ตอนที่ 97

ในขณะที่ท้องฟ้าใกล้ที่จะหมดแสงลง ก็มีร่างหนึ่งปรากฏขึ้นบนถนนทางเดิน ด้วยสภาพที่อิดโรยมากๆ และเดินไม่ต่างจากคนไร้วิญญาณ

“นี้มันมาก…เกินไป….ที่คนคนหนึ่งจะรับได้แล้ว เจ้าบ้านั้นเล่นให้ใช้พลังทั้งวันเลย”

หยู่เฟ่ยหยานนั้นบ่นด้วยใบหน้าที่ซีดเซียวราวกับคนใกล้ตาย

แต่ในอ้อมแขนของเธอนั้นกลับมีของบางสิ่งอยู่ เธอประคองมันไว้ด้วยแรงทั้งหมดที่มี -และเดินโซซัดโซเซไปมาตลอด

ที่ข้างหลังของหยู่เฟ่ยหยานเซียวมี่ได้เดินออกมาที่ถนนเพื่อจะไปตักน้ำเพิ่ม ได้เห็นหยู่เฟ่ยหยานจึงวิ่งเข้าไปใกล้ๆ

เซียวมี่ถือถังน้ำไปด้วยและถามด้วยความเป็นห่วง

“ท่านหยู่จูน้อย? มีอะไรให้ฉันช่วยไหม”

“ห้ะ! ใครเรียกฉันว่าหยู่จูน้อย?”

หยู่เฟ่ยหยานหันไปมาด้วยความตกใจราวกับคนละเมอตื่นจากฝัน และมองออกไปรอบๆ ด้วยสายตาที่ว่างเปล่า

“ใช่ ฉันเอง”

เซียวมี่พูดขึ้นด้วยสีหน้าไร้เดียงสา

“อ๋อ…เธอเองงั้นหรอ….ฮะๆ นี้เป็นครั้งแรกเลยที่มีคนเรียกฉันแบบนี้”

หยู่เฟ่ยหยานยิ้มให้เซียวมี่เท่าที่แรงเธอจะมี และจดจำหญิงสาวผมสีน้ำตาลสั้นประบ่าได้ในทันที

หยู่เฟ่ยหยานนั้นไม่อยากทำให้เธอเสียเวลา

“ไม่ต้องหรอก ฉันไปส่งของที่จุดแลกของก็เสร็จงานแล้ว เธอก็ไปตักน้ำเถอะ”

“งั้นรักษาตัวด้วย”

เซียวมี่พูดด้วยความเป็นห่วง

ก่อนที่จะวิ่งไปเข้าแถวเพื่อตักน้ำ

“ดูเหมือนว่าครอบครัวของเธอคงเลี้ยงดูเธอมาอย่างดีเลยสินะ”

หยู่เฟ่ยหยานบ่นพึมพำก่อนที่จะเดินอย่างไร้เรี่ยวแรงไปยังจุดแลกของ พร้อมกับสิ่งที่อยู่ในแขนของเธอ

และหยู่เฟ่ยหยานได้ตัดสินใจแล้วว่าต่อจากนี้ เธอจะไม่ใช้พลังเกินตัวแบบนี้อีกแล้ว เพราะมันทรมานมาก แม้แต่เดินก็ยังแทบขาดใจ

ใช้เวลากว่า 10 นาที กว่าที่หยู่เฟ่ยหยานจะเดินมาถึง

เมื่อมาถึงแล้วหยู่เฟ่ยหยานก็เห็นว่าแม่ของเธอนั่งอยู่ในบ้านจุดแลกเปลี่ยน และกำลังมองมาที่เธอ

“ทำไมกลับมาช้าขนาดนี้? แม่นึกว่าจะต้องไปรับลูกกลับมาเสียแล้ว”

หยู่ฉินหลานพูดขึ้นพร้อมกับลุกขึ้นเข้าไปพยุงลูกสาวของเธอที่ทำท่าจะยืนไม่ไหว

“หนู…หนูทำมันสำเร็จแล้ว”

หยู่เฟ่ยหยานยื่นสิ่งที่อยู่ในอ้อมแขนของเธอให้หยู่ฉินหลาน เพื่ออวดสิ่งที่เธอสร้างขึ้น

“โห….หม้อดินเผางั้นหรอ”

