ตอนที่ 269

“เมือง….บนหลังของสัตว์อสูรโบราณ….อย่างงั้นหรอ”

เหอเกิ่นมองดูด้วยสายตาที่แตกตื่น

การมีกำแพงแก้ว และสิ่งปลูกสร้างนั้นแปลว่าบนนั้นต้องมีคนอยู่ และหมายความได้อีกอย่างด้วยว่าสัตว์อสูรตัวนี้มีเจ้านาย

ตามท้องถนนมีซากศพของทาสกระจัดกระจายเต็มไปหมด และยังมีศพของสัตว์อสูรปนๆ อยู่ด้วย

ครืน!!

-สัตว์อสูรโบราณขยับตัวอีกครั้ง ภายใต้สายตาที่หวาดกลัวของเหล่าทาส มันค่อยๆ หมอบนอนลงไปกับพื้น

ประตูป้อมเทียนเหมินเปิดออกอย่างช้าๆ

ตุบๆ

มีเสียงของฝีเท้าที่ดังขึ้นอย่างสม่ำเสมอ

เกาเฉา ซานหยาน และกองกำลังปกป้องเมืองเต่าทมิฬ ก็ได้เดินขบวนออกมาอย่างช้าๆ และเข้าไปที่เมืองไป๋หลี่

“หัวหน้า ยังมีสัตว์อสูรบางตัวไม่ตายครับ”

มีทหารเข้ามารายงาน

“จัดการให้เรียบร้อย”

เกาเฉาออกคำสั่งทันที

“ครับ”

ทหารคนนั้นก้าวถอยออกไไป ก่อนที่จะเล็งหน้าไม้ไปทางสัตว์อสูรที่ใกล้ตายและเหนี่ยวไก

ฟุบ!!

ลูกดอกหน้าไม้ทะลุหัวของสัตว์อสูรไป ทำให้มันจากไปอย่างสงบ

“สองคนขนร่างของมันขึ้นไปที่เมืองเต่าทมิฬ”

ซานหยานพูดขึ้น

“ครับ”

ทหารสองคนก้าวออกมาและเข้าไปอุ้มร่างของสัตว์อสูรตัวนั้นกลับเข้าไปในป้อมเทียนเหมิน

“แบ่งกลุ่มกัน ออกไปเก็บซากสัตว์อสูรทั้งหมด ออกไปกองไว้นอกเมือง ส่วนที่เหลือเข้าไปในเมืองกับฉัน”

เกาเฉาออกคำสั่งต่อทันที

กองทหารเต่าทมิฬแบ่งออกเป็นกลุ่มย่อย และมีอีกกลุ่มเดินเข้าไปในเมืองผ่านประตูเมืองที่พังไปแล้ว

สภาพภายในเมืองที่ทุกคนเห็นนั้น คือถนนที่เสื่อมโทรม เห็นได้ถึงก้อนฝุ่นและดินที่กองอยู่บนท้องถนน แสดงให้เห็นเลยว่าไม่เคยมีใครทำความสะอาดมาหลายปีแล้ว

เกาเฉาคิ้วขมวดและมองไปรอบๆ เขาเห็นซากศพของทั้งคนและสัตว์อสูรเกลื่อนไปหมด

นอกจากนี้แล้ว ยังมีทาสที่รอดชีวิตมองดูพวกเขาด้วยความหวาดกลัว และไม่กล้าที่จะขยับตัวไปไหน

ตุบๆ

เสียงฝีเท้าดังขึ้น พร้อมกับหยู่ฉินหลานและหน่วยแพทย์ที่ตามหลังเธอมา

หยู่ฉินหลานในชุดกี่เพ้าอัญมณีฟ้า เดินเข้ามาในเมืองด้วยท่วงท่าที่สง่างาม และมองสำรวจไปรอบๆ

เธอตั้งชื่อชุดตามสีของชุด และเพราะมันเป็นยุทธภัณฑ์จิตวิญญาณระดับสูงจึงจำเป็นต้องมีชื่อเรียก

