ตอนที่ 84

“พวกนี้คือสูตรยาเสริมพลัง ช่วยดูทีว่ายังขาดเหลืออะไรอีกบ้าง”

มู่เหลียงยื่นแผ่นหนังที่บันทึกสูตรยาให้กับโหย่วเฟ่ย

ยาพวกนี้ต่อไปมู่เหลียงจะใช้มันเสริมสร้างกองกำลังของเขา หรือให้กับบุคคลระดับสูงของเมืองเพื่อสนับสนุนพวกเขาทุกคน

และงาจำพวกรวบรวมข่าวสารจำเป็นต้องใช้คนมีฝีมือ

“ว้าว!! ดูพวกนี้สิ! นี้มันสูตรยาเสริมพลังตั้งแต่ขั้น 1 ถึง 5”

นัยน์ตาสีทองกลมโตของโหย่วเฟ่ยนั้นเป็นประกายขึ้นมาทันที และเริ่มอ่านแผ่นบันทึกอย่างตื่นเต้น

“ค่อยๆ ศึกษามัน หากว่าขาดเหลืออะไรอีก ก็บอกได้เลย”

มู่เหลียงลุกขึ้นเตรียมตัวจะออกไป

เขาพึ่งจะสร้างห้องวิจัยให้กับโหย่วเฟ่ย และทำให้มันเป็นห้องพักของเธอไปเลยในตัว

เดิมทีมู่เหลียงตั้งใจจะให้โหย่วเฟ่ยนั้นอยู่ห้องเดียวกันกับลี่เยว่ แต่ดูเหมือนว่าโหย่วเฟ่ยอยากจะพักอยู่ในห้องวิจัยของเธอเลย

มู่เหลียงเลยสร้างห้องขึ้นมาอีกห้องให้ติดกับห้องของลี่เยว่

“เข้าใจแล้ว”

โหย่วเฟ่ยตอบกลับมาโดยที่ไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมาพูด

เธอพยายามดูว่าในสูตรยาพวกนี้มีสูตรยาไหนที่เข้ากันได้กับน้ำตานางฟ้า เพื่อที่เธอจะทำยารักษาโรคผีมายาให้จงได้

“ส่วนน้ำตานางฟ้าฉันจะใช้รักษาหยู่ฉินลานก่อน”

มู่เหลียงพูดขึ้นขณะกำลังจะเดินออกไป

“ในส่วนของเธอรออีกสองสามวัน”

โหย่วเฟ่ยถึงกับเงยหน้าขึ้นมองด้วยความประหลาดใจ

“ไม่ใช่ว่าดอกปีกนางฟ้าต้องใช้เวลา 10 วันในการผลิตน้ำค้างออกมางั้นหรอ”

“ฉันสามารถกลั่นน้ำตานางฟ้าได้”

มู่เหลียงยิ้มเล็กน้อย

ครั้งสุดท้ายที่เขากลัjนน้ำตานางฟ้าออกมาหนึ่งหยด เขาได้มอบมันให้กับลี่เยว่ และใช้เวลาอีกสองวันกว่าที่เขาจะสร้างได้อีกหยด

“เอ๋? นายกลัjนน้ำตานางฟ้าได้งั้นหรอ?”

โหย่วเฟ่ยถามด้วยนัยน์ตาที่เบิกกว้าง

และมองไปยังมู่เหลียงด้วยความอยากรู้อยากเห็น และอยากจะศึกษาตัวของเขา

“ค่อยๆ…..ศึกษาสูตรยาพวกนั้น…..ไปก่อน”

มู่เหลียงหันกลับมามองด้วยแววตาที่ดูดุเล็กน้อย ก่อนที่จะโบกมือแล้วจากไป

“อะ-โอ้…นี้เขากำลังเตือนฉันอยู่งั้นหรอ….”

โหย่วเฟ่ยกระพริบตาหลายครั้ง เมื่อเห็นสายตาเมื่อครู่ แต่ดูเหมือนเธอจะไม่เข้าใจความหมายสักเท่าไร

และเมื่อคิดถึงสายตาของมู่เหลียงเมื่อครู่เธอก็หน้าแดงขึ้นมา ก่อนที่เธอจะก้มหน้าก้มตาศึกษาม้วนบันทึกอย่างขยันขันแข็ง

……..

