ตอนที่ 166

ครืนน!!!! ปัง!!

“ประตูเปิดแล้ว!!”

มีคนร้องตะโกนขึ้น

แล้วร่างของเกาเฉาก็ปรากฏขึ้นที่หลังประตูหิน เขาเดินออกมาพร้อมกับมองผู้คนที่มารออยู่ และตะโกนออกมา

“ใครก็ตามที่ต้องการขึ้นไปยังเมืองเต่าทมิฬ ได้โปรดเข้าแถว และเข้ามาทีละคน”

“เราต้องนำไปก่อน!”

เยี่ยลี่ยี่ก้าวนำไปข้างหน้าโดยมีเฉิงเหมาและคนอื่นๆ ตามมาติดๆ

พวกเขาเป็นคนกลุ่มแรกและกำลังแสดงตัวอย่างให้คนอื่นดูว่าการเข้าเมืองเต่าทมิฬทำเช่นไร

“ยินดีต้อนรับสู่ป้อมเทียนเหมิน”

เกาเฉาเปิดทางให้และกล่าวต้อนรับทุกคนที่เดินเข้ามา

ไม่นานก็มีเสียงดังโวยวายมาจากด้านใน

“จ่ายค่าอะไร? ว่าไงนะ?”

“เอาผลึกสัตว์อสูรแลกกับเศษไม้โง่ๆ เนี้ยนะ!?”

“นี้มันปล้นกันชัดๆ”

“ไม่ ฉันจะไม่เข้าเมืองอีกแล้ว”

“บ้าเอ๊ย พวกเขากำลังรีดไถผลึกสัตว์อสูรก่อนที่เราจะเข้าถึงเมืองอีก!”

“....”

มีคนเริ่มถอนตัวเมื่อเจอเงื่อนไขเข้าเมือง พร้อมกับก่นด่าและเดินจากไป

เมื่อคนที่รอเข้าแถวอยู่นั้น ได้ยินบางคนก็ถึงกับล้มเลิกความคิด และกลับไปด้วยเช่นเดียวกัน

เพราะก่อนที่จะเข้าเมืองเต่าทมิฬได้นั้นจำเป็นต้องจ่ายผลึกสัตว์อสูรชั้นต้นระดับกลาง มีหลายคนไม่เต็มใจที่จะจ่าย และล้มเลิกที่จะไปยังถนนการค้า

ค่าธรรมเนียมนี้มีเอาไว้คัดกรองผู้เข้าเมืองในชั้นแรก หากพวกเขาไม่มีกำลังพอที่จะจ่าย การไปถนนการค้าพวกเขาเองก็คงไม่จ่ายสิ่งใดเพิ่มอีก และจะกลายเป็นว่าทำให้ถนนการค้านั้นแน่นจนแออัด

“มีเก็บค่าผ่านทางด้วยงั้นหรอ?”

ซิไป่ฉีรู้สึกสับสนเมื่อได้ยินกลุ่มคนที่เดินสวนกลับออกไป

“เราจะรู้เมื่อไปถึง”

มิอากระดิกหูไปมาและพูดอย่างใจเย็น

หลังจากนั้นไม่นานก็มาถึงตาของมิอากับซิไป่ฉีเข้าไปยังป้อมเทียนเหมิน

พวกเธอเห็นโต๊ะเคาเตอร์ยาวโดยมีคนสวมเครื่องแบบที่ดูแปลกตาอยู่ด้านหลังหลายคน

“เชิญก่อน”

เจ้าหน้าที่ตะโกนเรียก

“มาแล้วๆ”

ซิไป่ฉีวิ่งเข้าไปหาทันที

“โปรดเปิดเผยใบหน้าด้วย เมืองเต่าทมิฬไม่อนุญาตให้ปิดบังใบหน้าเข้าไป”

เจ้าหน้าที่พูดอย่างใจเย็น

“ถ้ายอมรับไม่ได้ก็กลับไป”

“เอ่อ….”

ซิไป่ฉีถึงกับตกใจ และมองไปทางมิอาที่อยู่ด้านหลังของเธอเพื่อขอความช่วยเหลือ

“ถอดมันออก”

มิอาพูดเบาๆ

“ก็ได้”

ซิไป่ฉีถอดผ้าโพกหัวออก อย่างรวดเร็ว

ถ้าไม่ได้หลบซ่อนจากนักล่าของเมืองหมื่นอสูร เธอเองก็ไม่อยากจะปิดบังใบหน้าเหมือนกัน

“การจะเข้าเมืองเต่าทมิฬได้ จำเป็นต้องมีบัตรผ่าน และเสียค่าธรรมเนียมบัตรผ่านเป็นผลึกสัตว์อสูรชั้นต้นระดับกลาง 1 ก้อน”

เจ้าหน้าที่อธิบายต่อพร้อมกับหยิบแผ่นไม้ออกมา และถามต่อ

“ยอมรับเงื่อนไขนี้ไหม?”

