ตอนที่ 157

“นักโทษแหกคุก!!”

ผู้คุมเห็นร่างของหยางปิงจากที่ไกลๆ

ฟิ้วๆ

ลี่เยว่ยิงลูกศรออกไปอย่างรวดเร็ว ปักเข้าไปที่คอของผู้คุมแต่ละคน

“กินนี้ซะ!”

ลี่ลี่พูดเบาๆ พร้อมกับตุ๋ยท้องผู้คุมคนหนึ่งไปอย่างแรง และซัดไปที่ปลายคางอีกหนึ่งครั้ง

ผู้คุมล้มลงโดยที่หยางปิงไม่ต้องทำอะไรเลย และเดินออกไปจากคุกใต้ดินอย่างไร้สิ่งกีดขวาง

“ใครมันกล้ามาสร้างปัญหาขึ้นที่นี่!!”

เสียงคำรามต่ำดังขึ้น

“หยางปิง มานี่เร็ว!”

ท่าทางของลี่เยว่เปลี่ยนไป

เธอจำได้ว่านี้คือเสียงของใคร มันเป็นเสียงของรองแม่ทัพเมืองเซิงหยาง เป็นผู้กลายพันธ์ขั้น 6

“แยกกันหนีเถอะ”

หยางปิงพูดพร้อมกับหยิบมีดจากผู้คุมขึ้นมา

ไม่จำเป็น พวกเราไปด้วยกันได้”

ลี่ลี่คว้าแขนของหยางปิงเอาไว้แล้วพาวิ่งไปที่มุมอาคาร

“เสี่ยวไกมาแล้ว!”

ลี่เยว่กระโดดขึ้นไปขี่บนหลังของเสี่ยวไกเป็นคนแรก

“เร็วหยางปิง ขึ้นไปก่อน!”

ลี่ลี่ผลักหยางปิงไปข้างหน้า

“????”

หยางปิงดูมึนงง

เธอยื่นมือออกไปและสัมผัสได้กับบางสิ่งที่กั้นเธอกับกำแพงเอาไว้

“มันเป็นสัตว์อสูรเลี้ยงที่ล่องหนได้เหมือนกับพวกเรา!”

ลี่ลี่กระโดดขึ้นไปบนเสี่ยวไก

ตอนนี้พวกเธอต้องรีบออกจากเมืองเซิงหยางให้เร็วที่สุด ไม่งั้นจะถูกหน่วยนักฆ่าไล่ล่า และผู้มีพลังอีกจำนวนมาก หากมีผู้ทรงพลังขั้น 7 มาด้วย พวกเธอจะยิ่งหมดโอกาสหนี

“สัตว์อสูรที่มองไม่เห็น!”

หยางปิงถูกดึงตัวขึ้นไปบนเสี่ยวไก และอยู่ๆ ร่างของเธอก็ล่องหนไปด้วย

เธอรู้สึกสับสนไปหมด เกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับเพื่อนของเธอ ทั้งคู่แยกจากกันไม่กี่วันก่อน แต่ดูเหมือนมีหลายอย่างเกิดขึ้นกับเพื่อนของเธอทั้งเกราะวิญญาณระดับสูง และสัตว์อสูรเลี้ยงที่ล่องหนได้อีก

ฟุบ!!

ร่างหนึ่งในชุดคลุมสีดำปรากฏตัวขึ้น ยืนห่างจากเสี่ยวไกไม่ถึงห้าเมตร

“.....”

เสี่ยวไกหรี่ตาของมันลง และยกอุ้งเท้าขึ้นอย่างเบา พร้อมที่จะจัดการคนในชุดคลุมดำที่ขวางทาง

ลี่เยว่เห็นเช่นนั้นจึงรีบเอามือตบเบาๆ ไปที่หัวของเสี่ยวไก เพื่อห้ามปราม

การฆ่าคนจะทำให้ติดกลิ่นคาวเลือด และจะทิ้งร่องรอยให้ติดตามได้

“นักโทษแหกคุกไปไหนแล้ว”

ชายในชุดคลุมดำถาม

“เมื่อกี้มันยังอยู่ แต่อยู่ๆ มันก็หายวับไปกับตาเลยครับ”

ผู้คุมตอบด้วยความตกใจ

“น่าสมเพช พวกแกตาบอดรึไงถึงบอกมันหายไปได้”

ชายในชุดดำด่าทันที

ก่อนที่เขาจะกระโดดขึ้นไปบนหลังอาคาร และเลือกทิศทางที่จะไล่ตาม

“แปลกมาก…”