มู่เหลียงเดินออกมาจากห้องวิจัยของโหย่วเฟ่ย และจะเดินกลับเข้าไปในบ้านใหญ่ของเขา

เขากำลังคิดหาวิธีเก็บรักษาน้ำตานางฟ้า เพื่อจะมอบมันให้กับหยู่ฉินลาน

มันคงไม่ดีแน่ หากปล่อยให้เธอทำงานด้วยสภาพร่างกายที่บาดเจ็บ เพราะมันจะทำให้เธอทำงานได้ไม่เต็มที่

“ตอนนี้ดอกปีกนางฟ้าควรจะได้รับการเพิ่มระดับแล้ว มันน่าจะรักษาโรคผีมายาได้”

มู่เหลียงคิดถึงเรื่องการรักษา และแนวทางพัฒนาเมืองเต่าทมิฬต่อไป

แต่ก่อนที่เขาจะเดินเข้าบ้าน ก็เห็นหญิงวัยกลางคนกับเด็กสาวอยู่หน้าบ้านของเขา

“พวกคุณคือ?”

มู่เหลียงถามขึ้นด้วยความสงสัย

“ท่านเจ้าเมือง ข้าชื่อซูเอ๋อเป็นภรรยาของเว่ยกัง และเป็นสาวใช้ของท่านหยู่จู”

เมื่อได้ยินคำถาม ซูเอ๋อก็รีบแนะนำตัวเองด้วยท่าทางที่นอบน้อมทันที

“ส่วนนี้ลูกสาว ของดิฉันเองชื่อเว่ยหยูหลัน”

เมื่อตอนที่ซูเอ๋อมาถึงเธอได้ยินว่ามู่เหลียงไม่อยู่เลยยืนรออยู่หน้าบ้าน

“เข้ามาก่อนสิ มีเรื่องอะไรค่อยคุยกัน”

มู่เหลียงเดินเข้าไปในบ้าน และเชิญทั้งสองเข้าไปด้วย

เมื่อเดินเข้าบ้านมามู่เหลียงก็เห็นว่ามินโฮกำลังจ้องมองแขกที่เดินตามเขาเข้ามาด้วยสีหน้าหวาดระแวง

“ตื่นแล้วหรอ กินอะไรรึยัง?”

มู่เหลียงถามขึ้นเมื่อเห็นว่าแววตาของมินโฮยังดูสะลึมสะลืออยู่เล็กน้อย

“ไม่ๆ ฉันไม่หิว”

มินโฮส่ายหน้าเบาๆ

ก่อนที่มู่เหลียงจะดึงหูกระต่ายของเธอ เหมือนกับจับกระต่ายตัวน้อย แล้วไปวางไว้บนเก้าอี้ในห้องโถง

ก่อนเขาจะเรียกให้ทั้งสองแม่ลูกนั่งลง และถามขึ้น

“มีธุระอะไรกับฉันรึป่าว”

เมื่อมู่เหลียงเปิดโอกาส ซูเอ๋อก็พูดสิ่งที่ต้องการอย่างตรงไปตรงมาทันที

“คือ….ท่านหยู่จู บอกให้ดิฉันมารับใช้ท่านเจ้าเมืองค่ะ”

“รับใช้ฉัน?”

มู่เหลียงชะงักไปเล็กน้อย

คนรับใช้สำหรับเขางั้นหรอ? เขาแทบไม่ได้ต้องการคนรับใช้ในเวลานี้เลยด้วยซ้ำ

เพราะหน้าที่งานบ้านทั้งหมดมินโฮเป็นคนทำหมดแล้ว ทั้งทำอาหาร เช็ดถูบ้าน งานเย็บปักถักร้อย แม้ว่าทุกครั้งที่เธอทำมันจะดูเละเทะไปบ้างก็ตาม แต่เธอก็พยายามอย่างสุดฝีมือ และพัฒนาฝีมือขึ้นเรื่อยๆ

“ใช่เจ้าค่ะ เพราะต่อไปในอนาคตท่านเจ้าเมืองจะต้องมีงานมากขึ้นเรื่อยๆ และท่านเจ้าเมืองเองก็คงต้องการใครสักคนช่วยเหลืองานเล็กๆ น้อยๆ ภายในบ้าน”

ซูเอ๋อพูดต่อโดยไม่มีความลังเลเลยแม้แต่น้อย

“ฉันทำได้ ไม่เป็นไรหรอก….”