หน่วยแพทย์ที่ตามานั้น เป็นพนักงานจากร้านขายยา มีทั้งหมด 4 คน เป็นผู้หญิงทั้งหมด

และทุกคนมีกล่องไม้เล็กๆ ติดตัวมาด้วย ซึ่งภายในนั้นมีขวดยารักษาอยู่

“พวกท่านเป็นใคร…”

มีทาสคนหนึ่งถามขึ้นด้วยสีหน้าแตกตื่น

หยู่ฉินหลานยิ้มมุมปากและพูดอย่างสง่างาม

“พวกเรามาจากเมืองเต่าทมิฬ”

“เมือเต่าทมิฬ…”

ทาสนั้นพูดตามด้วยสายตาที่ว่างเปล่า ราวกับไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยิน

“ใช่ เมืองเต่าทมิฬเป็นเมืองใหญ่ที่ตั้งอยู่บนหลังของสัตว์อสูรโบราณนี้”

หยู่ฉินหลานอธิบายเพิ่มเล็กน้อย ก่อนที่จะมองไปรอบๆ เมืองไป๋หลี่ที่สภาพทรุดโทรม ราวกับใกล้จะพังพินาศ

หยู่ฉินหลานกล่าวต่อ

“ถ้าหากว่าไม่มีที่จะไปหรือที่อยู่ ลองไปที่เมืองเต่าทมิฬดู พวกเราอยู่ไม่นานเมื่อทุกอย่างเรียบร้อยก็จะจากไป”

“จริงงั้นหรอ?!”

การแสดงออกของเหล่าทาสนั้นเปลี่ยนไปทันที

“ฉันไม่บังคับใครหรอกนะ”

หยู่ฉินหลานยักไหล่เล็กน้อย และนำหน่วยแพทย์เข้าไปรักษาผู้บาดเจ็บอาการสาหัสต่อ

เมื่อเธอผ่านเกาเฉาไป ก็พูดด้วยน้ำเสียงที่นิ่งสงบ

“แบ่งคนไปเก็บซากสัตว์อสูรกลับไปที่เมืองด้วย”

“ครับ”

เกาเฉาขานรับ และส่งสัญญาณให้กับทหารที่ตามมาด้วยทันที

ซากสัตว์อสูรพวกนี้ถือว่าเป็นค่ายารักษาชาวบ้านที่บาดเจ็บและทาสเหล่านี้

ท่าทางของเหล่าทาสเริ่มเปลี่ยนไป บางคนพยายามที่จะลุกขึ้นยืนและลากร่างของตัวเองไปยังเต่าทมิฬ

“เดี๋ยว…ไม่กลัวว่าจะถูกหลอกงั้นหรอ”

มีทาสคนหนึ่งทักท้วงขึ้น

“เรามีอะไรให้หลอกได้อีกล่ะ”

ทาสที่ลุกขึ้นเดินไปตอบอย่างไร้ซึ้งอารมณ์

เขาแค่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไปเท่านั้น และคงไม่สามารถทนอยู่เมืองไป๋หลี่ได้อีกแล้ว และขอไปตายเอาดาบหน้าที่เมืองเต่าทมิฬดีกว่า

“ใช่….พวกเราไม่มีอะไรให้เสียอีกแล้ว”

พวกทาสเริ่มที่จะลุกขึ้นยืนและเดินตามกันไป

แม้จะบาดเจ็บและไร้เรี่ยวแรงก็ตาม แต่ก็ไม่มีใครมาหยุดพวกเขา

มีทาสบางส่วนเดินมาถึงเต่าทมิฬ พวกเขากลืนน้ำลายก้อนโตลงคอด้วยความหวาดกลัว แต่ถึงอย่างงั้นภายในปากของพวกเขาก็มีเพียงแค่ทรายกับฝุ่นเท่านั้น

“ขึ้นมาทางนี้ทุกคน”

