ตอนที่ 203

ตูม!!

เต่าทมิฬก้าวเดินไปตามพื้นดินจนเกิดฝุ่นตลบฟุ่งกระจายเป็นวงกว้าง ทำให้สัตว์อสูรที่อยู่รอบๆ ได้แต่หมอบลงกับพื้นด้วยความสั่นกลัว

เมื่อเทียบกับเรื่องสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้นที่พื้นดินแล้ว บนหลังของเต่าทมิฬนั้นกลับดูนิ่งสงบมาก

ผ่านมาสามวันแล้วหลังจากที่ออกจากเมืองเซิงหยาง ผู้คนในเมืองเองก็เริ่มคุ้นเคยกับท้องฟ้าที่เคลื่อนที่ไปเรื่อยๆ กับแรงสั่นสะเทือนเบาๆ ที่เกิดขึ้น

ที่ในอาณาเขตเนินสูง หยางปิงได้พาหนี่จี๋ชาไปยังตำหนักเจ้าเมือง

“หยางปิง….มู่เหลียงเรียกฉันไปทำไม?”

หนี่จี๋ชาเกิดความสงสัย

เธอมองดูชุดเกราะภูติผีของหยางปิง ด้วยความอิจฉาเล็กน้อย

“ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกัน”

หยางปิงตอบอย่างไม่สนใจเท่าไร

หนี่จี๋ชาจึงเม้มปากและพูดตอบ

“ก็นั้นสินะ”

หยางปิงอยู่ๆ ก็หยุดเดิน และถอยไปยืนข้างๆ หนี่จี๋ชา

และถามขึ้น

“เป็นไงบ้างหลายวันมานี้”

“ที่อยู่อาศัยก็ดีอยู่หรอก แต่….”

หนี่จี๋ชาพูดอย่างมีความสุขแต่รอยยิ้มของเธอก็ดูน้อยลง และเริ่มทำตัวไม่ถูก

เธอหยุดพูดไปพักหนึ่งก่อนที่จะพูดต่อ

“ฉันเองก็ยุ่งกับงานนิดหน่อย แต่ดูเหมือนว่าวันๆ ฉันไม่ได้ทำอะไรเลย”

ในช่วงสามวันมานี้ เธอได้รับหน้าที่ดูแลพื้นที่รอบเนินสูง หรือง่ายๆ คือยืนเข้าเวรยาม

แต่ในแววตาของหยางปิงนั้นกลับฉายออกถึงรอยยิ้ม และคิดว่าชีวิตที่สงบสุขแบบนี้ไม่ดีงั้นหรอ?

ก่อนที่หยางปิงจะพูดอย่างใจเย็น

“มันก็มีบางครั้งมีงานยุ่งๆ เข้ามา”

“และงานยุ่งๆ ที่ว่านั้นก็หมายถึงว่ามันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกับเมืองเต่าทมิฬ ซึ่งฉันว่าอย่าให้เกิดงานขึ้นมาเลยดีกว่า”

หนี่จี๋ชายิ้ม ทำให้เธอดูมีเสน่ห์ขึ้นมาทันที

“มาเถอะ อย่าปล่อยให้นายท่านรอนาน”

หยางปิงพูดต่อพร้อมกับเร่งให้หนี่จี๋ชาเดินเร็วขึ้น

ทั้งสองมาถึงตำหนักเจ้าเมือง และตรงไปที่ห้องทำงานของมู่เหลียง

ก็อกๆ

หยางปิงเคาะประตู

แคร็ก!

มีเสียงเปิดประตูออกจากด้านใน

ลี่เยว่โผล่หน้าออกมาพร้อมกับวางนิ้วชี้ไว้ที่กลางริมฝีปากเป็นการบ่งบอกว่าให้ทั้งคู่เข้ามาเงียบๆ จากนั้นเธอก็เปิดประตูให้ทั้งสองเข้ามา

หยางปิงและหนี่จี๋ชาเข้าใจได้ทันที และเดินเข้าไปในห้องด้วยฝีเท้าที่เบาสุดๆ

ในห้องลี่ลี่ก็นั่งอยู่ด้วย และไม่พูดอะไรอยู่ข้างๆ โต๊ะทำงานของมู่เหลียง

หนี่จี๋ชาและหยางปิงเดินตามลี่เยว่เข้ามา โดยที่ไม่พยายามที่จะรบกวนมู่เหลียง

ตอนนี้มู่เหลียงกำลังสร้างบางสิ่งขึ้นมา

มีเสื้อคลุมวางอยู่บนโต๊ะ โดยส่วนประกอบหลักทำมาจากใยของเซี่ยวหง

ใยพวกนี้ถูกถักทอถึงสามชั้น ทำให้มันเหนี่ยวและทนทานมากๆ ยากต่อการเจาะหรือแทงผ่านเข้ามา

