ตอนที่ 138

ในเวลาเดียวกันทางกลุ่มของเว่ยกังนั้นกำลังเผชิญหน้ากับสัตว์อสูรที่มี 8 เขี้ยว

“หลบออกไปด้านข้าง อย่าไปยืนขวางหน้ามัน”

เว่ยกังตะโกนสั่งกลุ่มของเขาทันที

สัตว์อสูรตัวนนี้มีรูปร่างเหมือนกับหมูป่า และเขี้ยวของมันที่ยื่นออกมาจากปากมีถึง 8 ซี่ และยาวหลายเมตร

สิ่งที่สัตว์อสูรตัวนี้ชอบที่สุดคือการทำลาย หากใครก็ตามที่ถูกมันพุ่งชนมักจะไม่รอดชีวิตสักคนเดียว

…..

ตอนนี้สัตว์อสูรมันได้เตะขาหลังของมันราวกับพร้อมที่จะพุ่งทะยานออกไป มันลดหัวต่ำลง และหันเขี้ยวของมันไปด้านหน้า

“ทุกคนระวัง และหลบให้ดี”

เว่ยกังกำหอกในมือแน่นพร้อมกับตะโกนเสียงดัง

แล้วสัตว์อสูรก็ได้พุ่งเข้าหาเว่ยกังทันที เพราะถูกดึงดูดด้วยเสียงตะโกนเมื่อครู่

“หัวหน้าระวัง!! มันไปทางหัวหน้าแล้ว!”

หนึ่งในกลุ่มร้องตะโกนขึ้นด้วยความตื่นตกใจ

“แหม่…เลือกคนถูกเสียด้วย”

เว่ยกังหรี่ตาลง พร้อมกับจ้อมมองไปยังสัตว์อสูรไม่ละสายตา

เขากำลังคำนวนระยะทางที่มันกำลังจะใกล้เข้ามา

สิบเมตร แปดเมตร ห้าเมตร….

“ตอนนี้แหละ!!”

เว่ยกังตะโกนขึ้นพร้อมกับถีบร่างของตัวเองออกไปด้านข้าง เพื่อหลบสัตว์อสูรทันที

ฉึก!!!

หอกในมือของเว่ยกังแทงเข้าที่คอของสัตว์อสูรอย่างจัง แต่นั้นทำให้เว่ยกังถูกลากไปพร้อมกับมันด้วย

“หัวหน้า!!”

ทุกคนในหน่วยรีบกรูเข้ามาและรุมแทงไปที่จุดอ่อนของสัตว์อสูรจนมันขาดใจตาย

“เห้อ! เกือบตายแล้วสิ”

เว่ยกังถีบร่างของมันออกไปจากตัว พร้อมกับนั่งลงกองกับพื้น มือของเขายังรู้สึกชาอยู่เลยด้วยซ้ำจากการวัดแรงกับสัตว์อสูร

เขาแทงเข้าไปที่คอของมันอย่างแม่นยำตอนที่กระโดดหลบ แต่ตัวของเขาเองก็ถูกมันลากไปไกลถึง 12 เมตร

“หัวหน้าไม่เป็นไรนะ”

หนึ่งในสมาชิกหน่วยรีบเข้ามาดูสภาพเว่ยกังด้วยความเป็นห่วง

“ฮ่าๆๆ ไม่เป็นไร…แต่ดูนี้สิ วันนี้เราล่าได้เหยื่อชั้นดีเลย”

เว่ยกังหัวเราะอย่างชอบใจ และตบไปบนร่างของสัตว์อสูร

ก่อนหน้านี้ ทุกครั้งที่พวกเขาออกล่าก็ได้แต่เหยื่อตัวเล็ก และทำได้แค่ช่วยขนสัตว์อสูรที่ถูกล่ามาโดยสัตว์เลี้ยงของท่านเจ้าเมืองตลอด และรู้สึกไม่มีผลงานเป็นชิ้นเป็นอันเลย

แต่ตอนนี้เว่ยกังพึ่งจะฆ่าสัตว์อสูรชั้นต่ำระดับสูงได้ ทำให้เขามีกำลังใจขึ้นมาอีกครั้ง

แคร็ก!!