หยู่ฉินหลานรับหม้อมา และตรวจดูมันอย่างระมัดระวัง

เธอพลิกมองทุกส่วนอย่างละเอียด และพูดชมเชย

“หม้อดินเผานี้ดีกว่าที่ลูกทำเมื่อสองวันที่แล้วเสียอีก”

“เมื่อสองสามวันก่อน หนูแทบไม่มีแรงจะทำอะไรอยู่แล้ว”

หยู่เฟ่ยหยานแสดงออกถึงความเหนื่อยแทบขาดใจ เมื่อพูดถึงเรื่องนี้

เวลานี้ที่ส่วนหางของเต่าทมิฬน้อยนั้น มันได้กลายเป็นโรงหลอมสำหรับทำหลายสิ่ง ทั้งทำเครื่องปั้นดินเผา และทดลองทำสิ่งต่างๆ ที่ต้องใช้ไฟ

ห้าวันที่ผ่านมามู่เหลียงให้หยู่เฟ่ยหยานใช้พลังของผู้ตื่นแห่งไฟ ทำงานต่างๆ อย่างไม่หยุดพักตลอดสามวัน เธอพึ่งฟื้นจนมีแรงกลับมาเมื่อวานด้วยซ้ำ

“กลับกันเถอะ เดี๋ยวแม่พาลูกกลับไปเอง”

หยู่ฉินหลานพาหยู่เฟ่ยหยานนั่งลงก่อนที่ตัวเองจะลุกไปเก็บของและปิดจุดแลกเปลี่ยน

“ไม่เป็นไร หนูยังเดินไหว”

-หยู่เฟ่ยหยานส่ายหัวอย่าง-ร้อนร้น และแสดงท่าทางลำบากใจ

“ไม่ต้องห่วงงานของแม่ ทุกอย่างเรียบร้อยดี”

หยู่ฉินหลานรู้ว่าลูกสาวของเธอคิดอะไรอยู่ และตอบกลับไปให้เธอสบายใจ

ก่อนที่เธอจะเข้าไปเอาร่างของหยู่เฟ่ยหยานขึ้นหลังของเธอไป

“อ้ะ!!”

หยู่เฟ่ยหยานตกใจ และกอดคอแม่ของเธอเอาไว้

“แม่ว่าลูกควรออกกำลังกาย หรือทำงานให้หนักกว่านี้นะ ไม่งั้นต่อไปแม่คงคอหักตายแน่”

หยู่ฉินหลานกลอกตาไปมาด้วยความขี้เล่นของเธอ

“เหวอ!!….”

หยู่เฟ่ยหยานนั้นรู้สึกเสียวๆ ทุกครั้งที่แม่ของเธอเดินก้าวขาขึ้นบันได

เมื่อเดินมาได้ถึงครึ่งทางหยู่ฉินหลานก็ถามขึ้น

“เป็นไงบ้างพลังของลูกพัฒนาขึ้นไหม”

“ก็คืบหน้าขึ้นเล็กน้อย”

หยู่เฟ่ยหยานตอบด้วยน้ำเสียงที่อ่อยๆ

และมองไปรอบๆ เพราะกลัวว่าใครจะมาเห็นว่าเธอขี่หลังแม่ของเธออยู่

“ตอนแม่อายุเท่าลูก แม่ก็เป็นผู้ตื่นขั้น 4 แล้ว”

หยู่ฉินหลานพูดด้วยน้ำเสียงที่ภูมิใจ

เธอรู้สึกว่าต้องสร้างแรงกดดันเล็กน้อยให้กับลูกของเธอ เพราะก่อนหน้านี้ลูกสาวของเธอนั้นได้รับแรงกดดันอย่างมาก แต่เมื่อไร้แรงกดดันพวกนั้นแล้ว เธอก็จำเป็นที่จะต้องสร้างแรงกดดันให้ลูกสาวของเธอพัฒนาตัวมากกว่านี้

“หนูจะเป็นผู้ตื่นขั้น 4 ให้ได้ในปีนี้”

หยู่เฟ่ยหยานเอ่ยปากให้คำมั่นอย่างรวดเร็ว

“ถ้าเป็นแบบนั้นลูกก็ต้องฝึกฝนให้มากกว่านี้”

หยู่ฉินหลานยกตัวหยู่เฟ่ยหยานขึ้นเล็กน้อยเป็นการกระชับท่าขี่หลัง

แต่การทำแบบนั้นทำให้หยู่เฟ่ยหยานหน้าแดงขึ้นมาทันที และพูดเตือนแม่ของเธออย่างเขินอาย

“แม่เขยิบมือไปอีกหน่อย”

“เอ้านี้ไม่ใช่ขางั้นหรอ?”

