ตอนที่ 206

เช้าของวันใหม่

ที่ตำหนักเจ้าเมือง

มินโฮและเว่ยหยูหลันกำลังทำอาหารเช้ากันอยู่

จ๊อกๆ

ซิไป่ฉียืนกุมท้องอยู่หน้าห้องครัว

เธอฟุตฟิตจมูกไปมาและพูดอย่างทรมาน

“มินโฮ…..”

“ทนอีกหน่อยเดี๋ยวก็ได้กินแล้ว”

มินโฮเองก็อดไม่ได้ที่จะเร่งมือขึ้นไปอีก

หลังจากที่ได้ใช้วเวลาด้วยกันสองสามวันความเขิลอายที่มีก็หมดไป

ซิไป่ฉีเองมองไปยังจานอาหารตรงหน้า พร้อมกับเสียงท้องร้องไม่หยุด

มิอาเดินเข้ามาและพูดขึ้น

“มู่เหลียงอยู่ไหนหรอ”

เมื่ออยู่ต่อหน้าน้องสาวของเธอ เธอมักจะเรียกมู่เหลียงด้วยชื่อธรรมดาๆ และจะเรียกท่านก็ต่อเมื่ออยู่ต่อหน้าคนอื่น

“มู่เหลียงอยู่ในห้องทดลอง”

มินโฮตอบกลับมาทันที

ก่อนที่จะเดินออกมาจากห้องครัวพร้อมกับจานอาหารในมือ และเอาไปวางไว้ในห้องอาหาร ก่อนที่จะกลับไปที่ห้องครัวเพื่อเตรียมอาหารจานต่อไป

แววตาของซิไป่ฉีเป็นประกายขึ้นมาแและเดินจากห้องครัวไปเงียบๆ และตรงไปยังห้องอาหาร

“เขาไปทำอะไรแต่เช้าแบบนี้?”

มิอาถามขึ้นพร้อมกับคิ้วที่ขมวด

“ดูเหมือนมู่เหลียงกำลังสร้างอาวุธวิญญาณหรือเกราะวิญญาณสักอย่าง ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกัน”

มินโฮตอบอย่างสบายๆ

ระหว่างนั้นซุปมะเขือเทศก็เสร็จพอดี

“งั้นหรอ”

มิอาพูดขึ้นพร้อมกับแววตาที่สนใจ

เธออยากรู้ว่ามู่เหลียงเป็นคนแแบบไหน เลยเฝ้าสังเกตเขาอยู่เสมอ

อยู่ๆ หูแมวของมิอาก็กระตุก และออกตัวไปห้องอาหารอย่างรวดเร็ว เมื่อมาถึงเธอเห็นว่าซิไป่ฉีกำลังจะแอบกินผัดกะหล่ำปลีที่วางอยู่บนโต๊ะ

“ซิไป่ฉี!!! ทุกคนยังไม่มา ห้ามกินก่อน!”

มิอาตวาดขึ้นทันที

“ก็…ฉันหิว….”

แววตาของซิไป่ฉีดูใสซื่อเหมือนเด็กน้อย และพูดด้วยน้ำเสียงที่ออดอ้อน

“ถึงอย่างงั้นก็แอบกินก่อนไม่ได้ พวกเราเป็นแขกนะ”

มิอายังคงด่าต่อ

“ก็ได้….ไม่กินก็ได้”

ซิไป่ฉีลดมือลง

“ถ้าหิวก็กินก่อนเลยไม่เป็นไรหรอก”

อยู่ๆ เสียงของมู่เหลียงก็ดังขึ้น เมื่อหั่นไปมองตามต้นเสียงก็เห็นมู่เหลียงเดินเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้ม

มู่เหลียงไปห้องทดลองของเขาตอนเช้า และทำเสื้อคลุมผีกับเกราะภูติผี เมื่อทำเสร็จแล้วเขาก็มุ่งหน้ามาห้องอาหารทันที

