ตอนที่ 131

เช้าวันใหม่ของอีกวันก็มาถึง ท้องฟ้าของเช้าวันนี้ดูโปร่งใสกว่าปกติ

และมีคนมากกว่า 20 คนมายืนรวมตัวกันที่ลานกลางหน้าเนินสูง

“หัวหน้า วันนี้พวกเราไม่ต้องออกไปลาดตระเวนแล้วงั้นหรอ”

เกาเฉาถามด้วยความสงสัย

โดยปกติแล้วเวลานี้พวกเขาจะได้รับมอบหมายให้ออกลาดตระเวรไปตามแนวกำแพงเมือง

“เงียบๆ อย่าพูดมาก”

เว่ยกังดุลูกน้องไปที

เกาเฉานั้นเป็นรองหัวหน้าของทีมนักล่า ตัวสูงสองเมตร และเป็นหนึ่งในสามผู้มีพลังขั้น 4 ของทีมนักล่า

เขาค่อนข้างมีอุดมการณ์และมีวินัย และปฏิบัติหน้าที่อย่างดีเสมอ

แต่บางครั้งเว่ยกังก็เอือมระอากับเกาเฉาเหมือนกัน เพราะเป็นคนที่หัวรั้นอย่างมาก

“ครับ!”

เกาเฉาขานรับและเงียบลงทันที

“วันนี้ท่านเจ้าเมืองมีเรื่องสำคัญจะบอกทุกคน”

เว่ยกังมองทุกคนที่อยู่ในลานกว้าง มีบางคนยังคุยเล่นและไม่สนใจมากนัก

ก่อนที่เขาจะตะโกนด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง

“พวกแก!! ฟังฉันให้ดี ถ้าเกิดข้อผิดพลาดอะไรขึ้น ฉันไม่เอาคนนั้นไว้แน่”

ทีมนักล่าเดิมของเว่ยกังมี 17 คน

แต่ตอนนี้มีเพิ่มขึ้นมาเป็น 27 คน มาจากกลุ่มโจรที่ถูกจับได้ก่อนหน้านี้ และมีครอบครัวอยู่ในเมืองเต่าทมิฬ

สิ่งที่เว่ยกังต้องทำคือตักเตือนคนมาใหม่ ให้อยู่ในกฏของที่นี่

“รับทราบแล้ว”

ทุกคนขานรับทันที

และเมื่อรู้ว่าเจ้าเมืองกำลังจะมา ทุกคนก็เปลี่ยนท่าทีและจริงจังมากขึ้น

พวกเขารู้แล้วว่าเจ้าเมืองเต่าทมิฬนั้นทรงพลังแบบที่ผิดปกติ

ครั้งล่าสุดเจ้าเมืองได้แสดงพลังที่เคลื่อนย้ายพื้นดิน และทำให้มันถล่มลงมาจากท้องฟ้าได้ราวกับน้ำตก แค่นั้นก้สร้างความหวาดกลัวให้กับทุกคนได้แล้ว หากไม่รู้ว่าเจ้าเมืองเป็นคน พวกเขาคงคิดว่าเป็นเทพพระเจ้าไปแล้ว

……

เสียงของฝีเท้าดังขึ้น

ทุกคนเริ่มหายใจแรงและหันมองไปตามเสียงของฝีเท้า

แววตาของมู่เหลียงเวลานี้ดูลึกลับและดูทรงพลังอย่างมาก ดั้งจมูกที่ตั้งโด่งดูสง่างาม สวมชุดแบบคล่องตัวเดินมาด้วยท่าทางดุดันและแผ่กลิ่นไอที่กดขี่อย่างมาก

มินโฮเดินตามหลังมู่เหลียงมาอย่างช้าๆ ด้วยใบหน้าที่จริงจัง และกวาดสายตามองไปรอบๆ

ลี่ลี่กับลี่เยว่นั้นอยู่ในชุดเกราะภูติผีไม่มีใครเห็น

“นายท่าน ทุกคนอยู่ที่นี่หมดแล้ว รวมทั้งหมด 27 คน”

เว่ยกังกล่าวด้วยความนอบน้อม

“อืม”

มู่เหลียงเพียงพยักหน้าเบาๆ

เขามองดูกลุ่มคนด้วยแววตาสีดำ ก่อนจะพูดอย่างใจเย็น

“วันนี้ที่เรียกทุกคนมาก็เพื่อจะบอกเรื่องหนึ่ง”

