ตอนที่ 214

ในป่าหว่านกู่ ตอนนี้ใกล้จะมืดแล้ว

เสาหินและเสาดินมากมายสูงกระจัดกระจายอยู่เต็มไปหมด ที่ด้านล่างระหว่างเสาหินพวกนี้มีกลุ่มคนเดินทางกันอยู่

นี้คือกลุ่มคณะพ่อค้าเร่ไป่หลิว ที่มีสมาชิกในการเดินทางครั้งนี้มากกว่า 40 ชีวิต

ทุกคนล้วนมีร่างกายที่แข็งแรงเพราะต้องเดินทางตลอดทั้งปี และการเดินทางก็เหมือนการฝึกฝนของพวกเขา

และอีกสาเหตุที่กลุ่มพ่อค้าถึงไม่มีคนอ่อนแอติดมาด้วย

นั้นเพราะหากมีใครเกิดป่วยหรือบาดเจ็บ พวกเขาจะถูกทิ้งเอาไว้ที่เมืองใหญ่ หรือเผ่า กลุ่มต่างๆระหว่างทาง และจะไม่ได้รับอนุญาตให้เดินทางไปกับคณะพ่อค้าอีก

ทุกคนในคณะะพ่อค้านี้ต่างแบกสิ่งของสัมภาระมากมาย ถูกห่อด้วยหนังสัตว์จนโป่งพอง

พวกเขาจะซื้อของจากเมืองหรือกลุ่มเผ่าและนำไปขายต่อในเมืองใหญ่ต่อไป ซึ่งจะได้ราคาที่สูงมาก

กลุ่มคณะพ่อค้าเร่ไป่หลิวจะเดินทางวนเวียนไปตามเมืองและเผ่าต่างๆ และหากำไรจะส่วนต่างของการขายของเพื่อประทังชีวิต

“ฟ้าใกล้มืดแล้ว ต้องรีบไปดูว่าข้างหน้าจะมีถ้ำให้เราพักค้างคืนได้ไหม”

หวาเอ่อกังพูดขึ้นด้วยสีหน้าขึงขัง

เขาเป็นหัวหน้าคณะเดินทาง และมีพลังขั้น 6

เขามีผิวที่หยาบและกร้านมาก เพราะต้องอยู่ในที่แจ้งตลอด

“ยังมีเวลาอีกหนึ่งกองไฟก่อนฟ้าจะมืด”

ตาซื่อพูดเสริมขึ้นด้วยสีหน้าจริงจัง

เขาเป็นคนสำคัญในการเดินทางของคณะพ่อค้านี้เหมือนกัน และทุกคนรู้จักเขาในนามของรองหัวหน้า มีพลังอยู่ในขั้น 5

“พวกเราต้องรีบหาที่ค้างคืน เพราะงั้นต้องเร่งฝีเท้าอีก”

หวาเอ๋อกังหันกลับมาตะโกนบอกทุกคน

“ครับ!!”

เสียงตอบรับจากคณะเดินทางนั้นดังขึ้นพร้อมกัน

พวกเขาเองก็เหนื่อยมามากแล้ว ตลอดการเดินทางในวันนี้พวกเขาต้องตื่นตัวตลอดเวลา เพราะในป่าหว่านกู่มีแต่เรื่องอันตรายรออยู่ และอาจจะถูกป่านี้เล่นงานได้หากไม่ระวัง

และตาซื่อเองก็ยังเสริมต่อท้ายกระตุ้นทุกคน

“ถ้าไม่อยากตายก็เร่งฝีเท้ากว่านี้ พวกแกก็รู้ว่าป่าหว่านกู่ตอนกลางคืนหน้ากลัวแค่ไหน”

คำพูดเหล่านี้ได้ทำให้ทุกคนฝืนที่จะเร่งฝีเท้ามากขึ้น

กลางคืนในป่าหว่านกู่นั้นเป็นโลกของสัตว์อสูร และฝันร้ายของผู้ที่ย่างกายเข้ามาในป่า

“เร็วเข้า!! ฟ้าใกล้จะมืดแล้ว”

หวาเอ่อกังเริ่มไม่สบายใจ แววตาของเขาเห็นแสงที่น้อยลงทุกวินาที ก่อนที่ทุกอย่างจะเริ่มมืดลง

ตาซื่อก็มีสีหน้าเช่นเดียวกัน และคิดว่าพวกเขาคงไม่โชคร้ายขนาดที่หาถ้ำพักให้พ้นคืนนี้ไปไม่ได้

ไม่นานฟ้าก็มืด

หวาเอ่อกังหยุดเดิน และพูดด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียด

“ทุกคนหยุด เราจะพักกันตรงนี้ ไปก่อกองไฟ”

“ครับ”