“ขอโทษ ฉันจะไม่ทำเรื่องแบบนี้อีก”

ซิไป่ฉีก้มหน้าลงและขอโทษกับสิ่งที่เธอทำ

“ไม่ต้องคิดมาก นั่งก่อนเถอะ”

มู่เหลียงโบกมือและพูดด้วยรอยยิ้มเช่นเดิม

ที่จริงมู่เหลียงไม่ได้เคร่งกฏอะไรมากมายในตำหนักของเขา เพราะส่วนใหญ่หยู่ฉินหลานจะเป็นคนคอยดูแลกฎระเบียบในตำหนักนี้แทน

“อรุณสวัสดิ์มู่เหลียง”

เสียงของลี่เยว่ดังขึ้น เธอเดินมาพร้อมกับลี่ลี่

“อืม อรุณสวัสดิ์”

มู่เหลียงพยักหน้ารับ

“มากินมื้อเช้ากันได้แล้ว”

มินโฮนำอาหารจานสุดท้ายมาวางที่โต๊ะอาหาร

มื้อนี้ก็ยังเป็นอาหารผัดผักกับซุปมะเขือเทศเช่นเดิม

แน่นอนว่าอาหารทุกจานมีปริมาณเยอะมาก และทุกคนมีจานหลักตรงหน้าเป็นมันเทศนึ่ง

“.....”

-มู่เหลียงมองดูอาหารอยู่สักหนึ่ง และเริ่มรู้สึกที่จะเบื่ออาหารพวกนี้แล้ว เพราะกินทุกวัน

เพราะหากไม่ใช่ว่าเขามาจากโลกอื่น และเป็นคนของโลกนี้จริงๆ อาหารพวกนี้คงเป็นอาหารที่ดีที่สุด

“เป็นอะไรไป มู่เหลียง”

มินโฮถอดผ้ากันเปื้อน และส่งให้เว่ยหยูหลัน

เธอสังเกตว่ามู่เหลียงมีอาการผิดปกติ และดูเหมือนไม่อยากอาหาร

“มินโฮ ไม่เบื่อกินอาหารเดิมๆ งั้นหรอ?”

มู่เหลียงคิดดีแล้ววจึงพูดออกมา

“จะไปเบื่อได้ไง มันอร่อยทุกอย่างเลย”

ซิไป่ฉีพูดขึ้น และพูดต่อ

“ฉันเองไม่เคยกินอาหารที่อร่อยแบบนี้เลย และมั่นใจเลยว่าจะกินพวกมันได้เป็นสิบๆ ปี โดยไม่เบื่อ”

มิอาเหลือบมองไปยังเพื่อนของเธอและพูดขึ้น

“เธอพึ่งกินอาหารพวกนี้ไปไม่กี่มื้อ เธอไม่มีสิทธิ์แสดงความคิดเห็นหรอกนะ”

หูกระต่ายของมินโฮตกลงและพูดด้วยน้ำเสียงที่เศร้าสร้อย

“อาหารมันไม่ถูกปากมู่เหลียงแล้วงั้นหรอ?”

“ป่าว….มันอร่อยเหมือนเดิม แค่ฉันคิดว่าอยากเปลี่ยนรสชาตินิดหน่อย”

มู่เหลียงพยายามพูดเพื่อไม่ทำให้หัวใจของมินโฮแตกสลาย

แต่เหตุผลจริงๆ เขาไม่ค่อยชอบกินอาหารแบบนี้เท่าไร และเขาอยากกินอาหารรสจัด

“แต่มันก็อร่อยแล้ววนะ กินแล้วไม่เลี่ยนด้วย”

ลี่เยว่เองก็พูดขึ้นเพื่อให้กำลังใจมินโฮ

“ใช่ ฉันเองไม่เบื่อเลยที่จะกินมัน”

หยางปิงพยักหน้าและพูดอย่างเห็นด้วย

“.....”