จู่ๆ เขาก็นิ่งลงและมองย้อนกลับไปตรงจุดที่เขากระโดดขึ้นมา ก่อนที่จะกระโจนออกไปต่อ

ตอนนี้เขารู้สึกได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง

ลี่เยว่เงยหน้าขึ้นมองชายในชุดคลุมดำ และเธอสัมผัสได้ว่านี้คือผู้กลายพันธ์ขั้น 6 กลิ่นไอของชายผู้นี้มันได้สร้างแรงกดดันต่อเธอ

เธอลูบไปที่หัวของเสี่ยวไกอีกครั้ง เพื่อจะบอกให้มันไปทิศทางเดียวกับชายชุดคลุมดำ

ตอนนี้พวกเธอไม่สามารถไปตามเส้นทางเดิมได้อีกแล้ว เพราะนั้นเป็นเส้นทางที่สั้นที่สุดและจะมีผู้คุมและทหารจำนวนมาก

เพราะงั้นพวกเธอจะต้องออกจากเมืองเซิงหยางด้วยหนทางอื่น

เสี่ยวไกปีนขึ้นไปบนกำแพงหรือหลังคาเฉพาะจุดที่ต้องเสี่ยง และมันยังกระโดดจากอีกซอยไปอีกซอยได้

“หือ!?”

อยู่ๆ ลี่เยว่ก็เห็นบางสิ่ง

“นี่มันไม่ใช่บ้านของเฟ่ยฉี๋งั้นหรอ”

ลี่ลี่ถามด้วยความประหลาดใจ

เธอเหลือบมองไปยังบ้านที่มีสวนและต้นไม้ และพูดพร้อมกับขยับตัวเล็กน้อย

“เสี่ยวไกอย่าพึ่งผ่านตรงนี้ไป”

ลี่เยว่สั่งพร้อมกับหรี่ตาลง

ไม่รู้ว่าเธอซึมซับนิสัยของมู่เหลียงมามากเกินไปรึป่าว เธอคิดว่าไม่ควรผ่านไปเฉยๆ และอยากเข้าไปกวาดของทุกอย่างก่อน

“ลี่เยว่ ทำไมไม่รีบออกไปจากเมืองล่ะ”

ลี่ลี่ถามด้วยความสงสัย

“แน่นอนว่าไปแน่ แต่จะไม่ขอกลับไปมือเปล่า”

ลี่เยว่ถูมือไปมา

“นี้…อย่าบอกนะว่าเธอจะเข้าไปขโมยของในบ้านของเฟ่ยฉี๋!”

ลี่ลี่พูดพร้อมกับมองลี่เยว่อย่างประหลาดใจ

หยางปิงจ้องไปยังลี่เยว่ด้วยความประหลาดใจเด็กสาวผมขาวที่มักจะระวังตัวอย่างเสมอ ไม่คิดว่าจะทำเรื่องเสี่ยงๆ แบบนี้

“เวลานี้ดีที่สุดแล้วที่จะลงมือ หยางปิงเธอรออยู่นี่นะ”

หลังจากพูดจบลี่เยว่ก็กระโดดลงไปจากหลังของเสี่ยวไก และเข้าไปในบ้านของเฟ่ยฉี๋

เธอเดินเข้าไปในบ้านอย่างแผ่วเบา ด้วยเวลาที่น้อยนิด เธอต้องหาของมีค่ามากที่สุดแล้วออกมาทันที และอีกอย่างเธอไม่ได้มีพลังแบบมู่เหลียงทำให้ขนทุกอย่างกลับไปได้

“เอาไงดี”

ลี่ลี่นั้นกระโดดตามมาด้วย พร้อมกับบ่น

“จะขโมยอะไร”

“เดี๋ยวเธอก็จะรู้เอง”

ลี่เยว่พูดพร้อมกับคิดถึงวันที่ได้เจอมู่เหลียงวันแรกๆ และในตอนที่เริ่มขโมยครั้งแรก

“ฉันเกียจคำนี้ของเธอชะมัด”

ลี่ลี่ถึงกับมองบน

เธอจะรู้ได้ไงว่าเดี๋ยวก็รู้ของลี่เยว่เป็นยังไง แล้วจะเกิดอะไรขึ้นอีก

“เงียบก่อน”

ลี่เยว่เปิดประตูเข้ามาในตัวบ้าน พร้อมกับกวาดสายตาไปรอบๆ

“ไม่มีคนเฝ้า ไม่มีกับดัก?”