ทุกคนนิ่งเงียบและยืดอกขึ้นตั้งใจฟัง

“ทีมนักล่าจะถูกเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่ และกลายเป็นกองกำลังทหาร”

การแสดงออกของมู่เหลียงั้นดูแข็งขันอย่างมาก และพูดด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น

“หน้าที่ของทุกคนคือปกป้องเมืองเต่าทมิฬ และปกป้องทุกคนที่คุณรัก ปกป้องที่นี่ราวกับเป็นบ้านเกิดของตัวเอง”

เหล่าทีมนักล่านั้นพูดหึกเหิมขึ้น ราวกับเลือดในกายกำลังเดือดพล่าน

แววตาของมู่เหลียงจ้องมองไปยังสีหน้าของทุกคนที่กำลังหึกเหิม เขารู้ว่าคนเหล่านี้ยังไม่เคยผ่านยุคของข้อมูลและข่าวสารที่เข้าถึงได้ง่าย เพราะงั้นพวกเขาดูไร้เดียงสาอย่างมาก

ถ้าสิ่งนี้เกิดขึ้นในโลกเดิมของเขา ทุกคนคงกลับไปอยู่ในสภาพปกติภายในสิบวินาที

ตอนนี้มู่เหลียงต้องการจะปลูกฝังความคิดแบบใหม่ให้กับทุกคน ความเชื่อเรื่องการปกป้อง และหน้าที่ของทหารคืออะไร

“ทีมนักล่าจะเปลี่ยนเป็น กองกำลังปกป้องเต่าทมิฬ”

มู่เหลียงต้องการจะเปลี่ยนแปลงทีมนักล่ามานานแล้ว แต่เมืองเต่าทมิฬยังมีขนาดเล็กอยู่ เพราะงั้นยังไม่สามารถแบ่งทีมงานหรือทำอะไรได้เพราะคนพึ่งย้ายมาอยู่ได้ไม่นาน

ตอนนี้มันแตกต่างออกไปแล้ว พื้นที่เมืองใหญ่ขึ้น อีกทั้งผู้คนก็อยู่มานานและเริ่มชอบเมืองเต่าทมิฬ อีกทั้งไม่ช้านี้จะมีเขตการค้าเกิดขึ้น การรักษาความปลอดภัยจึงเป็นเรื่องสำคัญ และต้องเสริมความแข็งแกร่งให้กับทหารทุกคน

“กองกำลังปกป้องเต่าทมิฬจะแบ่งออกเป็นสามส่วน มีหน้าที่พิทักษ์ประตูนอกสามแห่ง”

มู่เหลียงมองไปก็เห็นว่ามีหลายคนเริ่มสงสัยสิ่งที่เขาพูด ก่อนที่เขาจะอธิบายต่ออย่างใจเย็น

“สองในสามกำลังสร้างขึ้น และทุกคนจะย้ายไปประจำการเมื่อมันเสร็จแล้ว ตอนนี้ให้ทุกคนประจำการที่กำแพงใหญ่รอบนอกหรือเรียกว่าขุนเขาซานไห่”

ทางผ่านทั้งสามของเมืองเต่าทมิฬนั้นหนึ่งในนั้นคือแนวกำแพงรอบนอกมู่เหลียงได้ตั้งชื่อให้ว่า ขุนเขาซานไห่”

แต่อันที่จริงมู่เหลียงขี้เกียจคิดชื่อ เลยไปเอาชื่อเขาโบราณในประวัติศาสตร์มาตั้งแทน

“เว่ยกังจะได้รับตำแหน่งแม่ทัพของกองทัพที่หนึ่ง รับผิดชอบกองทหารรักษาขุนเขาซานไห่”

มู่เหลียงประกาศแต่งตั้งทันที

“ขอรับ”

เว่ยกังตอบรับอย่างเคารพ

เขารู้สึกยินดีไม่น้อยในตอนแรกเขาเป็นแค่หัวหน้าทีม ตอนนี้เขาได้เป็นแม่ทัพกองทัพที่หนึ่งแล้ว

“กองทัพที่สองจะนำโดยแม่ทัพเกาเฉา มีหน้าที่ลาดตระเวนแนวกำแพงเป็นการชั่วคราว”

มู่เหลียงมอบหมายให้ชายที่ดูสูงใหญ่อย่างรวดเร็ว

ผู้ถูกเลือกให้รับตำแหน่งแม่ทัพนั้น ลี่เยว่กับลี่ลี่เป็นคนสืบสวนอย่างลับๆ ตลอดเวลาสามวัน