มิอาได้แต่มองมู่เหลียงด้วยแววตาสีแดงเข้มของเธอ และใบหน้าที่ดูงดงามก็ดูมีความสงสัย

เธอคิดภายในใจว่ามีสักกี่คนกันที่เบื่ออาหารแสนอร่อยแบบนี้?

มันเป็นสิ่งที่มิอาไม่เคยคิดมาก่อน หรือจะเข้าใจได้ แต่เวลานี้กลับมีคนเช่นนั้นปรากฏขึ้นต่อหน้าเธอแล้ว

“มันยังมีบางสิ่งที่อร่อยกว่านี้อยู่อีก อยากลองกินดูมั้ย?”

มู่เหลียงจึงตัดสินใจเปลี่ยนเรื่องทันที

“อยากๆ”

หยู่เฟ่ยหยานพูดขึ้นด้วยแววตาที่เป็นประกาย และเป็นคนแรกที่ยกมือขึ้น

“ฉันด้วย”

มินโฮตอบเบาๆ

เธอมองดูอาหารบนโต๊ะ และดูเหมือนว่าเธอจะเข้าใจเหมือนกัน อาหารทุกมื้อแทบไม่ต่างกันเลย และกินแบบนี้แทบจะทุกวัน

มู่เหลียงคิดอยู่พักหนึ่งก่อนที่จะพูดขึ้น

“งั้นมื้อกลางวันฉันเป็นคนทำเอง”

เขามีความคิดในใจแล้วว่าจะทำอะไร ถึงเวลาต้องเพิ่มสูตรอาหารแล้ว ไม่งั้นเขาคงสติแตกแน่หากต้องกินซ้ำๆ แบบนี้ทุกวัน

“ฉันช่วยด้วย”

มินโฮพูดขึ้นเสียงแข็งทันที

“แน่นอน เธอต้องได้รู้วิธีการทำอยู่แล้ว”

มู่เหลียงพยักหน้า เขารู้ว่าคนทำอาหารมีเพียงมินโฮกับเว่ยหยูหลัน

สาวๆ คนอื่นก็ต่างอยากรู้ว่าอาหารที่มู่เหลียงทำจะอร่อยสักแค่ไหน

หลังมื้อเช้า สาวๆ คนไหนที่มีงานทำก็แยกย้ายไปทำงานของตัวเอง

มู่เหลียงมองดูหญิงสาวแยกย้ายกันออกไปจากห้องอาหาร ก่อนที่เขาจะหันกลับมาพูดกับเว่ยหยูหลัน

“น้องหลันไปเอามันเทศมาปอกเปลือกนะ แล้วก็หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ เดี๋ยวฉันจะใช้มัน”

“เจ้าค่ะ ท่านมู่เหลียง”

เว่ยหยูหลันขานรับทันที ก่อนที่จะพับแขนเสื้อขึ้นและเดินไปที่ห้องเก็บเสบียง

“แล้วฉันต้องทำอะไรบ้าง!”

มินโฮพูดขึ้นอย่างกระตือรือร้น

เธออยากรู้ว่ามู่เหลียงจะเอามันเทศไปทำอาหารแสนอร่อยแบบไหน

ซิไป่ฉีพูดขึ้นอย่างเป็นกันเอง

“ฉันเพิ่งจะกินมื้อเช้าเอง จะเตรียมมื้อเที่ยงเลยงั้นหรอ”

ซิไป่ฉีกับมิอาเองก็รู้สึกเบื่อแล้วเหมือนกัน ตลอดหลายวันที่ผ่านมาเธอเที่ยวชมเมืองเต่าทมิฬจนทั่วแล้วจึงสนใจสิ่งนี้เหมือนกัน

“อาหารอร่อยก็ต้องใช้เวลาเตรียมนานหน่อย”

