รุ่งเช้ามาถึง เป็นวันที่สดใสอีกวัน
“มู่เหลียง!! มีคนตายในเมืองของเรา”
เสียงร้องตะโกนของมินโฮดังขึ้น เธอยืนมองมู่เหลียงที่อยู่หน้าประตูห้องอย่างร้อนรน
“มีคนตายงั้นหรอ…รู้แล้ว รู้…แล้ว”
มู่เหลียงลืมตาขึ้น และเหลือบมองไปยังมินโฮที่กำลังทำสีหน้ากังวล แต่ก็น่าเอ็นดูไปอีกแบบ
เขายิ้มเล็กน้อย ด้วยความงัวเงีย ก่อนที่จะพูดอย่างเกียจคร้าน
“ศพพวกนั้นถูกแขวนไว้ที่กำแพงเมืองรึป่าว”
“เอ๊ะ! นายรู้ได้ไง?”
มินโฮถึงกับตกใจในสิ่งที่มู่เหลียงพูด
“ไม่ต้องไปสนใจหรอก พวกมันโดนเซียวหงจัดการเมื่อคืน”
มู่เหลียงค่อยๆ ขยับตัวลุกขึ้นนั่ง และพูดอย่างใจเย็น
“เมื่อคืนมีพวกโจรแอบปีนขึ้นมาสองสามคน ฉันให้เซียวหงจัดการพวกมันและ แขวนศพมันไว้ที่กำแพงเมือง”
เซียวหงเจอผู้บุกรุกเมื่อคืน จึงได้ส่งกระแสจิตมาบอกมู่เหลียง
มู่เหลียงนั้นหลับไปแล้ว จึงสะดุ้งตื่นขึ้นมา แต่ด้วยความหงุดหงิดที่ถูกรบกวนเวลานอน เขาจึงออกคำสั่งไปอย่างหัวเสียว่าให้ฆ่าพวกมันทั้งหมด
เขาพอจะจินตนาการได้ว่าเซียวหงได้ทำอะไรกับผู้บุกรุกพวกนี้ คงถูกใยมัด และถูกฉีดพิษเข้าร่างจนตาย
“เป็นฝีมือของแมงมุมยักษ์เองหรอ”
มินโฮดูสบายใจขึ้นเมื่อได้ยิน
สิ่งที่เธอกังวลใจก็คือคนภายในเมืองนั้นฆ่ากันเอง
และที่เธอกลัวที่สุดคือคนที่ตายเป็นมู่เหลียงเธอจึงวิ่งมาหาเขาด้วยความกังวล กลัวว่าศพที่อยู่ที่กำแพงจะเป็นมู่เหลียง
“ตอนนี้คนข้างนอกเป็นไงบ้าง”
มู่เหลียงถามด้วยความสงสัย
“ทุกคนค่อนข้างเสียขวัญ และหวาดระแวง”
มินโฮเอียงหัวเล็กน้อยและครุ่นคิด ถึงสีหน้าของผู้คนในหมู่บ้านที่มาแจ้งเรื่องนี้ให้เธอฟัง
“แล้วลี่เยว่ เธอตื่นแล้วรึยัง”
มู่เหลียงถามต่อ
“ลี่เยว่ตื่นแล้ว และกำลังกินข้าวเช้าอยู่”
มินโฮตอบด้วยน้ำเสียงที่คมชัด
“งั้นมินโฮออกไปก่อนแล้วกัน ฉันจะเปลี่ยนชุดก่อน”
มู่เหลียงพูดขึ้นพร้อมยิ้มบางๆ
“ว้าย!”
มินโฮวิ่งออกไปจากห้องด้วยใบหน้าที่เขินอาย
“นี้เมื่อไรเธอจะเลิกนิสัยขี้อายสักที”
มู่เหลียงส่ายหัวอย่างหนักใจ และลุกขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อผ้า
เขาใส่ชุดฮั่นฟูสีดำ ที่ดูสบายๆ กว่าชุดสีขาวที่เขาใส่…วันนี้เขาจะต้องเตรียมการหลายอย่าง
หึ้งๆๆ
อยู่ๆ มู่เหลียงก็ได้ยินเสียงของแมลงปีกแข็งกระพือปีกอยู่ด้านหลัง
เขาหันกลับไปมองและเห็นว่าหิ่งห้อยน้อยบินอยู่ใกล้ๆ มันได้ถืออะไรไว้สักอย่างประมาณสองนิ้วได้ ไว้ในแขนของมัน
“ให้ฉันงั้นหรอ?”