ลี่ลี่เดินตามมาพร้อมกับมองไปรอบๆ ด้วย

“ระวังพวกมันมีพิษ”

ลี่เยว่เตือน

“ฉันสวมชุดเกราะอยู่!”

ลี่ลี่พูดขึ้นพร้อมกับเคลื่อนไหวที่ดูระวังมากขึ้น

“มองดูในลิ้นชักแล้วหาผลึกสัตว์อสูร”

ลี่เยว่ไล่เปิดกล่องต่างๆ ในห้อง

“เรื่องนี้ฉันถนัดนัก”

ลี่ลี่พูดอย่างตื่นเต้น

ครืน!

ลี่ลี่ดึงกระชากลิ้นชักอย่างแรงจนเกิดเสียง

“ดูสิ!! ผลึกสัตว์อสูรเต็มไปหมดเลย แล้วไม่ใช่ระดับต่ำด้วย”

ลี่ลี่ส่งเสียงร้องที่ดูตื่นเต้น

อะไรมันจะไปรู้สึกดีเท่าการได้ขโมยของจากศัตรู

“ลองดูว่ามีสูตรยาลับอะไรไหม”

ลี่เยว่ไม่ตอบแต่บอกให้หาต่อไป

เธอพอจะรู้ว่าเฟ่ยฉี๋นั้นชอบศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับการทำยา และโรคผีมายาก็เป็นหนึ่งในงานวิจัยของเฟ่ยฉี๋

หากไม่มีเวลาจำกัด ลี่เยว่คงเข้าไปขโมยของในชั้นใต้ดินของเมืองเซิงหยางที่มีของดีๆ เก็บอยู่มากมาย

“นี้ก็ไม่ใช่ นี่ก็ไม่…”

ลี่ลี่ยังรื้อหาต่อไป แต่ไม่พบกับสูตรยาหรือบันทึกใด

“เธอนี้มันซื่อบื้อชะมัด เอาม้วนหนังบันทึกทั้งหมดไปด้วย แล้วพอถึงบ้านค่อยไปแยกอีกทีว่าใช้ได้ไหม”

ลี่เยว่พูดขึ้นเบาๆ

“โถ่ เอางั้นก็ได้”

ลี่ลี่เริ่มเข้าใจและเก็บทุกอย่างที่เป็นม้วนหนังทันที

ลี่เยว่เจอเข้ากับกล่องไม้อันหนึ่ง และเห็นกรงที่ใส่แมลงหลายชนิด

ฟึ่บๆๆ

แมลงตัวน้อยในกรงกำลังบินไปมาราวกับเต้นระบำ

“เอาเถอะ เก็บทั้งหมดนี้ไปให้มู่เหลียงดีกว่า”

ลี่เยว่ปิดกล่องไม้พร้อมกับรอยยิ้ม

เธอนึกถึงพลังของมู่เหลียงที่สามารถฝึกฝนและวิวัฒนาการสัตว์ได้ บางที่เขาอาจจะชอบแมลงพวกนี้ด้วย

“ไปกันได้แล้ว”

ลี่เยว่กอดกล่องไม้ไว้แน่น และคว้าผลึกสัตว์อสูรติดมือมาด้วย

สองสาวออกจากบ้านของเฟ่ยฉี๋พร้อมกับข้าวของหลายอย่าง และรีบปีนขึ้นไปบนหลังของเสี่ยวไก ภายใต้สายตาอันตกตะลึงของหยางปิง

“แล้วเราจะไปไหนต่อ”

หยางปิงถามขึ้นด้วยความสงสัย

“ไปยังสถานที่ดีๆ ที่แม้แต่เธอก็ไม่คิดไม่ฝันว่าจะมีอยู่จริง”

ลี่เยว่เม้มปากน่ารักพร้อมกับตอบ

และกอดกล่องไม้แน่นขึ้น เพราะสิ่งนี้อาจจะทำให้มู่เหลี่ยงประหลาดใจก็ได้

บางที่เจ้าสิ่งนี้อาจจะเป็นสัตว์อสูรประจำเมืองเต่าทมิฬอีกก็ได้

“สถานที่ดีๆ แบบไหนกัน?”

หยางปิงรู้สึกว่าคำพูดของลี่เยว่นั้นเกินจริงเกินไป

“เดี๋ยวเธอก็จะรู้เอง”

ลี่เยว่พูดพร้อมกับรอยยิ้มเจ้าเล่ห์

“....”

ลี่ลี่ถึงกับมองด้วยสายตาเอือมระอาอีกครั้ง และคิดถึงหน้าของหยางปิงเมื่อตอนที่เห็นเมืองเต่าทมิฬแล้ว