“รับทราบครับ”

เกาเฉาตะโกนรับด้วยความประหลาดใจ

รอบตัวของเต่าทมิฬมีทั้งหมดสี่ทิศ แต่มีเพียงจุดเดียวที่จะเปิดรับคนจากภายนอกเข้าคือขุนเขาซานไห่

สามทิศที่เหลือจะเป็นป้อมปราการใหม่ที่มู่เหลียงตั้งใจจะสร้างและปล่อยให้กับสัตว์อสูรเลี้ยงของเขาประจำดูแลในอนาคต มีเพียงด่านขุนเขาซานไห่ที่จะมีมนุษย์ดูแล

“กองทัพที่สามนำโดยซานหยาง ได้รับหน้าที่ลาดตระเวนกำแพงชั่วคราว”

มู่เหลียงมองไปยังคนสิบคนที่อยู่ในกลุ่มคน หนึ่งในนั้นมีชายคนหนึ่งที่ไม่ได้ดูดีเท่าไร

เป็นเรื่องยากที่จะรับโจรทั้งหมดมาเข้าร่วมกับทีมนักล่าได้

ซานหยางนั้นเป็นหัวหน้าของโจรสิบคน หลังจากที่ได้เข้าร่วมทำงานกับทีมนักล่า เขาได้กลายเป็นรองหัวหน้า และเป็นคนเดียวในหมู่สิบคนที่มีพลังขั้น 4

ทั้งสิบคนเป็นคนของเมืองสิบขั้น แต่เรื่องความแข็งแกร่งนั้นยังเป็นลองไทเกิ่นอยู่

“ข้า?”

ซานหยางมองซ้ายมองขวาด้วยความตกใจ

เขาอยู่ในฐานะที่เปราะบางมากในเมืองเพราะเป็นโจรมาก่อน แต่เวลานี้เขากลับถูกยกระดับเป็นแม่ทัพของกองกำลังปกป้องเต่าทมิฬไปแล้วงั้นหรอ?

“ใช่ นายนั้นแหละ”

มู่เหลียงพยักหน้าอย่างสุขุม และพูดอย่างหนักแน่น

“ฐานะและตัวตนของซานหยางต่อจากนี้ไม่อยู่ในการเฝ้าระวังอีกต่อไป และเพิ่มแรงจูงใจให้ทำงานอย่างจริงใจ อย่าทำให้ฉันผิดหวังล่ะ”

แววตาสีดำของมู่เหลียงมองไปยังซานหยางอีกครั้งและพูดด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง

“มีภรรยาที่กำลังตั้งท้องลูกน้อยอยู่ หวังว่าจะเป็นพ่อและสามีที่ดีให้พวกเขาได้ภูมิใจ”

“ขอรับ!”

เสียงขานตอบของซานหยางนั้นดังสนั่น

“แล้วคนอื่นล่ะ!!!”

มู่เหลียงตวาดเสียงออกไป

“ขอรับ!!!”

ทุกคนต่างร้องตะโกนกลับมาอย่างแข็งแรง

“ดีมาก หวังว่าทุกคนจะทำหน้าที่ของตัวเองได้ดี”

มู่เหลียงพยักหน้าอย่างพอใจ เขาโบกมือเรียกแม่ทัพทั้งสามก่อนที่จะหันหลังเดินจากไป

เว่ยกังเดินตามไปทันที ตามด้วยเกาเฉา และพอซานหยางได้สติก็รีบวิ่งตามไปทันที

“ในฐานะแม่ทัพของกองทัพทั้งสาม ก่อนที่จะเริ่มปฏิบัติหน้าที่ ฉันมีอะไรจะบอก และมันดูไม่น่าฟังเท่าไร”

มู่เหลียงพูดไปขณะเดินด้วย

“ถ้าใครก็ตามปฏิบัติงานไม่ดี ฉันจะหาคนอื่นมาแทนที่ทันที”

มู่เหลียงต้องการจะเปิดลู่ทางให้ทุกคนมีสิทธิ์เลื่อนยศเลื่อนตำแหน่ง คนที่มีความสามารถควรได้รับการยกย่อง คนธรรมดาก็ควรจะหลีกทาง

“ขอรับ”

ทั้งสามขานรับอย่างแข็งขัน

“ในฐานะทหาร ทุกคนจะต้องประจำการในค่ายและป้อมปราการในอนาคต และทุกคนจะกลับได้เฉพาะในช่วงวันหยุดเท่านั้น”