มู่เหลียงพลิกเสื้อคลุมไปมาพร้อมกับใช้ความสามารถในการควบคุมใย และผสานมันเข้ากับตัวเกล็ดสามสีของเสี่ยวไก

ในเวลาเดียวกันเขาก็ได้ต่อเส้นเลือดที่อยู่ภายใต้เกล็ดเข้ากับเสื้อคลุมเพื่อทำให้เสื้อคลุมนี้มีคุณสมบัติล่องหน

หนี่จี๋ชารู้สึกประหลาดใจไม่น้อย เธอกำลังมองขั้นตอนการทำอาวุธวิญญาณอยู่ใช่ไหม?

เธอเอียงหัวไปทางลี่เยว่และพูดด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบามาก

“ท่านมู่เหลียงกำลังทำอาวุธวิญญาณอยู่งั้นหรอ”

ลี่เยว่ใช้นิ้วเคาะเบาๆ ไปที่เกาะของเธอ และชี้ไปทางมู่เหลียง

หนี่จี๋ชาถึงกับตกตะลึงและเข้าใจความหมายของมัน

“ท่านมู่เหลียงสร้างเกราะพวกนี้ด้วยงั้นหรอ?”

ลี่เยว่พยักหน้าและสีหน้าที่ดูภูมิใจ เธอไม่ได้บอกว่ามู่เหลียงนั้นรู้วิธีการสร้างอาวุธวิญญาณเพียงคืนเดียวเขาก็สามารถสร้างอาวุธวิญญาณระดับสูงได้แล้ว เพราะพูดไปก็คงไม่มีใครเชื่อ

ริมฝีปากของหนี่จี๋ชาถึงกับเปิดออกเล็กน้อยด้วยความตกตะลึง และเต็มไปด้วยความคิดมากมายเต็มหัว และยิ่งรู้สึกชื่นชมมู่เหลียงมากขึ้น

เขานั้นยังดูหนุ่มอยู่มากๆ แต่มีพลังขั้น 8 แล้ว เป็นพลังอำนาจที่หลายคนใฝ่ฝันที่จะมี แต่ต่อให้ฝึกฝนทั้งชีวิตก็ไม่มีทางไปถึง

แล้วเขายังสร้างอาวุธวิญญาณได้อีก และมีสัตว์อสูรที่ร้ายกาจหลายตัวในการปกครอง อีกทั้งยังปกครองทั้งเมืองแห่งนี้อีก…..

การสร้างอาวุธวิญญาณยังคงดำเนินต่อไป โดยที่มู่เหลียงกำลังติดเกล็ดสามสีเข้ากับเสื้อคลุม และจัดเรียงอย่างบรรจงและเป็นระเบียบ

ครึ่งชั่วโมงผ่านไป มู่เหลียงก็ตวัดนิ้วอีกครั้ง เพื่อตัดใยแมงมุมส่วนเกินออก

“ขั้นตอนสุดท้าย”

มู่เหลียงพูดขึ้น

เขาเอาผลึกสัตว์อสูรใส่ไว้ในเสื้อคลุม โดยฝั่งไว้ถึง 16 เม็ดทั้งด้านหน้าและหลัง

“เรียบร้อย”

มู่เหลียงปัดมือไปมาอย่างพอใจ

เสื้อคลุมยังไม่มีความเปลี่ยนแปลงอะไร เพราะยังไม่ผ่านขั้นตอนบรรลุวิญญาณ

เขาหยิบเสื้อคลุมขึ้นมา ภายนอกมันก็ดูไม่ต่างจากเสื้อคลุมทั่วไป ยกเว้นแค่มันทำมาจากใยของแมงมุมผีแดง ทำให้สีของมันเป็นสีขาว

ที่ด้านหลังของผ้าคลุมก็มันวาวไปด้วยเกล็ดรูปสามเหลี่ยมเต็มไปหมด

“ทำการบรรลุวิญญาณ”

มู่เหลียงกัดนิ้วของเขา และหยดเลือดลงไปบนผลึกสัตว์อสูร

แล้วก็เกิดฉากอันน่ามหัศจรรย์ขึ้น เกล็ดสามสีบนเสื้อคลุมได้โปร่งแสงขึ้นมา และสะเทือนสายใยสีขาว โดยที่สายใยสีขาวพวกนี้มีสีแดงปนอยู่

“จะได้ไหมนะ”

ลี่เยว่กับคนอื่นๆ มองดูด้วยความรู้สึกกังวลเล็กน้อย และได้แต่ขอให้มันสำเร็จ

หึ่ง!!!