“ฉันยินดี”

ซิไป่ฉีเอาผลึกสัตว์อสูรส่งให้

เจ้าหน้าที่รับผลึกสัตว์อสูรและพูดพร้อมกับรอยยิ้ม

“หลังจากนี้ ทางเราจะตรวจสอบโปรดตอบคำถามเราข้อสองข้อ”

“เอาเลย ถามมาได้”

ซิไป่ฉีไม่คิดว่าการจะเข้าเมืองเต่าทมิฬจะเข้มงวดขนาดนี้

แต่ถึงอย่างงั้นเธอกลับยิ่งอยากรู้เกี่ยวกับเมืองนี้มากขึ้นไปอีก

เจ้าหน้าที่เอาไม้จุ่มหมึกในถ้วยใบเล็กและถามขึ้น

“ชื่อ และอายุ”

“ซิไป่ฉี อายุ 20 ปี”

ซิไป่ฉีตอบด้วยเสียงแบบเด็กน้อย

“นี้เธออายุ 20 จริงๆ งั้นหรอ?”

เจ้าหน้าที่ถึงกับตกใจ และมองดูสาวน้อยผมสีทองด้วยแววตาที่ไม่อยากจะเชื่อ

“มีตาหรือเปล่าที่มองไม่ออกว่าฉันเป็นสาวอายุ 20!!”

ซิไป่ฉีคิ้วขมวดและเชิดหน้าหนีจนผมนั้นสะบัด

“ขออภัยด้วย กระผมไม่ได้จะหมายความเช่นนั้น”

เจ้าหน้าที่รีบกล่าวขอโทษทันที

เขาเช็ดเหงือที่หน้าผากและถามต่อ

“มาจากที่ไหน”

“มาจากเมืองเซิงหยาง”

ซิไป่ฉีไม่ใช่คนงี่เง่า และแน่นอนเธอไม่บอกความจริงทุกอย่าง

“เอาล่ะ นี้เป็นบัตรผ่านของคุณผู้หญิง โปรดเก็บไว้กับตัวอย่าได้ทำหาย ไม่งั้นจะผ่านด่านตรวจอีกด่านไม่ได้”

เจ้าหน้าที่เอาแผ่นไม้ที่ประทับตราผ่านลงไปในนั้นส่งให้ซิไป่ฉี

“ง่ายๆ แค่นี้เลยงั้นหรอ?”

ซิไป่ฉีถึงกับประหลาดใจ

เธอคิดว่าจะถูกซักถามมากกว่านี้ ไม่คิดว่าจะผ่านได้เพียงตอบคำถามเล็กน้อย

“คนต่อไป”

เจ้าหน้าที่ยิ้มและเรียกคนต่อไปทันที

งานนี้ยังดูยากเกินไปสำหรับคนที่ยังไม่รู้วิธีการเขียนอ่าน

เจ้าหน้าที่บางคนนั้นพึ่งจะเริ่มเรียน และต้องเปิดหนังสือดูคำบางคำ

มิอาทำเรื่องบัตรผ่านได้อย่างง่ายดาย และตอบทุกคำถาม

ซิไป่ฉีนั้นยืนรออยู่ข้างๆ ระหว่างนั้นเธอก็มองออกไปรอบๆ และเห็นร่างสามร่างที่คุ้นเคยในชุดคลุมดำเข้าแถวอยู่หน้าป้อมเทียนเหมิน

คนในชุดคลุมดำทั้งสาม ถึงจะปกปิดใบหน้าก็ตาม แต่ก็ด้วยสายตาของเธอก็รู้ได้ทันทีว่าทั้งสามนั้นไม่ธรรมดา

มิอาเดินมาพร้อมกับบัตรผ่าน และเห็นสีหน้าที่บิดเบี้ยวของซิไป่ฉี

“มิอา ฉันโดนผีสามตัวนั้นมาหลอกหลอนอีกแล้ว”

ซิไป่ฉีชี้ไปทางกลุ่มคนสามคน

มิอามองไป และจดจำรูปร่างได้ทันทีว่าทั้งสามคนนั้นคือกลุ่มนักล่าจากเมืองหมื่นอสูร

แววตาของเธอเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้มและดูเย็นชาขึ้นมาทันที -และมองดูอย่างไม่แยแส

“ไม่ต้องไปสนใจพวกมัน”

หากว่าพวกนักล่ากล้าโจมตีพวกเธอในเมืองเต่าทมิฬละก็ มิอาคงดีใจน่าดูที่จะได้เห็นทั้งสามถูกฆ่า

พวกทีมนักล่าจากเมืองหมื่นอสูรเองก็เห็นหญิงสาวทั้งสองเหมือนกัน แต่ยังไม่กล้าลงมือทำอะไร

ใครจะไปรู้ว่าในเมืองเต่าทมิฬจะมีตัวตนที่แข็งแกร่งแแบบไหนอาศัยอยู่ เพราะแม้แต่แม่ทัพทั้งสามของเมืองเซิงหยางก็ยังถอยเมื่อเผชิญหน้ากับเมืองเต่าทมิฬ

“เราจะไปกันต่อไหม?”