มินโฮพูดด้วยน้ำเสียงสั่นๆ และรู้สึกไม่สบายใจ

“หากมีพวกเรารับใช้ คุณหนูก็ไม่ต้องทำงานบ้านอีกแล้วเจ้าค่ะ”

ซูเอ๋อพูดอย่างนอบน้อม

“แต่…แต่”

มินโฮพูดด้วยน้ำเสียงที่เลิ่กลั่ก และมองไปทางมู่เหลียงด้วยแววตาน่าสงสาร เพื่อขอให้เขาช่วย

เธอนั้นเต็มใจที่จะทำงานบ้านทุกอย่างให้มู่เหลียง และทำซุปมะเขือเทศแสนอร่อย

“เอาเถอะ ถ้ามินโฮยังอยากจะทำก็ทำไปเถอะ”

มู่เหลียงพูดอย่างอ่อนโยน

แต่เขาก็พอจะคิดออกว่าในอนาคตในบ้านจะมีงานมากขึ้น หากว่าไม่มีคนช่วยดูแลเลย มันจะยิ่งลำบากขึ้นไปอีก

“อือ!! ฉันจะตั้งใจทำงานอย่างดี”

มินโฮกระโดดโลดเต้นอย่างดีใจ

“อย่าได้แบกภาระทำทุกอย่างคนเดียว อย่าลืมว่ามินโฮต้องเรียน และฝึกฝนอีกด้วย”

มู่เหลียงปล่อยให้มินโฮดีใจอยู่แป๊บหนึ่งก่อนจะเตือนสติเธอ และเขาต้องการให้เธอสั่งสมประสบการณ์จากงานนี้ด้วย

เพระาต่อไปจะมีคนรับใช้สาวใช้อีกมากมายเข้ามาในบ้าน เพราะงั้นมินโฮจะต้องเป็นคนคุมงานและดูแลสาวใช้เหล่านั้นทั้งหมด เพื่อจะได้สอดคล้องกับงานที่เธอทำมาตั้งแต่แรก

“งั้นท่านเจ้าเมือง ยังต้องการให้พวกเราช่วยเหลืออยู่หรือไม่”

ซูเอ๋อถามต่อเพื่อจะได้งานนี้

เธอเป็นคนหัวไว และรู้ว่าตราบใดที่ช่วยงานเด็กสาวหูกระต่ายคนนี้ เธอจะได้ทำงานที่นี่ และได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ อีกทั้งยังได้ขุมอำนาจใหม่ปกป้องตัวเอง

“มินโฮยังมีอะไรที่ต้องเรียนรู้อีกมาก ช่วยสอนเธอด้วย”

มู่เหลียงไม่ปฏิเสธและรับซูเอ๋อมาเป็นคนรับใช้ของเขา

ยังไงก็ต้องมีคนสอนงานบ้านงานเรือนที่ถูกต้องให้กับมินโฮอยู่ดี

“เจ้าค่ะ”

ซูเอ๋อขานรับด้วยความโล่งอก

“มินโฮหากว่ามีอะไรที่เธอไม่เข้าใจก็ถามซูเอ๋อได้เลยนะ รู้ไหม”

มู่หลียงกล่าวพร้อมกับรอยยิ้มไปทางมินโฮ

“เธอต้องเรียนรู้คือวิธีจัดการสิ่งต่างๆ และการบริหารจัดการ”

“เข้าใจแล้ว”

มินโฮพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง

“ส่วนลูกสาวของซูเอ๋อก็ให้มาติดตามมินโฮแล้วกัน”

มู่เหลียงชำเลืองไปเห็นเด็กสาวบอกบางที่อยู่ข้างๆ ซูเอ๋อ

ทำให้เขาได้ความคิดดีๆ หากว่ามินโฮมีผู้ติดตามสักคนคอยช่วยงานก็ดี และเป็นผู้ช่วยของเธอในอนาคต