เว่ยกังยืนอยู่ที่ทางขึ้นป้อมเทียนเหมิน เขาได้รับหน้าที่รับตัวผู้ลี้ภัยเข้าเมือง

“พวกเราขึ้นไปบนนั้นได้จริงๆ งั้นหรอ”

ที่หน้าป้อมเทียนเหมินเหล่าทาสเริ่มลังเลใจอีกครั้ง

“แน่นอน”

เว่ยกังพูดขึ้นด้วยสีหน้าอ่อนโยน

เหล่าทาสมองหน้ากัน ก่อนที่จะกัดฟันและรวบรวมความกล้าเดินขึ้นบันไดป้อมเทียนเหมินไปที่ละขั้น

พวกเขาผ่านป้อมเทียนเหมินไปยังป้อมเฉือนคง และในที่สุดก็มาถึงป้อมซานไห่

มีทหารคอยดูแลควบคุมกำกับมาเป็นระยะ หากใครที่มีอาวุธติดตัวมาก็ถูกปลดออกจนหมด

เพียงแต่ว่าไม่มีใครพกสิ่งของที่เป็นอาวุธมาเลยสักคน

มีเพียงเครื่องไม้เครื่องมือไม่กี่อย่าง ที่ใช้ก่อสร้างกำแพงเท่านั้นที่ติดตัวพวกเขามาด้วย แต่ทุกคนก็สละทิ้งมันทั้งหมดและโยนมันลงไปจากป้อมเฉือนคง

เว่ยกังสังเกตเห็นว่าผู้คนที่ขึ้นมานั้นล้วนใส่เสื้อผ้าที่ขาดวิ่นไปหมด ดูจากสภาพแล้วคงไม่มีปัญญาจ่ายค่าบัตรผ่านแน่

โชคดีที่มู่เหลียงได้ออกคำสั่งให้ยกเลิกเก็บค่าบัตรผ่านพวกเขาทั้งหมด และให้เข้าเมืองเป็นกรณีพิเศษ

ประตูซานไห่เปิดออก พร้อมกับหน่วยทหารที่เข้ามาดูแลรับผิดชอบต่อทันที

“ทุกคนเข้าแถว อย่าได้แตกแถวแล้วตามฉันมา”

ทหารของเมืองเต่าทมิฬเริ่มเข้าไปจัดระเบียบแถวของผู้ลี้ภัยทันที และนำทุกคนเข้าไปในเมือง

เหล่าทาสนั้นแสดงออกถึงความอยากรู้อยากเห็นมาก และเดินผ่านป้อมประตูซานไห่ไปด้วยความตื่นเต้นและหวาดกลัวในเวลาเดียวกัน

แต่เมื่อก้าวพ้นประตูมา สิ่งที่พวกเขาเห็นคือบ้านเมืองที่เรียบร้อย และสะอาดสะอ้าน

ที่นี่ไม่มีกระแสลมที่พัดรุนแรง หรือพายุฝุ่นทราย อีกทั้งยังไม่มีกลิ่นที่เหม็นเน่าตามท้องถนนอีก

“สวรรค์อย่างงั้นหรอ….”

บางคนถึงกับนัยน์ตาเบิกกว้างและอุทานออกมาโดยไม่รู้ตัว

ข้างๆ กลุ่มผู้ลี้ภัย หนี่จี๋ชาในชุดเกราะภูติผีกำลังจับตาดูทุกคนอยู่

เธอยิ้มมุมปากเล็กน้อยเมื่อเห็นปฏิกิริยาของคนเหล่านี้

หนี่จี๋ชาได้รับมอบหมายให้จับตาดูเหล่าคนที่ลี้ภัยขึ้นมา หากมีอะไรผิดสังเกตหรือเห็นพวกแอบแฝงเข้ามาให้สังหารได้ทันที

