“ดูเหมือนลมตอนเช้าจะไม่แรงเท่ากลางคืน”
หวาเอ่อกังและตาซื่อเดินออกมาจากหอสามดวงดาว รับรู้ได้ถึงกระแสลมที่เบาลง แต่ที่บนพื้นถนนการค้าเองก็มีฝุ่นทรายหนากว่าหนึ่งนิ้วได้
การเดินแต่ละก้าวของพวกเขาทิ้งรอยเท้าไว้อย่างชัดเจน
ในตอนเช้า ถนนการค้าก็ยังไม่ค่อยมีผู้คนมากนัก
“กลิ่มหอมๆ นี้มันกลิ่นอะไร”
นัยน์ตาสีดำเริ่มดูมีความสนใจ และมองไปยังร้านค้าสองข้างทาง
“ใช่กลิ่มหอมอะไรนะ”
หวาเอ่อกังกุมท้องของตัวเองที่กำลังส่งเสียงคำรามออกมา
การเป็นผู้มีพลังขั้น 6 เพียงหมี่เปรี้ยวเผ็ดที่กินเมื่อคืนถ้วยสองถ้วยคงไม่พอที่จะอิ่มท้องได้อยู่แล้ว หลังจากที่ย่อยมาตลอดทั้งคืน ตอนเช้าเขายิ่งหิวโหยมากกว่าปกติ
“เจอแล้ว!! นั้นกลิ่นมันมาจากร้านชื่อมันเผา”
ตาซื่อใช้จมูกดมตามไปจนเห็นต้นตอของกลิ่น
“มันเผาคืออะไร? ไปดูกันเถอะ”
หวาเอ่อกังพูดอย่างทนไม่ไหว
ทั้งสองเดินปรี้เข้าไปถึงหน้าร้านอย่างรวดเร็ว
และห้านาทีต่อมาทั้งสองก็กำลังถือมันเผาลูกใหญ่ไว้ในมือ และกำลังกัดกินอย่างเอร็ดอร่อย
“หอสมบัติ….”
ระหว่างที่ตาซื่อกำลังกินมันเผาอยู่สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นชื่อป้ายอาคารแห่งหนึ่งบนถนน
ก่อนที่เขาจะรู้สึกแปลกๆ และมองไปรอบๆ และสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติ
“แผ่นดินมันกำลังไหว!”
หวาเอ่อกังสัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
ด้วยสัมผัสของขั้น 6 เขาสามารถรับรู้ได้ถึงการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยบนพื้นดิน
“บนท้องฟ้าก็ดูผิดปกติเหมือนกัน ราวกับท้องฟ้ากำลังเคลื่อนที่เร็วขึ้น”
แววตาของตาซื่อเองก็เบิกกว้างด้วยความตกใจ เมื่อเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงรอบตัว
ตึง!!!
ทันใดก็เกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว เป็นเสียงของสิ่งของขนาดใหญ่และหนักกระทบลงกับพื้น
“เกิดอะไรขึ้น?!”
หวาเอ่อกังขมวดคิ้วอย่างตื่นตระหนก
“ไม่ต้องกลัว แค่เมืองเต่าทมิฬกำลังเคลื่อนที่เท่านั้น”
มีเสียงดังมาจากด้านหลังของพวกเขา
ทั้งตาซื่อและหวาเอ่อกังหันกลับไปอย่างรวดเร็ว และเห็นว่ามีคนสองคนยืนอยู่ คนหนึ่งสูงอีกคนเตี้ย ใส่ชุดคลุมหลวมๆ
นั้นคือสองแม่ลูกชาโต๋กับหย่าฉี ที่ออกมาจากหอสามดวงดาวเหมือนกัน เพื่อจะไปหาข้าวเช้ากิน
“หมายความว่าไงเมืองกำลังเคลื่อนที่?”