มู่เหลียงกระพริบตาหลายครั้งด้วยความสงสัย แต่ก็เข้าใจสิ่งที่มันจะสื่อสารกับเขา
หึ้งๆ
หิ่งห้อยน้อยตีปีกแรงขึ้น
“รู้แล้ว รู้แล้ว เอามานี้มา”
มู่เหลียงรับสิ่งที่หิ่งห้อนเอามา
และเมื่อสังเกตดูดีๆ แล้วมันเป็นหนอนเรืองแสงขนาดตัวเล็กๆ ที่ดูอ่อนแอมาก
“นี่ลูกของแกงั้นหรอ มันเปล่งแสงได้เหมือนแกรึป่าว”
แววตาของมู่เหลียงดูสนใจมาก และตั้งคำถามกับหิ่งห้อยน้อย
หึ้งๆๆ
หิ่งห้อยน้อยได้สื่อสารตอบกลับมาอย่างง่ายๆ ให้มู่เหลียงรับรู้
“เข้าใจแล้ว”
มู่เหลียงตอบและพยักหน้าอย่างเข้าใจ
เขามองไปลูกของหิ่งห้อยน้อย และพูดด้วยรอยยิ้ม
“งั้นฉันจะเรียกลูกของแกว่าเต่าทองแล้วกัน”
หึ้งๆ
หิ่งห้อยน้อยเรืองแสงขึ้นเล็กน้อยเป็นการตอบรับ ก่อนที่จะบินจากไป
เวลานี้หิ่งห้อยน้อยอาศัยอยู่บนต้นชาเขียวประกายในช่วงกลางวัน และจะกลับมาหามู่เหลียงในช่วงเวลากลางคืนเพื่อเป็นแสงสว่างให้กับเขา
“ไม่คิดเลยว่า มันจะสามารถออกลูกได้”
มู่เหลียงรู้สึกประหลาดใจไม่น้อยที่เห็นว่าหิ่งห้อยน้อยนั้นสามารถมีลูกได้ด้วยตัวมันเอง
ต่อไปลูกหลานของหิ่งห้อยน้อยจะเป็นแสงสว่างให้กับเมืองของเขา
เหตุผลที่เขาให้ชื่อลูกของหิ่งห้อยน้อยว่าเต่าทองนั้น เพราะรูปร่างที่คล้ายคลึงกับแมลงเต่าทองจากโลกเดิมของเขา
และมู่เหลียงเองตั้งใจจะใช้พวกมันเป็นใส้ตะเกียงสำหรับเป็นแสงสว่างยามค่ำคืน
เขาถือเต่าทองออกจากห้องไปด้วยสีหน้าร่าเริง
เมื่อเขามาถึงห้องโถง มู่เหลียงเห็นว่าลี่เยว่นั้นนั่งอยู่บนโต๊ะกินข้าวพร้อมกับจัดเตรียมอุปกรณ์เรียบร้อยแล้วพร้อมออกเดินทาง
ลี่เยว่เงยหน้าขึ้นเมื่อรับรู้ได้ถึงคนที่เดินเข้ามา
เมื่อเห็นว่าเป็นมู่เหลียงเธอเม้มริมฝีปากก่อนที่จะลุกขึ้น
“มู่เหลียง ฉันจะไปแล้ว”
“กินข้าวกินปลารึยัง”
มู่เหลียงถามอย่างเป็นห่วง
“กินแล้ว”
ลี่เยว่พยักหน้าเบาๆ
“แล้วเสบียงที่เอาไปพอไหม น้ำมีพอรึป่าว”
มู่เหลียงถามความพร้อมของลี่เยว่อีกครั้ง
“แล้วชุดเกราะ อาวุธพร้อมใช้งานไหม”
มู่เหลียงค่อนข้างมีอารมณ์ที่ซับซ้อนและบอกไม่ถูก เขารู้สึกเหมือนพ่อที่กำลังมองดูลูกสาวของตัวเองกำลังจะออกเดินทางจากบ้านไปไกล
“ฉันเตรียมไปหมดแล้ว ไม่ต้องห่วง”
ลี่เยว่ก้มหน้าลงเล็กน้อยและพูดด้วยน้ำเสียงสั่นๆ
หลังจากที่ถูกมู่เหลียงถามอะไรต้องมากมาย นัยน์ตาของเธอก็เริ่มสั่นไหว และดูแดงขึ้นมาเล็กน้อย
