ตูม!!
เต่าทมิฬก้าวเดินไปตามพื้นดินจนเกิดฝุ่นตลบฟุ่งกระจายเป็นวงกว้าง ทำให้สัตว์อสูรที่อยู่รอบๆ ได้แต่หมอบลงกับพื้นด้วยความสั่นกลัว
เมื่อเทียบกับเรื่องสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้นที่พื้นดินแล้ว บนหลังของเต่าทมิฬนั้นกลับดูนิ่งสงบมาก
ผ่านมาสามวันแล้วหลังจากที่ออกจากเมืองเซิงหยาง ผู้คนในเมืองเองก็เริ่มคุ้นเคยกับท้องฟ้าที่เคลื่อนที่ไปเรื่อยๆ กับแรงสั่นสะเทือนเบาๆ ที่เกิดขึ้น
ที่ในอาณาเขตเนินสูง หยางปิงได้พาหนี่จี๋ชาไปยังตำหนักเจ้าเมือง
“หยางปิง….มู่เหลียงเรียกฉันไปทำไม?”
หนี่จี๋ชาเกิดความสงสัย
เธอมองดูชุดเกราะภูติผีของหยางปิง ด้วยความอิจฉาเล็กน้อย
“ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกัน”
หยางปิงตอบอย่างไม่สนใจเท่าไร
หนี่จี๋ชาจึงเม้มปากและพูดตอบ
“ก็นั้นสินะ”
หยางปิงอยู่ๆ ก็หยุดเดิน และถอยไปยืนข้างๆ หนี่จี๋ชา
และถามขึ้น
“เป็นไงบ้างหลายวันมานี้”
“ที่อยู่อาศัยก็ดีอยู่หรอก แต่….”
หนี่จี๋ชาพูดอย่างมีความสุขแต่รอยยิ้มของเธอก็ดูน้อยลง และเริ่มทำตัวไม่ถูก
เธอหยุดพูดไปพักหนึ่งก่อนที่จะพูดต่อ
“ฉันเองก็ยุ่งกับงานนิดหน่อย แต่ดูเหมือนว่าวันๆ ฉันไม่ได้ทำอะไรเลย”
ในช่วงสามวันมานี้ เธอได้รับหน้าที่ดูแลพื้นที่รอบเนินสูง หรือง่ายๆ คือยืนเข้าเวรยาม
แต่ในแววตาของหยางปิงนั้นกลับฉายออกถึงรอยยิ้ม และคิดว่าชีวิตที่สงบสุขแบบนี้ไม่ดีงั้นหรอ?
ก่อนที่หยางปิงจะพูดอย่างใจเย็น
“มันก็มีบางครั้งมีงานยุ่งๆ เข้ามา”
“และงานยุ่งๆ ที่ว่านั้นก็หมายถึงว่ามันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกับเมืองเต่าทมิฬ ซึ่งฉันว่าอย่าให้เกิดงานขึ้นมาเลยดีกว่า”
หนี่จี๋ชายิ้ม ทำให้เธอดูมีเสน่ห์ขึ้นมาทันที
“มาเถอะ อย่าปล่อยให้นายท่านรอนาน”
หยางปิงพูดต่อพร้อมกับเร่งให้หนี่จี๋ชาเดินเร็วขึ้น
ทั้งสองมาถึงตำหนักเจ้าเมือง และตรงไปที่ห้องทำงานของมู่เหลียง
ก็อกๆ
หยางปิงเคาะประตู
แคร็ก!
มีเสียงเปิดประตูออกจากด้านใน
ลี่เยว่โผล่หน้าออกมาพร้อมกับวางนิ้วชี้ไว้ที่กลางริมฝีปากเป็นการบ่งบอกว่าให้ทั้งคู่เข้ามาเงียบๆ จากนั้นเธอก็เปิดประตูให้ทั้งสองเข้ามา
หยางปิงและหนี่จี๋ชาเข้าใจได้ทันที และเดินเข้าไปในห้องด้วยฝีเท้าที่เบาสุดๆ
ในห้องลี่ลี่ก็นั่งอยู่ด้วย และไม่พูดอะไรอยู่ข้างๆ โต๊ะทำงานของมู่เหลียง
หนี่จี๋ชาและหยางปิงเดินตามลี่เยว่เข้ามา โดยที่ไม่พยายามที่จะรบกวนมู่เหลียง
ตอนนี้มู่เหลียงกำลังสร้างบางสิ่งขึ้นมา
มีเสื้อคลุมวางอยู่บนโต๊ะ โดยส่วนประกอบหลักทำมาจากใยของเซี่ยวหง
ใยพวกนี้ถูกถักทอถึงสามชั้น ทำให้มันเหนี่ยวและทนทานมากๆ ยากต่อการเจาะหรือแทงผ่านเข้ามา
มู่เหลียงพลิกเสื้อคลุมไปมาพร้อมกับใช้ความสามารถในการควบคุมใย และผสานมันเข้ากับตัวเกล็ดสามสีของเสี่ยวไก
ในเวลาเดียวกันเขาก็ได้ต่อเส้นเลือดที่อยู่ภายใต้เกล็ดเข้ากับเสื้อคลุมเพื่อทำให้เสื้อคลุมนี้มีคุณสมบัติล่องหน
หนี่จี๋ชารู้สึกประหลาดใจไม่น้อย เธอกำลังมองขั้นตอนการทำอาวุธวิญญาณอยู่ใช่ไหม?