หวาเอ่อกังถึงกับตกใจ
“ใช่ ที่นี่เป็นเมืองเดินได้ยังไงล่ะ”
ชาโต๋ยิ้มพร้อมกับพยักหน้า
“เป็นไปไม่ได้?!”
ทั้งหวาเอ่อกังและตาซื่อร้องอุทานออกมา
“ฮ่าๆๆ”
ชาโต๋หัวเราะอย่างชอบใจ
เธอแค่อยากช่วยอธิบายให้กับทั้งสองฟังจะได้ไม่ตื่นตระหนก แต่ไม่สำคัญอยู่แล้วว่าอีกฝ่ายจะเชื่อหรือไม่
ชาโต๋จูงมือหย่าฉีและเดินผ่านทั้งสองไปยังร้านอาหารที่อยู่ไม่ไกล
หวาเอ่อกังนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดขึ้น
“เราออกไปดูเรื่องนี้ให้ชัดเจนเถอะ”
“เข้าใจแล้ว”
ตาซื่อพยักหน้า
ทั้งคู่มุ่งหน้าไปยังป้อมซานไห่ แต่ก่อนที่พวกเขาจะออกไปจากประตูป้อมปราการก็ถูกทหารของเมืองเต่าทมิฬหยุดเอาไว้
“ตอนนี้เมืองเต่าทมิฬกำลังเคลื่อนไหว ด้วยเหตุผลเรื่องความปลอดภัย คงให้ออกจากเมืองตอนนี้ไม่ได้”
ทหารได้กล่าวขึ้นอย่างไม่แยแส
“นี้เมืองกำลังเคลื่อนที่อยู่จริงๆ งั้นหรอ?”
ตาซื่อถามขึ้นอย่างประหลาดใจ
เว่ยกังมาปรากฏตัวขึ้นที่ด้านหลังของทหารที่ห้ามทั้งคู่เอาไว้ และตอบคำถามนั้นแทน
“ใช่ หากต้องการจะออกไปนอกเมืองขอแนะนำว่าให้รอจนมืดก่อน”
“เมืองกำลังเคลื่อนที่อยู่จริงๆ ด้วย”
หวาเอ่อกังพูดอย่างตื่นตกใจ และไม่อาจจะสงบสติอารมณ์อยู๋
“แปลว่าเมืองนี้พึ่งมาป่าหว่านกู่!”
ตาซื่อเหมือนจะเข้าใจทุกอย่างว่าทำไมถึงเจอสิ่งนี้ในกลางป่าหว่านกู่ได้
“ขออภัย แล้วจุดหมายต่อไปคือที่ไหน”
หวาเอ่อกังเงยหน้าถามอย่างเป็นกังวล
“เมืองปักษา”
เว่ยกังตอบด้วยสีหน้าไร้อารมณ์
“นี้พวกเขากำลังจะไปเมืองปักษางั้นหรอ”
หวาเอ่อกังและตาซื่อมองหน้ากันด้วยความประหลาดใจ
“ถ้าไม่มีอะไรแล้วก็อย่ามาอยู่แถวนี้อีก”
เว่ยกังเริ่มไล่ทั้งสองคนให้ออกห่างจากป้อมซานไห่
หวาเอ่อกังและตาซื่อหันหลังและเดินจากไปโดยที่ทั้งคู่ทำตัวไม่ถูกเหมือนกัน และกระซิบคุยกันเบาๆ
“เมืองนี้จะไปเมืองปักษาจริงๆ เรายังจะแลกเปลี่ยนแมลงเต่าทองอยู่ไหม?”
ตาซื่อถามขึ้นพร้อมกับขมวดคิ้ว
หากว่าเมืองเต่าทมิฬไปยังเมืองปักษาจริงๆ แผนการขายแมลงเต่าทองของพวกเขาจะเป็นหมั่นทันที
“ฉันต้องลองคิดดูก่อน”
หวาเอ่อกังทำหน้าครุ่นคิด
เขาไม่อยากจะเสียโอกาสที่จะทำกำไรงามๆ ได้ขนาดนี้ไป แต่ตอนนี้เมืองปักษาไม่ใช่เป้าหมายของเขาอีกแล้ว
“จริงด้วย!”