มู่เหลียงเริ่มพูดและบอกเกี่ยวกับกฎวินัยของทหารให้กับทั้งสามคน

จากนั้นทั้งสามจะต้องส่งต่อกฎเหล่านี้ไปยังผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา การกระทำแบบนี้จะทำให้ตัวแม่ทัพเข้าใจกฏและวินัยของทหารมากขึ้น และมีหน้าที่รับผิดชอบดูแลกฏวินัย กลายเป็นนายทหารชั้นผู้ใหญ่ทันที

“เข้าใจแล้วขอรับ”

ทั้งสามฟังแล้วก็อึ้งไปอยู่พักหนึ่ง

“สำหรับเรื่องวันหยุด…..ทุกคนไปจัดวันให้กับลูกน้องเองแต่ต้องอยู่ในข้อกำหนดวินัย”

มู่เหลียงมองไปยังกลุ่มคนที่อยู่ไกลๆ และพูดอย่างใจเย็น

“ไม่ช้าจะมีการปรับแต่งชุดของกองทัพ และจะแจกจ่ายให้ในไม่ช้า”

“ขอรับ”

“เดี๋ยวฉันจะส่งคนไปฝึกสอนให้กับทุกคนด้วย”

มู่เหลียงพูดพร้อมกับมองไปทางลี่ลี่กับลี่เยว่ที่หายตัวอยู่

เขาวางแผนจะให้เด็กสาวทั้งสองเป็นครูฝึกทหารในเรื่องการต่อสู้

“รับทราบ”

“นอกจากนี้ ฉันหวังว่าจะไม่เกิดเรื่องลำเอียงหรือไม่มีความยุติธรรมในการคัดเลือกคนเข้ามาในหน่วยของตัวเอง”

มู่เหลียงหยุดและหันกลับไปมองทั้งสามอย่างสบาย

เขาไม่ต้องการให้กองทัพทั้งสามขาดสมดุลกัน มีกองทัพไหนเก่งกว่าหรืออ่อนกว่า ทุกคนต่างต้องมีจุดเด่นของตัวเองและสมดุลกัน

“ไม่ครับ”

เว่ยกังตอบก่อน

เขามีรายชื่อในใจอยู่แล้วที่จะเกณฑ์เข้ามาอยู่ในกองทัพของเขา

“เข้าใจแล้ว”

เกาเฉาเองก็พยักหน้า และมองไปยังทั้งสอง

เขาเคยคิดว่าตัวเองอาจจะมีข้อจำกัดอยู่ในการเลือกคนหรือทำอะไร

แต่ตอนนี้เขาได้รับอำนาจจากเจ้าเมืองแล้ว ไม่มีอะไรมาปิดกั้นความคิดเขาได้อีก ในเรื่องการรับคนหรือความคิดของเขา

“ฉันเองอยากให้พวกเขาจับฉลาก”

คำพูดนี้ของมู่เหลียงดูไม่แยแสแม้แต่นิดเดียว ทำให้ความคิดของทั้งสามหยุดชะงักทันที

เพราะถ้าไม่ทำแบบนี้ด้วยอำนาจเก่าของเว่ยกัง คงทำให้กลุ่มของเขาใหญ่ที่สุด

และพวกกลุ่มโจรก็จะเลือกแต่ซานหยาง

“ขอรับ”

ทั้งสามขานรับอย่างชะงักไปเล็กน้อย

“เอาล่ะ ฉันจะให้คนไปอ่านเรื่องสิ่งตอบแทนให้กับทุกคนฟัง”

มู่เหลียงคิดถึงหยู่ฉินหลานขึ้นมาทันที

เพราะตอนนี้เรื่องข้อกำหนดและสิ่งตอบแทนยังไม่สมบูรณ์ และในเรื่องของทรัพยากรสนับสนุนแต่ละกองทัพ

มู่เหลียงเองต้องการจะผลิตอาวุธจำนวนมากให้กับกองทัพของเขาเพื่อเสริมกำลังรบให้แข็งแกร่ง

นอกจากนี้เขายังต้องหาสัตว์อสูรเลี้ยงบางตัวมาช่วยงานเขาด้วย

อย่างเช่นสัตว์ขี่ ตอนนี้มู่เหลียงกำลังคิดอยู่ว่าจะนำสัตว์ตัวไหนมาเป็นสัตว์ขี่ดี