แล้วตอนนั้นเองที่ผ้าคลุมก็ได้เปล่งเสียงออกมา

“สำเร็จ!”

ลี่ลี่อดไม่ได้ที่จะตะโกนด้วยความดีใจ

หนี่จี๋ชาถึงกับอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึงและมองไปยังผ้าคลุมด้วยแววตาที่ไม่อยากจะเชื่อ

“อาวุธวิญญาณระดับสูง…”

เธอพยายามหายใจเข้าลึกๆ เพื่อตั้งสติไม่คิดว่าการสร้างอาวุธวิญญารระดับสูงจะง่ายดายขนาดนี้

“พวกเธอรอแป๊บหนึ่งนะ ฉันอยากจะรู้ว่ามันได้ผลจริงไหม”

มู่เหลียงพูดอย่างอ่อนโยน

ก่อนที่เขาจะสวมเสื้อคลุม โดยที่สวมฝั่งที่เกล็ดสามสีหันออกด้านนอก

จากนั้นเขาก็นั่งยองๆ ลงกับพื้น และดึงเสื้อคลุมขึ้นมาปิดหัว ก่อนที่ตัวของมู่เหลียงจะหายไป

“หายไปแล้ว!”

หนี่จี๋ชาถึงกับสติหลุด

“ล่องหนจริงๆ ด้วยเหมือนเกราะภูติผีเลย”

ลี่เยว่พูดขึ้นราวกับคาดเดาเอาไว้แล้ว

“ได้ผลลัพธ์ไม่เลว”

มู่เหลียงสะบัดผ้าคลุมออกและปรากฏตัวขึ้นมาอีกครั้ง

“มันยอดเยี่ยมมาก”

นัยน์ตาสีเขียวของหนี่จี๋ชาส่องเป็นประกาย เห็นได้ชัดเลยว่าเธอชอบเสื้อคลุมนี้มาก

“ฉันจะเรียกมันว่าผ้าคลุมผี”

มู่เหลียงถอดเสื้อคลุมออกและวางมันลงบนโต๊ะ

ผ้าคลุมผีนั้นหากในยามปกติก็ให้หันด้านที่เป็นสีขาวออกภายนอก มันก็จะดูเหมือนเสื้อคลุมธรรมดา

แต่หากต้องต่อสู้หรือใช้งานจริงๆ ให้หันฝั่งเกล็ดสามสีออกมา เพื่อให้กลายเป็นเกราะป้องกันตัวและล่องหนได้

เมื่อต้องการจะหลบซ่อนตัวเพียงแค่เอาผ้าคลุมมาคลุมตัวเอาไว้และนั่งยองๆ ก็พอ

ผ้าคลุมนี้ดูเรียบง่ายและสบายๆ กว่าเกราะภูติผี ซึ่งใครๆ ก็สวมใส่ได้ง่าย

“ท่านมู่เหลียงฉัน…ฉันขอลองจับมันได้ไหม”

หนี่จี๋ชาพูดขึ้นอย่างสนใจ

เธอคิดภาพตอนที่เธอสวมเสื้อคลุมนี้แล้วเดินอย่างสง่าผ่าเผยราวกับเป็นวีรชนผู้กล้าหาญ

“รับไปสิ”

มู่เหลียงส่งมันให้พร้อมกับรอยยิ้ม

“เอ๋…ไม่เห็นหนักอย่างที่คิดเลย”

หนี่จี๋ชารับผ้าคลุมผีมาและเริ่มตรวจสอบดูหลายๆ อย่าง

หลังจากตรวจสอบดูหลายอย่างแล้ว เธอก็พูดขึ้นอย่างตื่นเต้น

“ผ้าคลุมผีนี้เหมาะกับงานลอบสังหารอย่างมาก และยังมีพลังป้องกันที่สูงด้วย”

ก่อนที่เธอจะหายตื่นเต้นมู่เหลียงก็พูดขึ้นอย่างจริงจัง

“ฉันจะแบ่งหน่วยภูติผีออกเป็นสองส่วน”

ลี่เยว่ ลี่ลี่และหยางปิงดูสีหน้าจริงจังขึ้นมาทันที และตั้งใจฟังสิ่งที่มู่เหลียงจะพูด