ตาซื่อตบมือขึ้นและพูดอย่างตื่นเต้น
“เราก็ไปเมืองหมื่นอสูรแทนสิ แล้วเอาแมลงเต่าทองไปขายที่นั่น”
“เมืองหมื่นอสูร”
แววตาของหวาเอ่อกังเริ่มมีแสงแห่งความหวังขึ้นมาอีกครั้ง
ตาซื่อพูดต่อ
“เมื่อถึงเมืองปักษาแล้ว เราก็ใช้บริการนกขนส่งของเมืองพาไปส่งที่เมืองหมื่นอสูรทันที หากหักค่าเดินทางแล้วก็ยังได้กำไรอยู่มาก”
“ฮ่าๆๆ จริงด้วย”
หวาเอ่อกังยกมือขึ้นและตบไปที่ไหลของตาซื่ออย่างชมเชย
“ฉลาดเป็นกรดไม่เคยเปลี่ยนเลย”
“.....”
ตาซื่อไม่ได้รู้สึกดีเท่าไรที่ถูกชมในลักษณะนี้
“ไปที่หอสมบัติแล้วไปซื้อแมลงเต่าทองกันเถอะ”
หวาเอ่อกังพูดขึ้นอย่างอดทนรอไม่ไหวแล้ว
ทั้งสองรีบเดินไปตามถนนการค้าและมุ่งหน้าสู่หอสมบัติ
อาคารของหอสมบัติเป็นตึกสามชั้น
ชั้นแรกเป็นร้านขายของทั่วไป
ในชั้นที่สองจะขายเฉพาะของล้ำค่าหายาก
ส่วนชั้นสามเวลานี้ยังไม่เปิดให้บริการ
หวาเอ่อกังและตาซื่อเดินเข้าไปในหอสมบัติ และได้รับการดูแลจากพนักงานของหอสมบัติทันที
พนักงานรีบกล่าวทักทายด้วยรอยยิ้ม
“นายท่านมีอะไรให้รับใช้ค่ะ”
“ฉันอยากจะซื้อแมลงเต่าทอง ที่นี่มีขายไหม?”
ตาซื่อบอกสิ่งที่ต้องการทันที
“ค่ะ เชิญทางนี้”
พนักงานดูดีใจมาก เพราะนี้เป็นงานวันแรกของเธอ
พนักงานได้นำทั้งสองมาที่เคาเตอร์ทางด้านซ้ายของร้าน
ที่บนโต๊ะมีกรงขนาดเล็กทำมาจากใยแมงมุมซึ่งภายในนั้นมีแมลงเต่าทองหลายตัว
“นี่คือแมลงเต่าทอง”
พนักงานยิ้มและแนะนำทันที
“หนึ่งตัวจะขายในราคา 100 ผลึกสัตว์อสูรชั้นต้นระดับสุดยอด”
“ถ้าอยากให้มันอยู่ได้นานๆ ก็ต้องซื้ออาหารให้มันกินด้วย”
“แล้วถ้าซื้อเยอะไม่มีส่วนลดงั้นหรอ?”
หวาเอ่อกังถามขึ้นทันที
พนักงานราวกับรู้อยู่แล้ว จึงตอบอย่างชำนาญ
“ค่ะ มีส่วนลดในกรณีที่ลูกค้าซื้อแมลงเต่าทองตั้งแต่ร้อยตัวขึ้นไป จะได้รับส่วนลดตัวละ 5 ผลึกสัตว์อสูร”
“ถ้าซื้อแค่ 50 ตัวล่ะ จะได้ส่วนลดไหม?”