มีเสียงของไม้หักดังขึ้น

ทุกคนในกลุ่มรวมไปถึงเว่ยกังหันมองทันที

พวกเขาเห็นเสี่ยวไกที่เดินแบกร่างสัตว์อสูรหมูป่า 8 เขี้ยวแบบเดียวกับที่เขาพึ่งฆ่าไปอยู่บนหลัง พร้อมทั้งยังถูกห่ออย่างดีด้วยใยแมงมุม

“....”

เว่ยกังถึงกับพูดไม่ออก แต่เขาก็รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น

สัตว์เลี้ยงของท่านเจ้าเมืองคงออกมาล่าเหมือนกัน และพวกมันคงจัดการสัตว์อสูรตัวนี้ได้เร็วกว่าพวกเขามาก เพราะมันกำลังขนกลับแล้ว

ความรู้สึกดีใจของทั้งกลุ่มลดลงครึ่งหนึ่งทันที พวกเขาสู้อย่างเต็มที่เพื่อจะล้มสัตว์อสูรตัวนี้ และเมื่อฆ่ามันได้พวกเขานั้นมีความสุขอย่างมาก

เว่ยกังเองก็รู้สึกน้อยใจเหมือนกัน ก่อนที่จะตะโกนสั่งทุกคน

“เร็ว รีบขนมันกลับไปได้แล้ว”

“รับทราบ”

สมาชิกในหน่วยขานรับทันที ก่อนที่จะรีบช่วยกันแบกร่างขอวสัตว์อสูรกลับไป

เว่ยกังนั้นเดินนำหน้าเพื่อป้องกันเผื่อมีสัตว์อสูรตัวอื่นพุ่งเข้ามาโจมตี

ใช้เวลาอยู่ครึ่งชั่วโมง กลุ่มของเว่ยกังก็มาถึงรอบนอกของป่ารกร้าง และได้พบเจอกับภาพที่น่าตกใจยิ่ง

มีสัตว์อสูรหมูป่ามากกว่าหนึ่งโหลกองซ้อนทับกันอยู่ ราวกับกองก้อนเนื้อ

ถัดไปก็มีพวกหมูป่าที่ยังไม่ตายอีกกว่าโหลที่นอนดิ้นอยู่ในใยแมงมุม

เมื่อเห็นเว่ยกังกับหน่วยของเขากลับมา มู่เหลียงก็พูดขึ้นอย่างสบายๆ

“ในเมื่อทุกคนมาครบแล้วช่วยกันขนมารวมไว้ตรงนี้ที”

“ข-ขอรับ”

เว่ยกังและคนอื่นๆ ขานรับก่อนที่จะก้าวไปยืนอยู่ข้างๆ กองสัตว์อสูร

เขามองไปยังหซานหยางที่แสดงสีหน้าตื่นตกใจอยู่เหมือนกัน และกำลังมองดูลูกน้องช่วยกันขนสัตว์อสูรมาจัดเรียง

“วันนี้เราล่ากันแค่นี้พอก่อน งั้นทุกคนกลับกันเถอะ”

ทันทีที่มู่เหลียงพูดจบพื้นแผ่นดินก็ยกตัวขึ้นพากองสัตว์อสูรเคลื่อนที่ไปข้างหน้า

ทั้งหมดเดินตามหลังด้วยความรู้สึกหวาดกลัว

เว่ยกังขยับเข้าไปใกล้ๆ ซานหยางและกระซิบเบาๆ

“ทั้งหมดนั้นท่านเจ้าเมืองจับมาเองหมดเลยงั้นหรอ?”