“เอาไปให้พอนะ….อ๋อจริงสิ ฉันมีอะไรจะให้อีกอย่าง”
มู่เหลียงก้าวไปข้างหน้า และยื่นเต่าทองให้ลี่เยว่
“นี่คือ”
ลี่เยว่รับมาด้วยความประหลาดใจ
“สิ่งนี้เรียกว่าเต่าทอง มันจะส่องแสงยามค่ำคืนได้ และส่องสว่างได้นาน 8 ชั่วโมง”
มู่เหลียงเริ่มอธิบายเกี่ยวกับตัวเต่าทอง
“หากกลางคืนไม่ต้องการให้เต่าทองส่องแสงมากเกินไปก็เอาผ้ามาห่อมันเอาไว้ก็พอ”
“แล้ในตอนเช้าเธอค่อยคล้ายผ้าออก ให้มันหายใจหายคอบ้าง และดูดซับแสงจากดวงอาทิตย์”
“อีกอย่างเต่าทองพวกนี้ชอบกินพืชใบเขียว เพราะงั้นลี่เยว่พกใบชาเขียวประกายติดตัวไปด้วย”
มู่เหลียงอธิบายอย่างละเอียด และสอนวิธีการให้อาหารเต่าทองอย่างชัดเจน
“อืม ฉันจะคอยให้อาหารมัน”
ลี่เยว่ประคองเต่าทองไว้ในมืออย่างระมัดระวัง ราวกับของล้ำค่า
“ต้องเก็บเต่าทองไว้กับตัวสามวัน เมื่อถึงเวลานั้นมันจะจำกลิ่นของลี่เยว่ได้ หากมันบินหายไปมันจะกลับมาหาลี่เยว่เอง”
“อือ”
ลี่เยว่พยักหน้า
“ไปเก็บใบชาซะ ตอนนี้ยังเช้าอยู่”
มู่เหลียงไม่อย่าทำให้กำหนดการของลี่เยว่เปลี่ยนแปลงมากนัก
“เข้าใจแล้ว”
ลี่เยว่พยักหน้าอย่างเชื่อฟัง
ก่อนที่จะหันหลังเดินออกจากบ้านไปอย่างช้าๆ เธอวิ่งไปยังสวนเพื่อเก็บใบชา
“ลี่เยว่น้อย เธอต้องระวังตัวด้วยนะ”
โหย่วเฟ่ยพูดขึ้นด้วยความง่วงนอน เธอเดินออกมาที่สวนด้วยเช่นเดียวกัน
หน้าของเธอยังถูกห่อด้วยผ้า อย่างยุ่งเหยิง และเห็นปอยผมสีทองออกมาเล็กน้อยจากผ้า
“ฉันจะระวังตัว…เธอเองก็ควรสนใจเรื่องพักผ่อนบ้างนะ”
ลี่เยว่เก็บใบชาใส่ถุงผ้าที่อยู่ในเสื้อคลุม
“ไม่ละ การศึกษาค้นคว้าทำยาเพิ่มพลังมันน่าหลงไหลเกินไป”
โหย่วเฟ่ยส่ายหัว
“ถึงฉันพูดอะไรเธอก็คงไม่ฟังอยู่แล้วสินะ”
ลี่เยว่ถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย
“ชังฉันเถอะ…เออจริงสิ หากว่าเจอลี่ลี่กับหยานปิงฝากบอกด้วยว่าคิดถึง”
โหย่วเฟ่ยพูดด้วยน้ำเสียงงัวเงีย
ก่อนที่เธอจะหันหลังกลับไปยังห้องวิจัยของเธอ โหย่วเฟ่ยนั้นแยกทางกับเพื่อนของเธอหลายครั้งแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องปกติสำหรับเธอ
แต่ในตอนแรกๆ เธอก็ไม่ชินเหมือนกัน แต่หลังๆ เธอก็เริ่มปรับตัวได้ และคุ้นเคยกับความรู้สึกนี้
“อย่าเอาแต่อุดอู้อยู่แต่ในห้องเข้าใจไหม หัดออกมาพูดคุยกับมู่เหลียงและมินโฮบ้าง”
ลี่เยว่ตะโกนตามหลังโหย่วเฟ่ยไป
“คุยกับมู่เหลียงงั้นหรอ?”