ตาซื่อถามต่อทันที
“ไม่ค่ะ ตัวฉันไม่สามารถตัดสินใจได้”
พนักงานตอบอย่างเสียดาย
“แล้วใครล่ะที่ตัดสินใจได้”
หวาเอ่อกังถามต่อด้วยความอยากรู้
“ฉันเอง”
เสียงของมู่เหลียงดังขึ้นมาจากชั้นบน
วันนี้เขามาที่หอสมบัติเพื่อตรวจดูร้านเปิดวันแรก และปรับปรุงที่ชั้นสาม
ชั้นสามนั้นเป็นพื้นที่เฉพาะเอาไว้ขายอาวุธวิญญาณในอนาคต ดังนั้นจึงยังไม่เปิดตอนนี้
มู่เหลียงเดินลงมาโดยมีมินโฮติดตามมาไม่ห่าง
“ท่านเจ้าเมือง คุณมินโฮ”
พนักงานรีบคำนับให้ทันที
“เจ้าเมืองเต่าทมิฬ?!”
รูม่านตาของหวาเอ่อกังหดเล็กลง เขาไม่คาดคิดว่าชายหนุ่มตรงนี้จะเป็นเจ้าเมืองแห่งนี้
“ยังหนุ่มอยู่เลย”
ตาซื่อเองก็ตกใจจนลืมตัวเหมือนกัน
นี่เป็นเจ้าเมืองที่อายุน้อยที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็นมา
“ท่านเจ้าเมืองพวกเขาต้องการซื้อแมลงเต่าทองแค่ 50 ตัว แต่ก็ต้องการส่วนลดด้วย…”
พนักงานบอกอย่างรู้สึกอึดอัด
“ฉันได้ยินหมดแล้ว”
มู่เหลียงตอบพร้อมกับโบกมือ
เขามองไปยังทั้งสองและพูดอย่างใจเย็น
“แมลงเต่าทองนั้นหายากมาก และตอนนี้มีเพียงแค่ในเมืองเต่าทมิฬเท่านั้น หากซื้อเพียง 50 ตัวเราคงลดให้ไม่ได้”
“ไม่มีส่วนลดให้เลยงั้นหรอท่าน”
หวาเอ่อกังยังไม่ยอมแพ้
“ไม่มี ส่วนลดจะมีให้เฉพาะการซื้อ 100 ตัวขึ้นไปเท่านั้น”
มู่เหลียงตอบอย่างไม่สนใจนัก
“ถ้างั้นเราต้องปรึกษากันก่อน”
ตาซื่อพูดขึ้นและหวังว่าอีกฝั่งจะยอมอ่อนให้
“ได้”
มู่เหลียงพยักหน้าพร้อมกับยิ้มให้เล็กน้อย
ก่อนที่เขาจะเดินจากไป
พนักงานจึงกระซิบบอกทั้งสองคนทันทีว่า
“ตอนนี้แมลงเต่าทองเหลือน้อยมากแล้วค่ะ อาจจะไม่ถึงสามร้อยตัว….”
“ว่าไงนะ”
หวาเอ่อกังและตาซื่อถึงกับอุทานออกมาและดูลังเล
แมลงเต่าทองหนึ่งร้อยตัวหากซื้อในราคาส่วนลดแล้วก็ตกตัวละ 95 ผลึกสัตว์อสูร
นั้นก็เป็นจำนวน 9500 ผลึกหากซื้อร้อยตัว แต่ทั้งคู่ยังต้องมีค่าใช้จ่ายระหว่างนี้ด้วยทั้งค่ากินและอยู่ภายในเมืองอีก
เมื่อเห็นว่าทั้งสองดูนิ่งเงียบไป พนักงานจึงยิ้มก่อนที่จะแอบแนะนำ
“ในร้านเรายังมีสินค้าอื่นอีก ลูกค้าอยากดูก่อนไหมคะ”
“มีอะไรอีก?”