หัวหมาป่าถามขึ้น

“อย่าพึ่ง เราไปรอข้างนอกก่อน”

หัวสิงโตสั่งเมื่อเห็นว่าคนที่จะผ่านป้อมนี้ไปได้ต้องเปิดเผยใบหน้า

และกลุ่มของเขาไม่สามารถเปิดเผยใบหน้าต่อหน้าสาธารณะได้ ไม่งั้นจะเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้น

“....”

หัวหมีถอนหายใจ ด้วยความเสียดายเพราะอยากเข้าไปชมเมืองนี้สักครั้ง

ทั้งสามถอนตัวออกมาจากแถว และไปยืนเฝ้ารออยู่ด้านนอก

“เอาไงต่อดี”

ซิไป่ฉีถามขึ้นด้วยสีหน้าของผู้ได้รับชัยชนะ

แต่หากเมื่อไรที่พวกเธอออกจากเมืองเต่าทมิฬก็เป็นเรื่องยากมากที่จะหลบหนีจากกลุ่มนักล่านี้ได้

“ขึ้นไปก่อน”

มิอาหันหลังกลับแและเดินขึ้นไปยังเมืองเต่าทมิฬทันที

พวกเขาต้องเข้าไปในเมืองเต่าทมิฬเท่านั้น และจะกลับไปเมืองเซิงหยางเมื่อสบโอกาส

“ก็นะ เหลือทางเดียวให้ไปอยู่แล้ว”

ซิไป่ฉีตามไปติดๆ

ระยะทางมาป้อมเฉือนคงนั้นไม่ได้ลำบากอะไรเลยสำหรับทั้งสองคน เพราะทั้งสองเดินทางบ่อยจนเป็นเรื่องปกติ

และที่ป้อมนี้ทุกคนจะต้องปลดอาวุธ

“ไม่ให้อาวุธไม่ได้งั้นหรอ? ถ้าไม่ให้พวกแกจะทำอะไร?”

“ก็จ่ายผลึกสัตว์อสูรไปแล้วไง ไหนถึงเอาอาวุธเข้าไม่ได้!?”

มีไม่กี่คนที่มาถึงก่อนหน้านี้ กำลังโวยวายอยู่ในป้อมเฉือนคง

ฟิ้วๆๆ

แล้วก็มีใยแมงมุมพุ่งออกมามัดคนที่ทำท่าจะก่อเรื่องเอาไว้

เสี่ยวไกปรากฏตัวขึ้นจากทางหน้าต่างของป้อม และห้อยหัวลงมาจากเพดาน

“.....”

ตอนนี้ไม่มีใครกล้าที่จะพูดหรือส่งเสียงสักคน และยอมส่งมอบอาวุธแต่โดยดี

“พาพวกนี้ลงไป”

ซานหยางตะโกนขึ้น

“รับทราบ”

คนในหน่วยของซานหยางก็คุมตัวผู้ที่จะก่อเรื่องเมื่อครู่ลงไปทันที

“ทุกท่าน อย่างที่ทราบเราจะไม่บังคับ แต่ท่านต้องเลือกเอง”

ซานหยางนั้นเหลือบมองไปยังกลุ่มคนที่เหลืออย่างเย็นชา

“โปรดอย่าได้แสดงท่าทางที่ไม่เป็นมิตรที่นี่ ไม่งั้นพวกท่านจะถูกสัตว์อสูรผู้พิทักษ์ของเมืองนี้เล่นงาน”

“สัตว์อสูรผู้พิทักษ์?”

มิอาและซิไป่ฉีถึงกับตกตะลึง

เด็กสาวนึกถึงไข่อสูรจิตอัสนี แต่พวกเธอไม่คิดว่าจะได้เห็นสัตว์อสูรผู้พิทักษ์แบบเดียวกันที่นี่

“สำหรับคนที่ผ่านการตรวจที่ป้อมนี้แล้ว ขอให้มีช่วงเวลาที่ดีกับเมืองเต่าทมิฬ”

ซานหยางชี้ไปยังทางขึ้นต่อไป

“ไปกันเถอะ”

มิอารับบัตรผ่านคืนจากเจ้าหน้าที่ เมื่อผ่านการตรวจรอบที่สองแล้วว

เธอดูสิ่งที่เขียนในบัตรผ่านของซิไป่ฉีซึ่งมันเหมือนกับของเธอทุกประการ ทำให้รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย

“นี้มันเรื่องอะไรกันแน่”

ซิไป่ฉีเริ่มที่จะสงสัยเหมือนกัน

เป็นไปไม่ได้เลยที่จะเขียนคำคำเดียวกันให้เหมือนกันทุกประการแบบนี้ และในจำนวนมาก

“ไปกันเถอะ”

มิอาสลัดความคิดนั้นทิ้งไปและเดินขึ้นบันไดต่อ

“รอด้วยสิ”

ซิไป่ฉีตามไปติดๆ

เธอแทบทนไม่ไหวแล้วที่จะได้เห็นเมืองเต่าทมิฬ