“เจ้าค่ะ”

ซูเอ๋อยิ่งรู้สึกโล่งใจมากขึ้นไปอีก เมื่อท่านเจ้าเมืองรับลูกสาวของเธอเข้าทำงานด้วย

“มินโฮส่วนสองคนนี้ฉันฝากเป็นความรับผิดชอบของเธอนะ”

มู่เหลียงตบบนไหล่ของมินโฮเบาๆ และเตรียมตัวไปหาภาชนะสำหรับใส่น้ำตานางฟ้าต่อ

“ห๊ะ!!”

มินโฮถึงกับทำสีหน้าไม่ถูกเมื่อได้รับมอบหมายงานนี้ และเธอจะจัดการสองแม่ลูกนี้อย่างไงดี

เธอรีบคว้าแขนของมู่เหลียงก่อนที่จะส่งสายตาอ้อนวอนขอให้เขาช่วยก่อน และอย่าปล่อยเธอไว้คนเดียวแบบนี้

มู่เหลียงถึงกับหนักใจ และหันหน้าไปทางซูเอ๋อก่อนจะพูดขึ้น

“ถ้าเป็นไปได้ ช่วยทำให้เธอชนะนิสัยขี้อายนี้ด้วยจะดีมาก”

“เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ”

ซูเอ๋อพยักหน้าตอบ และแสดงสีหน้าครุ่นคิด

และเมื่อมองไปยังมินโฮเธอก็นึกได้ และพูดออกไปอย่างมีชั้นเชิง

“งั้นเอาเป็นว่า…..ดิฉันไม่ขอรบกวนท่านอีกแล้ว ดิฉันกับลูกสาวจะกลับไปก่อน แล้วดิฉันจะกลับมาเริ่มงานวันพรุ่งนี้อย่างเป็นทางการ”

“ได้”

มู่เหลียงตอบอย่างสุขุม

ก่อนที่ซูเอ๋อและเว่ยหยูหลันจะโค้งคำนับให้อย่างสุภาพ และจากไป

“มินโฮไม่ต้องฝืนตัวเองก็ได้นะ”

มู่เหลียงมองไปทางมินโฮด้วยแววตาที่อ่อนโยนลง

“ไม่ ฉันสบายดี และคิดว่าการเรียนรู้การจัดการสิ่งต่างๆ เองก็น่าสนใจอีกด้วย”

มินโฮตอบอย่างจริงจัง

เธอรู้ดีว่านี้คือสิ่งที่เธอทำได้ เพราะเธอไม่ได้แข็งแกร่งเหมือนลี่เยว่หรือหยู่เฟ่ยหยาน ไม่ได้มีสติปัญญาเท่าหยู่ฉินลาน

ถ้างานบ้านงานเรือนของเธอถูกแย่งไปอีก เธอก็ไม่มีอะไรที่จะทำได้อีกแล้ว มินโฮจะไม่ยอมให้เกิดเรื่องนี้ขึ้นเด็ดขาด

“ดีตราบใดที่เธอสนุกไปกับมัน แต่อย่าลืมทำในสิ่งที่มินโฮทำได้ก็พอ”

มู่เหลียงกล่าวก่อนที่จะมองไปยังมินโฮที่ดูมีชีวิตชีวามากขึ้น

“ฉันจะทำ”

มินโฮแสดงสีหน้าที่มุ่งมั่นและพยักหัวเล็กน้อย

“เอาล่ะจบเรื่องแล้ว เดี๋ยวฉันจะไปที่สวนสักหน่อย”

มู่เหลียงเมื่อเห็นว่าเด็กสาวดูมีความมั่นใจมากขึ้น เขาก็สบายใจ

ก่อนที่เขาจะหันไปเห็นกล่องเหล็กสำหรับใส่อาหาร และจะใช้มันเป็นภาชนะเก็บน้ำตานางฟ้า

“ไปเถอะ”

มินโฮไม่ต้องการรบกวนมู่เหลียงอีกแล้ว

เธอเองก็เตรียมตัวไปขนของที่ได้มาเมื่อคืนไปเก็บไว้ในห้องเก็บของ