หนี่จี๋ชาถือเสื้อคลุมพร้อมกับตั้งใจฟังเหมือนกัน

“ต่อจากนี้จะเรียกว่ากองร้อยภูติผี และมีสองหน่วยย่อยภายใน หนึ่งคือ หน่วยมือสังหารผี กับอีกหน่วยคือ หน่วยพิทักษ์เนินสูงหรือจะถูกเรียกว่าโล่แห่งเต่าทมิฬ”

“ต่อจากนี้ทั้งสี่คนคือหัวหน้าหน่วย”

“รับทราบ”

นัยน์ตาของทั้งสี่สาวกระพริบอย่างสนใจ

มู่เหลียงเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย โดยที่ไม่สนว่าทั้งหมดจะแสดงท่าทางตื่นเต้นแบบไหน และพูดต่อไปทันที

“ต่อจากนี้พวกเธอจะต้องเลือกสมาชิกในหน่วยของตัวเองอีก 8 คนในอนาคต”

“หน่วยพิทักษ์เนินสูง มีหัวหน้าหน่วยสองคน ให้หนี่จี๋ชากับหยางปิงรับผิดชอบหน้าที่นี้”

“และดูแลสมาชิกหน่วยที่เหลืออีก 24 คนที่พึ่งมาใหม่”

“ส่วนหน่วยมือสังหารผี จะได้รับชุดเกราะภูติผี ส่วนหน่วยพิทักษ์เนินสูงจะได้รับผ้าคลุมผีที่จะมอบให้ต่อจากนี้”

คำพูดของมู่เหลียงดังไปทั่วห้องวิจัยของเขา

สุดท้ายแล้วการสร้างเกราะภูติผีนั้นยากเกินไปและใช้เวลาหลายวัน และคงทำชุดเกราะให้ทุกคนไม่ไหว

ส่วนผ้าคลุมผีนั้นทำได้ง่ายกว่า และหนึ่งวันทำได้หลายตัว ข้อจำกัดในการสร้างคือเกล็ดของเสี่ยวไกเท่านั้น

“ในที่สุดฉันจะได้มีงานจริงๆ จังๆ ทำกับเขาสักที”

หนี่จี๋ชาพูดด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมล้นไปด้วยพลัง

“หน่วนสังหารผีจะได้รับผิดชอบในการสืบหาข่าวและสอดแนม รวมไปถึงงานรอบสังหารอื่นอีกด้วย

“หน่วยพิทักษ์เนินสูง คือการดูแลและปกป้องเนินสูงกับตำหนักเจ้าเมือง”

และมู่เหลียงก็ถามด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง

“มีใครจะแย้งอะไรไหม?”

“ไม่”

หญิงสาวทั้งสี่ตอบพร้อมกันด้วยใบหน้าที่จริงจัง

“ดีมาก”

มู่เหลียงพยักหน้าอย่างพอใจ

“ฉันเตรียมแผนการฝึกให้พวกเธอภายหลังจากนี้แล้ว หยางปิง หนี่จี๋ชารับผิดชอบฝึกทหารใหม่ของเนินสูงด้วย”

มู่เหลียงหยุดพูดเล็กน้อยก่อนที่จะพูดด้วยน้ำเสียงที่คาดหวัง

“ฉันหวังว่าทุกคนจะทำงานรักษาความปลอดภัยให้ที่นี่เป็นอย่างดี ก่อนที่จะไปถึงเมืองปักษา”

หยางปิงและหนี่จี๋ชามองหน้ากันพร้อมกับพูดขึ้น

“พวกเราสัญญาว่าจะทำให้ทุกอย่างพร้อมก่อนที่จะถึงเมืองปักษา”

“เอาหล่ะ เรื่องที่จะบอกก็มีแค่นี้แหละ”

มู่เหลียงพูดก่อนที่จะคิดอะไรอยู่เล็กน้อย

“นายท่านมู่เหลียงแล้วชุดเกราะภูติผีของฉันอยู่ไหนหรอค่ะ”

หนี่จี๋ชาพูดด้วยน้ำเสียงที่ดูออดอ้อน

“ไม่ต้องห่วงฉันจะทำให้เธอภายหลัง”

มู่เหลียงพูดขึ้นพร้อมกับหัวเราะอย่างเขินๆ

“ขอบคุณค่ะ”

หนี่จี๋ชาพูดขึ้นอย่างยินดี

หากเทียบกับผ้าคลุมผีแล้วเธอชอบชุดเกราะภูติผีมากกว่า เพราะมันปกคลุมได้ทั้งตัว และใช้งานได้เหมาะกับเธอมากกว่า

กล่าวอีกอย่างคือ เธออยากได้ชุดเกราะภูติผีนั่นเอง