หยู่ฉินหลานพูดด้วยน้ำเสียงติดเล่น และยิ้มผ่านแววตาของเธอ

“จะไปใช่ได้ไง นี้ก้นหนู…”

หยู่เฟ่ยหยานเขินจนหน้าแดง และพูดด้วยน้ำเสียงที่โมโห

“รู้แล้ว รู้แล้ว”

หยู่ฉินหลานได้แกล้งลูกสาวของเธอแบบนี้ก็ทำให้ความรู้สึกเหนื่อยล้าทั้งวันหายไปทันที

“ฮึ่ม!”

หยู่เฟ่ยหยานนั้นเม้มริมฝีปากและพ่นลมหายใจอย่างไม่พอใจออกมา

หยู่ฉินหลานจึงเลิกแกล้งลูกสาวเธอ และเดินขึ้นบันไดไปเงียบๆ จนถึงยอดเนินสูง

เมื่อมาถึงทั้งสองก็ได้ยินเสียงร้องแปลกๆ ดังขึ้น

หยู่เฟ่ยหยานมองไปยังสถานที่ที่เป็นต้นเสียง มันคือบ้านหลังใหม่ที่มู่เหลียงพึ่งสร้างขึ้นเป็นห้องทำงานของเขา

“มู่เหลียงยังคงยุ่งกับสัตว์เลี้ยงของเขาอยู่สินะ”

“ใช่ เขาหมกตัวอยู่ในนั้นมาสักระยะแล้ว ฉันไม่รู้เลยว่าเขากำลังลองสร้างอาวุธวิญญาณแบบไหน”

สีหน้าของหยู่ฉินหลานนั้นฉายออกถึงความสงสัยอย่างมาก

ในช่วงห้าวันที่ผ่านมานี้ มู่เหลียงได้สร้างห้องทำงานของเขาขึ้น เพื่อเอาไว้สร้างอาวุธวิญญาณ และดูเหมือนเขามีแผนการอะไรบางอย่าง

“ได้ยินมาว่าเขาจะสร้างอาวุธวิญญาณจาก ชิ้นส่วนของสัตว์เลี้ยงของเขาเอง”

สีหน้าของหยู่เฟ่ยหยานนั้นแสดงออกถึงความประหลาดใจ ก่อนที่จะหัวเราะพร้อมกับเอามือปิดปากเอาไว้

“เกิดมาเป็นสัตว์อสูรเลี้ยงของมู่เหลียงก็ลำบากเหมือนกันสินะ”

เมื่อวันก่อนเธอเห็นกิ้งก่าตัวยักษ์เดินออกมาจากห้องทำงานของมู่เหลียงด้วยสีหน้าอมทุกข์สุดๆ และทำให้เธอเกือบกลั้นหัวเราะไม่อยู่

“บางทีเขาอาจจะกำลังสร้างบางสิ่งที่ทรงพลัง”

หยู่ฉินหลานไม่เถียงว่ามู่เหลียงนั้นเป็นคนใจร้ายทำได้กระทั่งสัตว์เลี้ยงตัวเอง

แต่เธอก็สงสัยมากกว่าว่าเขาจะสร้างอาวุธวิญญาณแบบไหนออกมา ถึงกับทำการทดลองที่ดูผิดมนุษย์มนาแบบนี้

แอ๊ด!

แล้วอยู่เสียงประตูห้องทำงานของมู่เหลียงก็เปิดออก

แต่ไม่มีใครเดินออกมา

“ไม่มีใครออกมางั้นหรอ?”

นัยน์ตาสีแดงของหยู่เฟ่ยหยานฉายออกถึงความสงสัย

“ไม่มีใครจริงๆ หรือว่ามองไม่เห็นกันแน่”

หยู่ฉินหลานนั้นหรี่ตาลงและเพ่งมองอย่างมีสมาธิ

เธอรู้สึกแปลกๆ แต่ไม่รู้ว่าร่างนั้นอยู่ตรงไหน”

“อะแฮ่ม….”

อยู่ๆ ก็มีเสียงกระแอมเบาๆ ข้างๆ ทั้งสองคน ทำให้สองแม่ลูกสะดุ้งด้วยความตกใจ

“กรี้ด!”