“ใช่”

ซานหยางตอบพร้อมกับแววตาที่เต็มไปด้วยความกลัว

หน่วยของเขาไปเจอกับฝูงสัตว์อสูรหมูป่าเข้า และคิดว่าตัวเองโชคร้ายมากที่ไม่สามารถล่าพวกมันได้ทั้งหมด แต่ตอนนั้นเองที่ท่านเจ้าเมืองเดินเข้ามา

ก่อนที่ทุกคนจะเห็นว่าท่านเจ้าเมืองพ่นใยออกมาจากมือและใยเหล่านั้นก็พุ่งทะลุร่างของสัตว์อสูรอย่างง่ายดาย

ตอนนั้นแม้แต่ซานหยางเองก็คิดว่าหากต้องเผชิญหน้ากับเส้นใยแมงมุมพวกนี้ เขาก็คงไม่สามารถเอาชีวิตรอดได้ เขาเพียงแค่ช่วยท่านเจ้าเมืองขนซากของสัตว์อสูรกลับมาเท่านั้น

ตุบๆ

เสียงฝีเท้าของสองสาวกำลังวิ่งมาอย่างรีบร้อน

มู่เหลียงเวลานี้การก้าวครั้งเดียวเท่ากับเดินได้ 5-6 เมตร ด้วยพลังในการควบคุมน้ำหนักและควบคุมพื้นดินทำให้การเดินของเขาเหมือนกับการเดินบนสายพาน

ทำให้คนอื่นๆ ต้องวิ่งตามเท่านั้นถึงจะตามมู่เหลียงทัน

“ฉันอยากลองขึ้นไปอยู่บนสิ่งนั้นบ้างจัง”

ลี่ลี่พูดขึ้นพร้อมกับมองพื้นที่เคลื่อนไหวได้ และอยากกระโดดขึ้นไปยืนบนนั้น

“ระวังเจ้าจะล้มหัวทิ่ม”

ลี่เยว่เตือนอย่างแผ่วเบา

ไม่นานทั้งกลุ่มก็เดินทางกลับมาถึงทางเข้าป้อมเทียนเหมิน

“มากันตรงนี้”

มู่เหลียงให้ทุกคนรวมตัวกันที่เขา ก่อนที่จะใช้พลังยกแผ่นดินให้ลอยขึ้นเหมือนกับลิฟ

เพราะหากปล่อยให้ทุกคนช่วยกันแบกเหยื่อขึ้นมากว่าจะเสร็จก็คงมืดค่ำ

“แล้วมีใครพอจะรู้ไหมว่าหมูป่าพวกนี้มันมาจากไหน และรอดมาได้ไง”

มู่เหลียงสงสัยเรื่องนี้ตลอดเวลา

เพราะนี้ถือว่าเป็นสัตว์กินพืช แต่ในโลกที่ต้นไม้และพืชพันธ์ตายหมดแล้วมันจะอยู่ได้อย่างไร

“สัตว์อสูรพวกนี้เติบโตและกินมูลของสัตว์อสูรตัวอื่นเป็นอาหาร”

เว่ยกังตอบอย่างจริงจัง

มู่เหลียงตกใจเล็กน้อย ก่อนที่จะถามต่อ

“แล้วพวกมันมีต้องมากมายขนาดนี้ มันจะไปอยู่รอดด้วยเพียงมูลของสัตว์อสูรอย่างเดียวได้ไง?”

“มีความเป็นไปได้ว่าเส้นทางนี้มีสัตว์อสูรโบราณผ่านมา ซึ่งมันคงดึงดูดฝูงสัตว์อสูรพวกนี้มาด้วย”

ซานหยางกล่าวต่อ

“ว่ากันว่ามูลของสัตว์อสูรโบราณนั้นสามารถดึงดูดสัตว์อื่นได้จำนวนมาก”

“ถ้างั้นสัตว์อสูรโบราณกินอะไร?”

มู่เหลียงยิ่งสงสัยมากขึ้นไปอีก

สัตว์กินพืชอยู่รอดด้วยกันกินมูลของสัตว์อสูรตัวอื่น หรือสัตว์อสูรโบราณ

แล้วถ้างั้นสัตว์อสูรโบราณกินอะไร?