มู่เหลียงไม่อธิบายอะไรมากและตอบเพียงเล็กน้อย

เขาไปที่สวนหลังบ้าน ใช้พลังของเขาเสกหินขึ้นมาพร้อมกับดัดแปลงรูปร่างของมัน แบ่งออกเป็นสองส่วน เป็นกระบอกหน้าตัดหนาประมาน 15 เซนติเมตรออกมาสอง 2 ชิ้น โดยที่ชิ้นแรกจะมีรูด้านบน และชิ้นที่สองจะมีร่องซี่ๆ บนหน้าตัด และมีฐานอีกส่วนเป็นร่องรองรับเป็นวงนอก (มันคือเครื่องโม่หินแบบโบราณ)

แล้วที่นี่เขาก็จะได้เครื่องโม่บดแบบง่ายๆแล้ว

มู่เหลียงสร้างน้ำขึ้นและล้างเครื่องบดทุกส่วน

“หินพวกนี้เอาไปทำอะไร?”

มินโฮเริ่มถามด้วยความสงสัย

“นี่คือเครื่องโม่บดมันสามารถทำให้มันเทศเป็นผงแป้งได้”

มู่เหลียงเริ่มอธิบายอย่างง่ายๆ และแต่งหินอีกเล็กน้อยให้พร้อมใช้งาน.

เขายกเครื่องโม่เข้ามาในห้องครัว และวางมันลงบนแผ่นแท่นหินที่เขาสร้างขึ้น

“นายท่านมู่เหลียง มันเทศหั่นเสร็จแล้ว”

เว่ยหยูหลันเดินเข้ามาพร้อมกับถังไม้ที่เต็มไปด้วยมันเทศหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ

“มาได้ทันเวลาพอดี งั้นเริ่มโม่แป้งกันเถอะ”

มู่เหลียงสร้างเก้าอี้หินขึ้นมาและนั่งลงข้างๆ เครื่องโม่

มินโฮและสาวใช้ตัวน้อยก็มุงดูมู่เหลียงด้วยความสนใจอยู่ทางซ้าย ส่วนมิอากับซิไป่ฉีมองดูจากทางขวาด้วยความอยากรู้

มู่เหลียงเอามันเทศที่หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ใส่ลงไปในรูด้านบนเครื่องโม่ จากนั้นเขาก็เริ่มหมุนแผ่นหินและเติมน้ำเล็กน้อยลงไปตลอด

“นี้มันเป็นเครื่องมือแบบไหนกัน?”

มินโฮดูประหลาดใจไม่น้อย เพราะเป็นครั้งแรกที่เธอได้เห็นเครื่องมือที่ทำอะไรแบบนี้ได้

“ดูน่าสนุกจัง ขอลองได้ไหม”

ซิไป่ฉีพูดอย่างตื่นเต้น

“ได้”

มู่เหลียงยิ้มก่อนที่จะลุกขึ้น

ซิไป่ฉีรีบลงไปนั่งแทนที่มู่เหลียง และเลียนแบบท่าทางที่มู่เหลียงทำ เธอบดมันเทศจนมันไหลออกระหว่างแผ่นหินสองแผ่น และไหลลงมาที่ร่องรอบๆ ก่อนที่ทั้งหมดจะไหลไปเทรวมกันที่จุดเดียว ซึ่งมีถังไม้รองรับอยู่

“สนุกจัง”

ซิไป่ฉีพูดขึ้นอย่างมีความสุข

“ขอลองบ้างสิ”

มิอาพูดขึ้น

“ไม่ ฉันพึ่งได้เล่นเอง”

ซิไป่ฉียังรู้สึกไม่พอใจกับการโม่เลยด้วยซ้ำ

“เราผลัดกันทำก็ได้”

มินโฮพูดขึ้นพร้อมกับรอยยิ้ม

เว่ยหยูหลันเองก็แอบถูมือเล็กน้อย เพราะอยากลองดูเหมือนกัน

“งั้นฉันฝากให้พวกเธอจัดการด้วย”