เมื่อได้ยินสิ่งนี้โหย่วเฟ่ยถึงกับตัวแข็งทื่อ
เธอส่ายหัวอย่างรุนแรง และตะโกนขึ้น
“ไม่เอาด้วยหรอก!!”
เธอกลัวว่าจะทำให้มู่เหลียงกลัวเธอ
โหย่วเฟ่ยพูดจบก็วิ่งหายลับไปในห้องวิจัยเธอทันที
“แปลกจริงๆ นี้เป็นครั้งแรกเลยที่ฉันเห็นโหย่วเฟ่ยกลัวคนแบบนี้”
ลี่เยว่กระพริบตาด้วยความสงสัยหลายครั้ง
แต่เธอไม่มีเวลามาคิดเรื่องนี้มากนัก เมื่อเก็บใบชาพอแล้วเธอก็เดินออกจากสวนมาทันที
ลี่เยว่เห็นมู่เหลียงยืนรออยู่ที่บันไดทางลงจากเนินสูงพร้อมกับมินโฮ
“พวกเราจะไปส่ง”
มู่เหลียงพูดขึ้นด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน
“เฮ้อ….”
ลี่เยว่ถอนหายใจ เล็กน้อย และก้าวออกไปด้านหน้าด้วยสีหน้าเรียบเฉย
ทั้งสามเดินลงจากเนินสูง เดินไปตามท้องถนน และเห็นว่ามีควันลอยออกมาจากบ้านหลายหลัง
“ท่านเจ้าเมือง”
ผู้คนตามทางเมื่อเห็นมู่เหลียงก็ต่างแสดงความเคารพทันที
“อืม”
มู่เหลียงพยักหน้ารับคำทักทายอย่างเบาๆ
แล้วเมื่อทั้งสามมาถึงกำแพงเมือง ก็เห็นว่าเว่ยกังได้จัดทีมนักล่าขึ้นมาเฝ้างระวังบนกำแพง
เมื่อเช้าที่พวกเขาพบศพถูกแขวนคอที่กำแพงเมืองนั้นสร้างความหวาดกลัวให้กับทุกคนจริงๆ
“ท่านเจ้าเมือง..”
เมื่อเห็นมู่เหลียงเว่ยกังก็พาคนเข้ามาหาทันที
“เดี๋ยวเราค่อยพูดเรื่องนี้กันที่หลัง”
มู่เหลียงพูดอย่างใจเย็น
เขาหันไปมองลี่เยว่ และไม่พูดอะไรสักคำ ก่อนที่เขาจะสร้างบันไดหินลงไปยังพื้นด้านล่าง
มู่เหลียงพาลี่เยว่ไปยังบันไดหินที่สร้างขึ้น
มินโฮไม่ได้ตามไปด้วย แต่ยืนมองดูอยู่บนกำแพงเมือง ข้างๆ เว่ยกัง
เธอโบกมือให้ลี่เยว่และพูดอย่างจริงใจ
“ลี่เยว่ระวังตัวด้วยนะ”
“อือ”
ลี่เยว่ขานรับ
มู่เหลียงเดินไปส่งลี่เยว่ที่บันได
“ฉันไปแล้วนะ”
ลี่เยว่ก้าวออกไปอย่างช้าๆ
“ฉันจะไปรอเธอที่เมืองสิบขั้น”
มู่เหลียงตะโกนขึ้น
“อือ”
ลี่เยว่หยุดชะงัก และยกมือขึ้นโบกลาเขา
เธอก้าวไปข้างหน้าสามก้าว ก่อนที่เธอจะได้กลิ่นเปรี้ยวๆ จากจมูกของเธอ และการมองเห็นของเธอก็เริ่มพร่ามัวเล็กน้อย
สุดท้ายแล้วลี่เยว่ก็ไม่สามารถอดทนได้ต่อไป เธอหันกลับมาและวิ่งเข้าหามู่เหลียง
หมับ!