พวกมันไม่ได้ถูกเติมเต็มด้วยแต้มวิวัฒนาการแบบที่เขามี

“เรื่องนั้นข้าเองก็ไม่ทราบ”

ซานหยางส่ายหัว

“กระผมเองก็ไม่ทราบเช่นเดียวกัน”

เว่ยกังตอบพร้อมกับก้มหน้าลง

มู่เหลียงเลยหันหน้าไปทางสองสาวที่ล่องหนอยู่ แต่สิ่งเดียวที่เขาได้กลับมาคือความเงียบ มันยิ่งทำให้เขาอยากรู้มากขึ้นไปอีก

สัตว์อสูรโบราณจะต้องมีขนาดตัวที่ใหญ่โตมาก ถึงขนาดที่มูลของมันเป็นอาหารให้กับสัตว์อื่นได้ แล้วแบบนั้นอาหารของมันจะต้องกินเยอะขนาดไหน

“หากตามที่ฉันเคยอ่านมา”

อยู่ๆ ลีลี่ก็พูดขึ้นอย่างแผ่วเบา

“สัตว์อสูรโบราณมันกินครั้งหนึ่งและสามารถอยู่ได้เป็นปี”

และเธอก็ไม่รอให้มู่เหลียงถามต่อ และพูดต่อเนื่องทันที

“แต่จุดที่มันอยู่จะเต็มไปด้วยพืชไม้ หรือสิ่งมีชีวิตอื่น”

“และใช้การพึ่งพาอาศัยกันเมื่อพวกต้นไม้โตขึ้น สัตว์อสูรจะกินบางส่วนเพื่อเติมเต็มความหิวของมัน”

“ไม่น่าใช่ พลังงานที่มันมีจะถูกใช้ไปจนหมดก่อน และยากมากที่สัตว์อสูรโบราณจะประคองชีวิตตัวเองถึงตอนนั้นได้”

มู่เหลียงพูดขึ้นพร้อมกับแสดงสีหน้าครุ่นคิด

หากเป็นแบบนั้นจริงสัตว์อสูรโบราณไม่น่ามีชีวิตยืนยาวและตายไปก่อน

เว้นแต่ว่ามันจะมีหนทางอื่นเติมพลังงานให้กับร่างกายของมัน

“ฉันก็รู้เพียงเท่านี้”

ลี่ลี่ผายมือออกอย่างจนปัญญา

เธอไม่เคยสงสัยเรื่องนี้มาก่อน ทำให้เธอรู้น้อยมาก

“ช่างมันเถอะ ไว้มีโอกาสฉันจะลองหาความจริงดู”

มู่เหลียงระงับความสงสัยเอาไว้

ก่อนที่เขาจะพาแผ่นหินขึ้นมาถึงหน้าป้อมประตูซานไห่ และเอาเหยื่อทั้งหมดลง

“เอาหมูป่าที่ตายแล้วไปเก็บไว้ในห้องเย็น”

มู่เหลียงสังเว่ยกังและซานหยางทันที

ก่อนที่เขาจะส่งกระแสจิตไปบอกงูเหมัน ให้ดูแลเนื้อสดพวกนี้

“ขอรับ”

ทั้งสองขานรับทันที

“แล้วพวกที่ยังไม่ตายเอาไปขังเอาไว้ ในพื้นที่การเกษตร”

-ตอนนี้มู่เหลียงไม่ต้องการจะฆ่าพวกมันทั้งหมดและกิน แต่ต้องการจะลองเลี้ยงพวกมันดูให้ตัวใหญ่กว่านี้ และถือว่าเขาจะได้ทดลองทำการเพาะเลี้ยงไปในตัว

“ขอรับ”

เว่ยกังตอบ

“หลังจากชำแหละแล้ว ส่งชิ้นส่วนของมันไปที่ตำหนักเจ้าเมืองด้วย”

มู่เหลียงมองไปยังศพอสูรหมูป่าที่ตายแล้ว

มู่เหลียงอย่างรู้ว่าชิ้นส่วนของหมูป่าตัวนี้นำมาสร้างอาวุธหรือชุดเกราะได้หรือไม่ เพราะตอนนี้อาวุธในกองทัพของเขานั้นด้อยคุณภาพมากๆ

“ขอรับ”

ซานหยางขานรับอย่างขึงขัง