มู่เหลียงพูดอย่างอ่อนโยน

เขาจะได้ไปเตรียมสิ่งอื่นต่อ

“ได้”

ทุกคนตอบพร้อมกัน ก่อนที่จะแย่งกันเข้าไปโม่มันเทศ

มู่เหลียงออกไปจากห้องครัว และไปเอาผ้าเนื้อดีมาหนึ่งผืน ก่อนที่จะเอาน้ำซักทำความสะอาดมันหลายครั้ง

เมื่อเขากลับมาที่ครัว สาวๆ ก็เริ่มเบื่อที่จะโม่มันเทศแล้ว แต่ถึงอย่างงั้นพวกเธอก็โม่มันเทศได้สามถังไม้ใหญ่ๆ

“มู่เหลียงบดเสร็จแล้ว”

มินโฮพูดเบาๆ

ตอนนี้เธอแข็งแกร่งขึ้นแล้ว ทำให้มีพลังบดมันเทศได้สบายๆ

“งั้นขั้นต่อไปก็คือการกรอง”

มู่เหลียงเอาผ้าที่ซักมาเมื่อครู่ออกมา

ก่อนที่จะมองไปหาเว่ยหยูหลันและสั่ง

“น้องหลันไปเอาถังไม้มาเพิ่มอีกสองถัง”

“เจ้าค่ะ”

เว่ยหยูหลันขานรับ และรีบวิ่งออกไป

ก่อนที่จะกลับมาพร้อมกับถังไม้และพูดขึ้น

“ถังพวกนี้ล้างแล้วคะ”

“ดีมากน้องหลัน”

มู่เหลียงกล่าวด้วยใบหน้าที่ชื่นชม

ทำให้เว่ยหยูหลันหน้าแดงและยิ้มออกมาอย่างมีความสุข

มู่เหลียงเอาผ้ามาคลุมปากถังเอาไว้ และเริ่มตักมันเทศที่บดแล้วเทลงบนผ้า เพื่อแยกน้ำออกจากตัวมัน

“มู่เหลียง ฉันขอทำขั้นตอนนี้เอง”

มินโฮเดินเข้ามาใกล้ๆ

“ได้เลย”

มู่เหลียงยกที่ตักให้

ก่อนที่เขาจะพูดเตือน

“ต้องเทอย่างช้าๆ แล้วก็ยกผ้าขึ้นมาเขย่าๆ ด้วยเพื่อทำให้การกรองเร็วขึ้น”

“เข้าใจแล้ว”

มินโฮตอบพร้อมกับเม้มปากเล็กน้อย และดูมีสมาธิมากขึ้น

ครั้งนี้เองสาวๆ ก็มาผลัดกันทำกันอย่างสนุกสนาน โดยที่มู่เหลียงเฝ้าดูทุกอย่างพร้อมกับรอยยิ้มเต็มใบหน้า

ครึ่งชั่วโมงต่อมาก็กรองมันเทศที่บดเสร็จ และได้น้ำสีส้มหกถัง และกากของมันเทศหนึ่งถังเต็มๆ

“เอากากพวกนี้ไปให้แกะเขาหกเหลี่ยมกิน”

มู่เหลียงพูดขึ้น

“เอ้าพวกนี้มันกินไม่ได้หรอ?”

มินโฮทำตาโตด้วยความตกใจ เพราะอุสาทำมาตั้งนานเพื่อน้ำไม่กี่ถังงั้นหรอ?

“มันก็กินได้ แต่มันไม่อร่อยฉันไม่อยากกิน”

มู่เหลียงยิ้มอย่างฝืนๆ ให้มินโฮ

กลายเป็นว่าหญิงสาวไม่รู้ว่าที่ต้องการจริงๆ คือน้ำมันเทศหกถังที่ดูไม่วิเศษอะไรต่างหาก