เธอเอียงหัวไปทางลี่เยว่และพูดด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบามาก
“ท่านมู่เหลียงกำลังทำอาวุธวิญญาณอยู่งั้นหรอ”
ลี่เยว่ใช้นิ้วเคาะเบาๆ ไปที่เกาะของเธอ และชี้ไปทางมู่เหลียง
หนี่จี๋ชาถึงกับตกตะลึงและเข้าใจความหมายของมัน
“ท่านมู่เหลียงสร้างเกราะพวกนี้ด้วยงั้นหรอ?”
ลี่เยว่พยักหน้าและสีหน้าที่ดูภูมิใจ เธอไม่ได้บอกว่ามู่เหลียงนั้นรู้วิธีการสร้างอาวุธวิญญาณเพียงคืนเดียวเขาก็สามารถสร้างอาวุธวิญญาณระดับสูงได้แล้ว เพราะพูดไปก็คงไม่มีใครเชื่อ
ริมฝีปากของหนี่จี๋ชาถึงกับเปิดออกเล็กน้อยด้วยความตกตะลึง และเต็มไปด้วยความคิดมากมายเต็มหัว และยิ่งรู้สึกชื่นชมมู่เหลียงมากขึ้น
เขานั้นยังดูหนุ่มอยู่มากๆ แต่มีพลังขั้น 8 แล้ว เป็นพลังอำนาจที่หลายคนใฝ่ฝันที่จะมี แต่ต่อให้ฝึกฝนทั้งชีวิตก็ไม่มีทางไปถึง
แล้วเขายังสร้างอาวุธวิญญาณได้อีก และมีสัตว์อสูรที่ร้ายกาจหลายตัวในการปกครอง อีกทั้งยังปกครองทั้งเมืองแห่งนี้อีก…..
การสร้างอาวุธวิญญาณยังคงดำเนินต่อไป โดยที่มู่เหลียงกำลังติดเกล็ดสามสีเข้ากับเสื้อคลุม และจัดเรียงอย่างบรรจงและเป็นระเบียบ
ครึ่งชั่วโมงผ่านไป มู่เหลียงก็ตวัดนิ้วอีกครั้ง เพื่อตัดใยแมงมุมส่วนเกินออก
“ขั้นตอนสุดท้าย”
มู่เหลียงพูดขึ้น
เขาเอาผลึกสัตว์อสูรใส่ไว้ในเสื้อคลุม โดยฝั่งไว้ถึง 16 เม็ดทั้งด้านหน้าและหลัง
“เรียบร้อย”
มู่เหลียงปัดมือไปมาอย่างพอใจ
เสื้อคลุมยังไม่มีความเปลี่ยนแปลงอะไร เพราะยังไม่ผ่านขั้นตอนบรรลุวิญญาณ
เขาหยิบเสื้อคลุมขึ้นมา ภายนอกมันก็ดูไม่ต่างจากเสื้อคลุมทั่วไป ยกเว้นแค่มันทำมาจากใยของแมงมุมผีแดง ทำให้สีของมันเป็นสีขาว
ที่ด้านหลังของผ้าคลุมก็มันวาวไปด้วยเกล็ดรูปสามเหลี่ยมเต็มไปหมด
“ทำการบรรลุวิญญาณ”
มู่เหลียงกัดนิ้วของเขา และหยดเลือดลงไปบนผลึกสัตว์อสูร
แล้วก็เกิดฉากอันน่ามหัศจรรย์ขึ้น เกล็ดสามสีบนเสื้อคลุมได้โปร่งแสงขึ้นมา และสะเทือนสายใยสีขาว โดยที่สายใยสีขาวพวกนี้มีสีแดงปนอยู่
“จะได้ไหมนะ”
ลี่เยว่กับคนอื่นๆ มองดูด้วยความรู้สึกกังวลเล็กน้อย และได้แต่ขอให้มันสำเร็จ
หึ่ง!!!