หยู่เฟ่ยหยานร้องลั่นและกอดแม่ของเธอแน่น

“หยู่เฟ่ยหยาน!! คิดจะรัดคอให้แม่ตายรึไง!!”

หยู่ฉินหลานหันหัวไปดุลูกสาวอย่างรวดเร็ว ด้วยสีหน้าอึดอัด

“อ๊ะ!!”

หยู่เฟ่ยหยานที่ได้สติก็ปล่อยมือทันที และมองไปรอบๆ ด้วยสายตาที่หวาดระแวง

“ดูเหมือนว่าเกราะนี้จะใช้งานได้จริง”

เสียงของมู่เหลียงดังขึ้น พร้อมกับร่างกายของเขาที่ปรากฏออกมาจากความว่างเปล่า และยืนอยู่ข้างๆ สองแม่ลูก

“นี้คือ?!”

หยู่ฉินหลานจ้องมองไปยังเกราะสามสีที่ดูมันวาวเหมือนเกล็ดสัตว์ ด้วยความสนใจ

“มันสุดยอดมาก!”

หยู่เฟ่ยหยานจากใบหน้าที่ไร้เรี่ยวแรงกลับมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที

จากที่เคยหมดสิ้นกำลัง ไม่รู้ว่าอยู่ๆ หยู่เฟ่ยหยานไปเอาเรี่ยวแรงจากไหนดิ้นจนตกลงมาจากหลังของแม่เธอ และปรี่เข้าไปหามู่เหลียงทันทีด้วยความอยากรู้อยากเห็น

“เป็นไงผลงานของฉันที่ใช้เวลาสร้างถึงห้าวัน”

มู่เหลียงถอดหมวกเกราะออก เผยให้เห็นใบหน้าอันคมเข้มของเขา

“เดี๋ยว!!….”

มู่เหลียงใช้ฝ่ามือดันหัวของหยู่เฟ่ยหยานเอาไว้ ไม่ให้เข้ามาใกล้เขาเกินไป

หากปล่อยให้หยู่เฟ่ยหยานเข้ามาจับนู้นจับนี้ เธอคงดึงชุดเกราะของเขาออกไปแน่

“มู่เหลียง….นายสร้างเกราะวิญญาณระดับสูงงั้นหรอ!”

ชุดเกราะเต็มตัวที่เติมแต่งมากมาย และดูเหมือนถูกปรับแก้หลายครั้ง ในที่สุดเขาก็ทำมันสำเร็จภายในห้าวัน

“มู่เหลียง มู่เหลียง!! ขอฉันลองใส่มันหน่อย!”

แววตาของหยู่เฟ่ยหยานเหมือนเด็กน้อยที่กำลังขอของเล่น พร้อมกับมุดตัวเข้าไปจับชุดเกราะที่มู่เหลียงใส่อยู่

“นี้!! ไหนบอกไม่เรี่ยวมีแรงแล้วไง แล้วเอาแรงจากไหนมาลองชุดเกราะอีก”

หยู่ฉินหลานก้าวออกไปและดึงคอเสื้อของหยู่เฟ่ยหยานให้ถอยห่างออกมาจากมู่เหลียง

ก่อนที่เธอจะยิ้มและพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน

“ให้ฉันได้ลองพลังของมันหน่อยจะได้ไหม”

“เอ้า!!! แม่!! ไหนเป็นงี้ล่ะ!!”

หยู่เฟ่ยหยานพยายามดิ้นให้หลุดจากมือของแม่เธอ ด้วยแววตาที่ตื่นตระหนก

“ยังก่อน…เธอสองคนยังลองชุดเกราะนี้ยังไม่ได้”

มู่เหลียงถอยหลังเล็กน้อย เพื่อเว้นระยะห่างจากสองแม่ลูก และเอามือขึ้นมาเกาคางของเขาเบาๆ และมองไปยังเรือนร่างของหยู่ฉินหลาน

ชุดเกราะของเขาถูกวัดขนาดให้พอดีกับรูปร่างของผู้ชาย ถ้าผู้หหญิงจะใส่คงต้องแก้ตรงช่วงอก

“เข้าใจแล้ว”

การถูกสายตาของมู่เหลียงจ้องมองเรือนร่างทำให้หยู่เฟ่ยหยานเข้าใจได้ทันที

ทำให้ใบหน้าสวยๆ ที่มากเสน่ห์ของเธอแดงก่ำขึ้นมา และหันหน้าหลบอย่างรวดเร็ว

“งั้นให้ฉันปรับแก้ไขตัวชุดเกราะอีกหน่อย แล้วเดี๋ยวฉันจะให้ทั้งสองได้ลองใส่”

มู่เหลียงพูดพร้อมกับแสยะยิ้มที่มุมปาก

กี้….