ลี่เยว่โผกอดมู่เหลียงอย่างแน่น เธอซุกหน้าไปที่อกของมู่เหลียงและพยายามฟังเสียงเต้นของหัวใจมู่เหลียง ที่ดังสม่ำเสมอและหนักแน่น
เมื่อได้ยินเสียงนี้เธอสบายใจอย่างบอกไม่ถูก
มู่เหลียงโอบกอดเอวของเธออย่างอ่อนโยน และเพลิดเพลินไปกับบรรยากาศของการจากลานี้
“ฉันไปจริงๆ แล้ว”
ลี่เยว่ฝืนใจผลักตัวออกจากมู่เหลียง และหันหลังกลับไปวิ่งเหยาะๆ ลงไปจากเต่าทมิฬน้อย
เธอกลัวว่าหากอยู่ต่อเธอจะหักใจไปจากมู่เหลียงไม่ได้
“ความรู้สึกนี้ทำไมมันแตกต่างจากการแยกทางกับเพื่อนหรือพี่น้องจังนะ”
มู่เหลียงส่ายหัวและอมยิ้มเล็กน้อย
จนถึงตอนนี้เขาไม่เคยได้รับความรักจากใคร ทำให้เขาค่อนข้างที่จะสับสนและไม่เข้าใจความรู้สึกนี้
เขาไม่ได้เก็บบันไดทางลงไปในทันที แต่ยืนมองดูลี่เยว่หายลับตาไป
“ฮึ่ม!!”
มินโอนั้นย่นจมูกพร้อมกับพ่นเสียงลมหายใจที่ดูไม่ชอบใจออกมา
“เป็นอะไรอีกละ”
มู่เหลียงถามด้วยความอยากรู้ พร้อมกับเอื้อมมือจะไปจับหูของมินโฮ
“ไม่ต้องมาจับ! ฉันจะกลับแล้ว”
มินโฮก้มหัวหลบ และวิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว
“วันนี้ฉันจับเธอไม่ทันงั้นหรอ”
มู่เหลียงมองดูฝ่ามือของตัวเองอย่างเสียดาย
เขาหันหน้าไปทางเว่ยกังและคนอื่นๆ ด้วยสีหน้าที่เปลี่ยนไป และพูดอย่างสุขุม
“เรียกนักล่าทั้งหมดมาที่นี่ ฉันมีเรื่องที่จะต้องแจ้งให้กับทุกคนทราบ”
เมืองเต่าทมิฬนั้นพึ่งก่อตั้งได้ไม่นาน และทุกคนจะต้องมีบทบาทหน้าที่ และอยู่อย่างมีกฎเกณฑ์ที่เรียบร้อยก่อนที่เขาจะไปถึงเมืองสิบขั้น
ไม่งั้นทุกอย่างมันจะเละเทะไปหมดจนเกินเยียวยา
“ขอรับ”
เว่ยกังขานรับ ด้วยสีหน้าจริงจัง
พวกเขารู้แล้วว่าเวลานี้จะมาถึง
นอกจากนี้พวกเขายังรู้เพิ่มเติมอีกว่า เจ้าเมืองของเขาชอบดึงหูกระต่ายของเด็กสาว
Copyright © 2025 xxxxx.com, All Right Reserved