายามหาวิธีรักษาโรคผีมายา นั้นเพราะยาที่เธอทำพลาดและกลายเป็นพิษทำให้เธอแข็งแกร่งขึ้น

“ฉันพึ่งมาเข้าใจพลังของตัวเองพักหลังนี้เอง”

โหย่วเฟ่ยเกาหัวด้วยความเขินอาย

เธอเคยคิดว่าเธอไร้ซึ้งพลังและความสามารถพิเศษแบบคนอื่น แต่หลังจากที่ทดลองยาไปมากมาย

และลองให้คนอื่นกินยาที่เธอทำขึ้นมาดู หลายคนมีอาการป่วยหรือไม่สบายทุกครั้ง ทำให้เธอรู้ว่าเธอมีความสามารถในการต้านทานพิษและอาการผิดปกติต่างๆ ได้

“เธอนี่..สมฉายาคนเซ่อจริงๆ”

มู่เหลียงอดไม่ได้ที่จะพูด

เขาเองสงสัยเหมือนกันว่าที่โหย่วเฟ่ยดูมึนๆ ต๊องๆ หลุดๆ เพราะกินยาที่เป็นพิษมากไปรึป่าว