ทั้งคณะเดินทางหยุดลง และเอาของที่อยู่ในห่อกระเป๋าหนังสัตว์ออกมา และเริ่มก่อกองไฟ

เมื่อกองไฟถูกก่อขึ้นก็มีเพียงแสงจากกองไฟเท่านั้น นอกนั้นทุกอย่างดูมืดมิดไปหมด

“มีบางสิ่งไม่ชอบมาพากล”

ตาซื่อหันหน้าไปคุยกับหัวหน้าคณะพ่อค้า

“สังเกตเห็นเหมือนกันงั้นหรอ”

หวาเอ่อกังพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ทุ้มต่ำ

ตาซื่อพยักหน้า และมองเข้าไปในความมืดรอบๆ ตัว

“มันเงียบเกินไป ไม่เหมือนกับป่าหว่านกู่ยามค่ำคืน”

“ใช่ มันเงียบสงบเกินไป แม้แต่พวกยุงน่ารำคาญก็ไม่มี”

ตาซื่อพูดด้วยความรู้สึกสับสน

ยุงที่กล่าวถึงคือปีศาจยุงราตรี มันเป็นสัตว์อสูรที่ออกหากินตอนกลางคืน และส่วนใหญ่มีพลังอยู่ในขั้น 1

แม้ว่าจะดูมีพลังที่น้อย แต่สิ่งที่น่ากลัวของยุงพวกนี้คือมันออกล่ากันเป็นกลุ่ม ทุกครั้งที่มันปรากฏตัวขึ้น อาจจะมีมากถึง 1 โหลหรือเป็นร้อยเป็นพันตัว

“หัวหน้า!! มีแสงสว่าง!”

ทันใดก็มีหนึ่งในคณะเดินทางร้องตะโกนขึ้น

“แสงสว่าง?”

ทั้งหวาเอ่อกังกับตาซื่อถึงกับมองหน้ากันก่อนที่จะลุกขึ้น

“มันอยู่ตรงไหน”

“ข้างหน้าครับ มีกลุ่มแสงขนาดใหญ่ตรงนั้น”

“ผมก็เห็นครับ ดูเหมือนว่าแสงพวกนี้จะอยู่สูงบนภูเขา”

เหล่าพ่อค้าที่เห็นแสงสว่างก็พูดอธิบายขึ้น

ตาซื่อเดินไปรอบๆ ในความมืดก่อนที่จะผ่านหลังเสาหินหนึ่งไปก็เห็นแสงสว่างขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ไม่ไกล

“มีแสงสว่างจริงๆ ด้วย”

ตาซื่อนั้นแทบไม่เชื่อตาตัวเอง และเกิดความสงสัยขึ้นในใจ

“รูปร่างแสงก็ดูเหมือนต้นไม้มาก”

หวาเอ่อกังพูดด้วยเสียงที่ดัง

หลังจากได้ยิน ตาซื่อเองก็เพ่งมองอย่างละเอียดและเห็นว่ารูปร่างของแสงนั้นมีโครงสร้างเหมือนกับต้นไม้จริงๆ

“ไปสำรวจดูไหม”

ตาซื่อมองไปยังหัวหน้าคณะด้วยความลังเล

ตัวของหวาเอ่อกังเองก็ไม่มั่นใจเหมือนกัน และไม่รู้ด้วยว่าแสงพวกนี้มาจากไหน หากไปที่นั้นอย่างไม่รอบคอบอาจจะเกิดผลร้ายก็ได้

แต่สุดท้ายแล้วหวาเอ่อกังก็ตอบกลับไป

“ไปดูก่อน เพราะคงดีกว่าที่จะค้างคืนแถวนี้”

การค้างคืนกลางป่าหว่านกู่นั้นเป็นเรื่องที่อันตรายมากๆ และคงไม่มีใครเลือกที่จะค้างคืนกลางแจ้งแน่หากไม่จำเป็นจริงๆ

“หรือว่านั้นจะเป็นเมืองปักษา”

ตาซื่อพูดอย่างคาดเดา

หวาเอ่อกังส่ายหัว

“ไม่ใช่ เมืองปักษาอยู่ลึกเข้าไปไกลกว่านี้ ไม่มีทางจะมาอยู่ที่นี่แน่”

เป้าหมายการเดินทางของคณะพ่อค้าครั้งนี้คือเมืองปักษา ซึ่งเขาต้องค้าขายหาผลกำไรมากที่สุด และซื้ออาวุธวิญญาณดีๆ เพื่อช่วยเหลือพวกเขาตอนเดินทาง

“ทุกคนลุก เราจะไปตรงจุดที่มีแสงสว่างนั้น”