แล้วตอนนั้นเองที่ผ้าคลุมก็ได้เปล่งเสียงออกมา
“สำเร็จ!”
ลี่ลี่อดไม่ได้ที่จะตะโกนด้วยความดีใจ
หนี่จี๋ชาถึงกับอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึงและมองไปยังผ้าคลุมด้วยแววตาที่ไม่อยากจะเชื่อ
“อาวุธวิญญาณระดับสูง…”
เธอพยายามหายใจเข้าลึกๆ เพื่อตั้งสติไม่คิดว่าการสร้างอาวุธวิญญารระดับสูงจะง่ายดายขนาดนี้
“พวกเธอรอแป๊บหนึ่งนะ ฉันอยากจะรู้ว่ามันได้ผลจริงไหม”
มู่เหลียงพูดอย่างอ่อนโยน
ก่อนที่เขาจะสวมเสื้อคลุม โดยที่สวมฝั่งที่เกล็ดสามสีหันออกด้านนอก
จากนั้นเขาก็นั่งยองๆ ลงกับพื้น และดึงเสื้อคลุมขึ้นมาปิดหัว ก่อนที่ตัวของมู่เหลียงจะหายไป
“หายไปแล้ว!”
หนี่จี๋ชาถึงกับสติหลุด
“ล่องหนจริงๆ ด้วยเหมือนเกราะภูติผีเลย”
ลี่เยว่พูดขึ้นราวกับคาดเดาเอาไว้แล้ว
“ได้ผลลัพธ์ไม่เลว”
มู่เหลียงสะบัดผ้าคลุมออกและปรากฏตัวขึ้นมาอีกครั้ง
“มันยอดเยี่ยมมาก”
นัยน์ตาสีเขียวของหนี่จี๋ชาส่องเป็นประกาย เห็นได้ชัดเลยว่าเธอชอบเสื้อคลุมนี้มาก
“ฉันจะเรียกมันว่าผ้าคลุมผี”
มู่เหลียงถอดเสื้อคลุมออกและวางมันลงบนโต๊ะ
ผ้าคลุมผีนั้นหากในยามปกติก็ให้หันด้านที่เป็นสีขาวออกภายนอก มันก็จะดูเหมือนเสื้อคลุมธรรมดา
แต่หากต้องต่อสู้หรือใช้งานจริงๆ ให้หันฝั่งเกล็ดสามสีออกมา เพื่อให้กลายเป็นเกราะป้องกันตัวและล่องหนได้
เมื่อต้องการจะหลบซ่อนตัวเพียงแค่เอาผ้าคลุมมาคลุมตัวเอาไว้และนั่งยองๆ ก็พอ
ผ้าคลุมนี้ดูเรียบง่ายและสบายๆ กว่าเกราะภูติผี ซึ่งใครๆ ก็สวมใส่ได้ง่าย
“ท่านมู่เหลียงฉัน…ฉันขอลองจับมันได้ไหม”
หนี่จี๋ชาพูดขึ้นอย่างสนใจ
เธอคิดภาพตอนที่เธอสวมเสื้อคลุมนี้แล้วเดินอย่างสง่าผ่าเผยราวกับเป็นวีรชนผู้กล้าหาญ
“รับไปสิ”
มู่เหลียงส่งมันให้พร้อมกับรอยยิ้ม
“เอ๋…ไม่เห็นหนักอย่างที่คิดเลย”
หนี่จี๋ชารับผ้าคลุมผีมาและเริ่มตรวจสอบดูหลายๆ อย่าง
หลังจากตรวจสอบดูหลายอย่างแล้ว เธอก็พูดขึ้นอย่างตื่นเต้น
“ผ้าคลุมผีนี้เหมาะกับงานลอบสังหารอย่างมาก และยังมีพลังป้องกันที่สูงด้วย”
ก่อนที่เธอจะหายตื่นเต้นมู่เหลียงก็พูดขึ้นอย่างจริงจัง
“ฉันจะแบ่งหน่วยภูติผีออกเป็นสองส่วน”
ลี่เยว่ ลี่ลี่และหยางปิงดูสีหน้าจริงจังขึ้นมาทันที และตั้งใจฟังสิ่งที่มู่เหลียงจะพูด
หนี่จี๋ชาถือเสื้อคลุมพร้อมกับตั้งใจฟังเหมือนกัน
“ต่อจากนี้จะเรียกว่ากองร้อยภูติผี และมีสองหน่วยย่อยภายใน หนึ่งคือ หน่วยมือสังหารผี กับอีกหน่วยคือ หน่วยพิทักษ์เนินสูงหรือจะถูกเรียกว่าโล่แห่งเต่าทมิฬ”
“ต่อจากนี้ทั้งสี่คนคือหัวหน้าหน่วย”