หวาเอ่อกังถามด้วยสีหน้าเหม่อลอย
พวกเขาให้ความสนใจกับแมลงเต่าทองมากกว่า และด้วยคำพูดที่ว่าตอนนี้แมลงเต่าทองเหลือแค่ 300 ตัวก็แทบทำให้ทั้งสองคนไม่อยากจะคิดฝันขายอะไรอีกแล้ว
เพราะหากว่าพวกเขากวาดเหมาแมลงเต่าทองทั้งหมดมา เขาจะขายได้ทั้งในเมืองปักษาและเมืองหมื่นอสูร จนสร้างรายได้มหาศาล
หวาเอ่อกังและตาซื่อเป็นพ่อค้ามานาน พวกเขารู้ดีว่า ไม่ควรจะเชื่อคำพูดของพนักงานเท่าไร ไม่งั้นพวกเขาจะตกหลุมพรางได้
“ก็มีชาประกายแสง แล้วก็ต้นอ่อนของพืชกับพวกเครื่องเทศ ….”
พนักงานบอกรายการสินค้าด้วยใบหน้าที่จริงจัง
“อะไรคือชาประกายแสง”
หวาเอ่อกังถามอย่างสงสัย
“ชาประกายแสงหากเอาไปต้มแล้วดื่มจะช่วยเพิ่มอายุขัยได้ แต่คนหนึ่งซื้อได้แค่ ครึ่งกิโลเท่านั้นราคาอยู่ที่ 150 ผลึกสัตว์อสูรชั้นต้นระดับสุดยอด”
พนักงานยิ้มอย่างเป็นกันเอง
“เออ…ขอคิดดูก่อนนะ”
หวาเอ่อกังและตาซื่อเมื่อได้ยินราคาก็ถึงกับขนลุก
พนักงานเองก็มีไหวพริบไม่น้อย และเริ่มแนะนำของอย่างอื่นต่อ
“เรายังมีต้นอ่อนของผลไม้ด้วย เพียงราคา 150 ผลึกสัตว์อสูรชั้นต้นระดับสุดยอดเหมือนกัน”
“ไม่ล่ะ พวกเราขอดูอย่างอื่นก่อน”
มาถึงจุดนี้หวาเอ่อกังและตาซื่อมั่นใจแล้วว่าไม่มีสิ่งใดราคาถูกเลย
……
มินโฮที่ตามมู่เหลียงออกมาจากหอสมบัติ
ก็ถามด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา
“มู่เหลียงพวกเขาจะซื้อของไหม”
“แน่นอน”
มู่เหลียงตอบพร้อมกับมุมปากที่ยกสูง
“ยังไง”
มินโฮถามต่อด้วยความสงสัย
มู่เหลียงยกมือขึ้นและเอามากุมขมับปิดบังใบหน้าเอาไว้ และหัวเราะเบาๆ
“มันคือโลกของการค้าขาย ไม่แปลกที่เธอจะไม่รู้”
“นี้นายกำลังจะหาว่าฉันโง่หรอมู่เหลียง!!”
มินโฮเบะปากและพูดอย่างไม่พอใจ
“ป่าวเลย ฉันไม่ได้หมายความแบบนั้น”
มู่เหลียงหัวเราะอย่างช่วยไม่ได้
“แต่ที่มู่เหลียงพูดออกมาเมื่อครู่มันบอกว่าแบบนั้น!”
หูกระต่ายของมินโฮบิดไปมา ก่อนที่จะหยิกไปที่เอวของมู่เหลียง
“....มินโฮพอก่อน หยุดเถอะ”
มู่เหลียงร้องขอความเมตตาจากมินโฮด้วยท่าทางเกินจริง
แต่ความจริงแล้ว ที่มินโฮหยิกเอวของเขานั้น มู่เหลียงแทบไม่รู้สึกเจ็บเลย
แต่มันเป็นการหยอกล้อมินโฮ ทำให้เขามีความสุขมากในเช้านี้
Copyright © 2025 xxxxx.com, All Right Reserved