แล้วตอนนั้นเองที่เสี่ยวไกได้เดินออกมาจากห้องทำงานของมู่เหลียง และมองไปยังเกล็ดของมันที่ถูกนำมาทำชุดเกราะที่อยู่บนตัวของมู่เหลียงด้วยแววตาเศร้าสร้อย

มู่เหลียงถึงกับยิ้มแห้งๆ และพูดแก้ตัวอย่างเขินๆ ว่า

“อย่าเข้าใจอะไรฉันผิด ถึงฉันจะเอาเกล็ดของมันมาก็จริง แต่ฉันก็รักษาให้มัน และยังมอบผลประโยชน์ให้มันอีกหลายอย่าง”

ตลอดเวลาที่เขาเอาเกล็ดของเสี่ยวไกมานั้น เขาได้ให้แต้มฝึกฝนเป็นอาหารกับมันเป็นพิเศษด้วย

อีกทั้งยังใช้ความสามารถฟื้นฟูรักษาให้อีก ทำให้เกล็ดทั้งหมดที่เขาดึงออกมาจากมันงอกกลับมาใหม่ในเวลาห้าวัน

กี้??

เสี่ยวไกส่งเสียงพร้อมกับแลบลิ้นออกมา

“ไม่ๆ ยังต้องเอาเกล็ดของแกอีก”

สิ่งที่มู่เหลียงได้ยินคือเสี่ยวไกถามว่า จะต้องเอาเกล็ดของมันอีกไหม

กี้!

เสี่ยวไกถึงกับตัวแข็งทื่อด้วยความหนักใจ

“เอ้าน่าอย่าดื้อสิ ฉันมีของตอบแทนให้อยู่แล้ว”

มู่เหลียงพยายามปลอบใจเสี่ยวไก และส่งแต้มฝึกฝนให้มัน 20 แต้มเป็นของปลอบใจ

กี้!!

เสี่ยวไกเดินจากไปด้วยสีหน้าที่เศร้า แต่มันก็ดูมีความสุขแปลกๆ

ความเจ็บของการถูกดึงเกล็ดออกนั้นเจ็บมาก และยิ่งเป็นชิ้นใหญ่ๆ รู้สึกราวกับถูกกระชากขนในจุดที่อ่อนไหว

แน่นอนว่าที่มันดูมีความสุขเพราะได้รับแต้มฝึกฝน และได้ใกล้ชิดกับเจ้านายของมันมากขึ้น

“กิ้งก่ายักษ์น่าสงสารจริงๆ ที่มีเจ้านายแบบนี้”

หยู่เฟ่ยหยานส่ายหัวและพูดด้วยน้ำเสียงที่ดูสงสาร

“งั้นหรอ….หว้า แย่จังเลยนะดูเหมือนว่าเธอจะไม่ได้ลองชุดเกราะนี้แล้วล่ะ”

มู่เหลียงพูดอย่างเกียจคร้านและมองไปทางหยู่เฟ่ยหยาน

มีหรือที่เขาจะไม่รู้นิสัยใจคอของสัตว์เลี้ยงของเขา? ก็เห็นๆ อยู่ว่าเสี่ยวไกมันแกล้งสำออยทำตัวน่าสงสาร และเรียกร้องความสนใจเหมือนเด็กๆ

“ไม่ ไม่ ไม่น่าสงสารแล้ว มันไม่ได้ดูน่าสงสารเลย

หยู่เฟ่ยหยานรีบกลับคำอย่างรวดเร็ว ด้วยสีหน้าที่จริงจัง

“ฉันคิดว่ากิ้งก่ายักษ์ตัวนั้นแข็งแรงมากๆ และสามารถทนต่อการถอนเกล็ดได้สบายๆ ต่อให้ถอนออกมาหมดตัวเลยก็ตาม!”

“.....”

หยู่ฉินหลานมองไปยังลูกสาวของเธอ พร้อมกับเอามือกุมขมับ

ลูกสาวของเธอไปได้นิสัยไร้ยางอายแบบนี้มาตอนไหนกัน

ใครกันที่ทำให้ลูกสาวของเธอนิสัยเสียแบบนี้?