“รับทราบ”
นัยน์ตาของทั้งสี่สาวกระพริบอย่างสนใจ
มู่เหลียงเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย โดยที่ไม่สนว่าทั้งหมดจะแสดงท่าทางตื่นเต้นแบบไหน และพูดต่อไปทันที
“ต่อจากนี้พวกเธอจะต้องเลือกสมาชิกในหน่วยของตัวเองอีก 8 คนในอนาคต”
“หน่วยพิทักษ์เนินสูง มีหัวหน้าหน่วยสองคน ให้หนี่จี๋ชากับหยางปิงรับผิดชอบหน้าที่นี้”
“และดูแลสมาชิกหน่วยที่เหลืออีก 24 คนที่พึ่งมาใหม่”
“ส่วนหน่วยมือสังหารผี จะได้รับชุดเกราะภูติผี ส่วนหน่วยพิทักษ์เนินสูงจะได้รับผ้าคลุมผีที่จะมอบให้ต่อจากนี้”
คำพูดของมู่เหลียงดังไปทั่วห้องวิจัยของเขา
สุดท้ายแล้วการสร้างเกราะภูติผีนั้นยากเกินไปและใช้เวลาหลายวัน และคงทำชุดเกราะให้ทุกคนไม่ไหว
ส่วนผ้าคลุมผีนั้นทำได้ง่ายกว่า และหนึ่งวันทำได้หลายตัว ข้อจำกัดในการสร้างคือเกล็ดของเสี่ยวไกเท่านั้น
“ในที่สุดฉันจะได้มีงานจริงๆ จังๆ ทำกับเขาสักที”
หนี่จี๋ชาพูดด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมล้นไปด้วยพลัง
“หน่วนสังหารผีจะได้รับผิดชอบในการสืบหาข่าวและสอดแนม รวมไปถึงงานรอบสังหารอื่นอีกด้วย
“หน่วยพิทักษ์เนินสูง คือการดูแลและปกป้องเนินสูงกับตำหนักเจ้าเมือง”
และมู่เหลียงก็ถามด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง
“มีใครจะแย้งอะไรไหม?”
“ไม่”
หญิงสาวทั้งสี่ตอบพร้อมกันด้วยใบหน้าที่จริงจัง
“ดีมาก”
มู่เหลียงพยักหน้าอย่างพอใจ
“ฉันเตรียมแผนการฝึกให้พวกเธอภายหลังจากนี้แล้ว หยางปิง หนี่จี๋ชารับผิดชอบฝึกทหารใหม่ของเนินสูงด้วย”
มู่เหลียงหยุดพูดเล็กน้อยก่อนที่จะพูดด้วยน้ำเสียงที่คาดหวัง
“ฉันหวังว่าทุกคนจะทำงานรักษาความปลอดภัยให้ที่นี่เป็นอย่างดี ก่อนที่จะไปถึงเมืองปักษา”
หยางปิงและหนี่จี๋ชามองหน้ากันพร้อมกับพูดขึ้น
“พวกเราสัญญาว่าจะทำให้ทุกอย่างพร้อมก่อนที่จะถึงเมืองปักษา”
“เอาหล่ะ เรื่องที่จะบอกก็มีแค่นี้แหละ”
มู่เหลียงพูดก่อนที่จะคิดอะไรอยู่เล็กน้อย
“นายท่านมู่เหลียงแล้วชุดเกราะภูติผีของฉันอยู่ไหนหรอค่ะ”
หนี่จี๋ชาพูดด้วยน้ำเสียงที่ดูออดอ้อน
“ไม่ต้องห่วงฉันจะทำให้เธอภายหลัง”
มู่เหลียงพูดขึ้นพร้อมกับหัวเราะอย่างเขินๆ
“ขอบคุณค่ะ”
หนี่จี๋ชาพูดขึ้นอย่างยินดี
หากเทียบกับผ้าคลุมผีแล้วเธอชอบชุดเกราะภูติผีมากกว่า เพราะมันปกคลุมได้ทั้งตัว และใช้งานได้เหมาะกับเธอมากกว่า
กล่าวอีกอย่างคือ เธออยากได้ชุดเกราะภูติผีนั่นเอง
Copyright © 2025 xxxxx.com, All Right Reserved