และไม่ใช่เธอคนเดียวที่ได้รับงานนี้ ลี่ลี่เองก็ได้รับมอบหมายงานนี้ด้วยเหมือนกัน

ในเวลาเดียวกันหยางปิงกับลี่เยว่ก็แอบเข้าไปในเมืองไป๋หลี่เพื่อสืบหาข่าวสาร

เหล่าทาสที่ถูกต้อนมารวมตัวกันที่ลานกว้าง

พวกเขามองไปยังถนนหนทางที่สะอาดและเป็นระเบียบอย่างสงสัย อีกทั้งยังอ้าปากกว้างด้วยความตกตะลึงตั้งแต่เข้ามาในเมือง

“นั่นคืออะไร”

ทาสคนหนึ่งเงยหน้าขึ้นมองไปบนท้องฟ้า และตกใจกับต้นชาเขียวประกายที่สูงใหญ่ นี้เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นต้นไม้สีเขียวใหญ่โตขนาดนี้

“ที่นี่คงเป็นสวรรค์แน่ๆ”

“พวกเราตายแล้วงั้นหรอ?”

กลุ่มทาสกำลังตกอยู่ในสภาวะมึนงงและสับสน ก่อนหน้านี้พวกเขาตกอยู่ในสภาวะที่สิ้นหวังสุดขีด แต่ตอนนี้พวกเขากับรู้สึกผ่อนคลายอย่างบอกไม่ถูก

“ตรงนี้มีจุดแจกอาหารกับน้ำ โปรดเข้าแถวและอย่าแย่งกัน มีพอสำหรับทุกคน”

เฉิงเหมาปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับหน่วยสายตรวจที่ขนน้ำกับอาหารออกมา

“น้ำ!!”

“กินน้ำได้จริงๆ ใช่ไหม”

พวกทาสมองดูด้วยสายตาไม่อยากจะเชื่อ ไม่เพียงจะถูกรับเข้าเมืองแล้ว พวกเขายังได้อาหารกับน้ำอีก

“นี่คือความเมตตาของท่านเจ้าเมือง เพราะงั้นโปรดเข้าแถวมารับไปเถอะ”

เฉิงเหมาพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“หากว่าใครไม่เชื่อฟังกฏระเบียบ ไม่เพียงจะไม่ได้น้ำกับอาหาร ยังจะถูกขับไล่ออกไปจากเมืองเต่าทมิฬด้วย”

ก่อนที่เฉิงเหมาจะพูดต่อด้วยท่าทางขึงขัง และมองไปที่เหล่าทาส

“ยินดีๆ พวกเราไปเข้าแถวกันเถอะ”

สีหน้าของเหล่าทาสเปลี่ยนไป พวกเขาไม่อยากถูกไล่ออกไปจากที่นี่

ทาสทั้งหมดเข้าแถวกันเป็นระเบียบโดยที่ไม่มีใครกล้าที่จะสร้างปัญหาหรือแซงแถวเลยสักคน

นั้นเพราะทุกคนคุ้นเคยกับสิ่งเหล่านี้ ในเมืองไป๋หลี่ทุกคนต้องเข้าแถวเพื่อรับอาหารเหมือนกัน

เจ้าหน้าที่ลาดตระเวนได้แจกจ่ายน้ำและเนื้อย่างหนึ่งชิ้นให้ทุกคน

ทาสที่ได้รับอาหารกับน้ำไปแล้ว สีหน้าก็แสดงออกถึงความรู้สึกที่อัดอั้น มือของพวกเขาสั่น นัยน์ตาเริ่มขุ่นมัว ก่อนที่น้ำตาจะไหลรินออกมา

พวกเขาก้มดื่มน้ำอึกใหญ่พร้อมกับน้ำตาที่ไหลออกมา

“ขอบคุณ….ขอบคุณจริงๆ”

ทาสบางคนเริ่มร้องไห้ แม้แต่ผู้ใหญ่ที่ดูมีอายุก็ยังร้องไห้ราวกับเด็กน้อย

เฉิงเหมายิ้มกว้างและมองดูทาสโทรมราวกับผ้าขี้ริ้ว ก่อนที่เขาจะถอนหายใจและคิดว่าก่อนหน้านี้พวกเขามีความเป็นอยู่ที่น่าสังเวชขนาดไหนกัน