หวาเอ่อกังพูดพร้อมกับปรบมือและพูดด้วยน้ำเสียงที่เบาลง

ในความมืดมิดของป่าหว่านกู่ การพูดหรือทำเสียงดังเป็นเรื่องต้องห้าม เพราะมันจะดึงดูดสัตว์อสูรร้ายได้

พ่อค้าในคณะเดินทางที่เพิ่งจะก่อกองไฟเสร็จก็ได้แต่มองหน้ากัน และลุกขึ้นอย่างเงียบๆ และเก็บข้าวของกันอีกครั้ง

ในคณะเดินทางนี้หวาเอ่อกังแข็งแกร่งที่สุดแล้ว รองลงมาคือตาซื่อ หากว่าทั้งสองมีความเห็นที่ตรงกัน ไม่มีทางที่คนอื่นจะกล้าขัดขืน

ทุกคนหยิบสัมภาระขึ้นมาอีกครั้ง พร้อมกับถือคบเพลิงและเดินไปยังจุดที่มีแสงสว่าง

สิบนาทีต่อมาทั้งคณะก็มาถึงจุดที่มีแสง

“แสงมันอยู่ข้างบนเขาลูกนี้ ดูเหมือนว่าบนนั้นน่าจะมีคนอาศัยอยู่”

ตาซื่อพูดขึ้นหลังจากตรวจสอบดูรอบๆ

“ดูสิว่ามันมีทางขึ้นไหม”

หวาเอ่อกังพูดขึ้น

“ตรงนั้น! มีแสงออกมาจากตรงนั้นเหมือนกัน”

มีคนหนึ่งในคณะเดินทางเห็นว่ามีแสงสว่างมาจากด้านซ้ายของเขาลูกนี้ และไล่สูงขึ้นไปจนถึงยอดเขา

“ไปตรงนั้น มันน่าจะเป็นทางขึ้น”

แววตาของหวาเอ่อกังดูเป็นประกาย

“ระมัดระวังไว้จะดีกว่า”

ตาซื่อกล่าวเตือนขึ้น

เขาหยิบแผนที่หนังสัตว์ออกมาจากกระเป๋าก่อนที่จะคลี่ออกมาและใช้คบไฟส่องดู

มันคือแผนที่ของป่าหว่านกู่ และแสดงถึงจุดอันตรายภายในป่า มีสองเส้นทางที่ปลอดภัยในการเดินทางไปยังเมืองปักษา

ซึ่งเส้นทางแรกคือทางที่คณะเดินทางเลือกใช้ และที่รอบๆ นั้นไม่ได้ระบุเลยว่ามีภูเขาสูงใหญ่อยู่ด้วย และไม่ได้กล่าวถึงต้นไม้ที่เรืองแสงได้อีก

“ระวังตัวเกินไปรึป่าว”

หวาเอ่อกังตบไหล่ของตาซื่อแล้วพูด

“ปลอดภัยไว้ก่อนก็ไม่ใช่เรื่องแย่จริงไหม?”

ตาซื่อพูดอย่างหนักใจ

เพราะคำเตือนของเขาช่วยคณะเดินทางนี้มาไม่รู้กี่ครั้งแล้ว และไม่มีทางที่หัวหน้าคณะจะจำไม่ได้

“นั้นก็ถูก”

หวาเอ่อกังเม้มปากเล็กน้อย

ตาซื่อเองก็ไม่รู้ว่าจะทำเช่นไร เมื่อหัวหน้าคณะตัดสินใจไปแล้วแบบนี้ ถ้าเขาขัดแย้งกับหัวหน้าเองแบบนี้จะทำให้เกิดความแตกแยกขึ้นในคณะเดินทาง ซึ่งเป็นเรื่องที่กลุ่มหรือคณะเดินทางไม่อยากให้เกิด

“งั้นไปดูก่อนก็ได้”

หวาเอ่อกังพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง

เขาโบกมือและนำคนไปทางด้านซ้าย

เมื่อมาถึงคณะพ่อค้าก็เห็นกับป้อมปราการ

“ป้อมเทียนเหมิน?”

ตาซื่อมองดูด้วยความประหลาดใจ

เขามองไปยังประตูหินยักษ์ที่สูงจากพื้นดินถึงสี่เมตร และมีตัวอักษรขนาดใหญ่เขียนเอาไว้บนยอดประตู

“เคยได้ยินชื่นนี้มาก่อนรึป่าว”

หวาเอ่อกังถามด้วยความระมัดระวัง

“ไม่”

ตาซื่อขมวดคิ้วและได้แต่สงสัย เขาไม่เคยได้ยินชื่อป้อมเทียนเหมินจากที่ไหนมาก่อนเลย

“นั้นใคร!!”

ตอนนั้นเองก็มีเสียงดังขึ้นมาจากด้านบนหัวของคณะพ่อค้า