“ถ้าหากต้องการน้ำอีก ให้กลับมาเข้าแถวเติมได้”

เสียงของเฉิงเหมาพูดขึ้น

“เติมได้….จริงๆ หรอ”

ทาสที่ร้องไห้อยู่ถึงกับชะงักไปและมองดูเฉิงเหมาด้วยสายตาที่ว่างเปล่า ก่อนที่น้ำตาจะไหลรินออกมาอีกครั้ง

“แน่นอน”

เฉิงเหมาพยักหน้า

เมืองเต่าทมิฬไม่ได้ขาดแคลนเรื่องน้ำ และกลุ่มทาสที่ลี้ภัยเข้ามามีเพียงแค่ 300 คน พวกเขาจะดื่มน้ำได้มากขนาดไหนเชียว?

“ฉัน..ฉันขอน้ำอีกชาม”

หญิงที่ใบหน้าเต็มไปด้วยฝุ่น เธอเดินเข้ามาพร้อมกับอุ้มลูกชายไว้ในอ้อมแขน และยกชามเพื่อขอน้ำ

“เอาน้ำให้เธอ”

เฉิงเหมาพูดขึ้น

เจ้าหน้าที่พยักหน้าก่อนที่จะรีบเติมน้ำลงในชามให้กับผู้หญิงคนนั้น

“เอาเนื้อเพิ่มอีกไหม?”

เฉิงเหมาถามต่อ

เขามองดูเด็กชายในอ้อมแขนของผู้หญิง ร่างกายของเด็กน้อยแห้งจนเห็นหนังติดกระดูก แสดงให้เห็นเลยว่าไม่ได้กินอะไรมานานขนาดไหน และอยู่อย่างอดอยากมากๆ

“ขอบคุณ ขอบคุณท่าน”

หญิงสาวร้องออกมาด้วยความดีใจ และรีบก้มหัวลงหมอบกราบทันที

“ไม่ต้องๆ เอาไปเถอะ”

เฉิงเหมาถอนหายใจ และเห็นว่ามีทาสอีกหลายคนเข้าแถวรออยู่

“ค่ะ”

ผู้หญิงคนนั้นรีบรับเนื้อกับน้ำและเดินจากไป พร้อมกับหาที่นั่งลงและป้อนน้ำให้ลูกเธอ

ที่อีกด้านหนึ่งในเมืองไป๋หลี่

เกาเฉาได้จัดแบ่งหน่วยของเขาเพื่อขนร่างของสัตว์อสูรที่ตายแล้วกลับไปยังเมือง ในขณะเดียวกันก็แบ่งคนไปช่วยเหล่าทาสที่ติดอยู่ในซากปรักหักพังด้วย

“ไปช่วยคนบาดเจ็บสาหัสก่อน พวกที่เจ็บเล็กน้อยยังรอได้”

หยู่ฉินหลานชี้นิ้วออกคำสั่งหน่วยแพทย์ของเธอ

“ค่ะ”

หน่วยแพทย์ถือกล่องไม้และวิ่งไปมาอย่างรวดเร็ว

“พ่อ!! พ่ออย่าทำให้หนูกลัวได้โปรด”

หยู่ฉินหลานได้ยินเสียงจึงหันไปมอง เห็นว่าตรงประตูทางเข้าไปเมืองชั้นใน มีเด็กสาวผมสั้นกำลังเขย่าร่างผู้ชายคนหนึ่ง

เธอรีบก้าวออกไป และพูดลอยๆ ออกมา

“น้องลี่เยว่ ไปดูในเมืองชั้นในที”

“ได้”

เสียงของลี่เยว่ตอบกลับมาจากความว่างเปล่า

ลี่เยว่นั้นติดตามหยู่ฉินหลานอยู่ แต่ไม่มีใครมองเห็นเพราะสวมชุดเกราะภูติผี

ลี่เยว่ออกจากกลุ่มของหยู่ฉินหลานและไปยังประตูเมืองชั้นใน