ตอนที่ 192

หลังมื้อเย็น

มิอากับซิไป่ฉีไปนั่งคุยกันในห้องรับรองของตำหนักเจ้าเมือง

“ดื่มชาก่อน”

มินโฮวางถ้วยชาลงบนโต๊ะให้กับทั้งสอง

“ตอนนี้ฉันอิ่มแล้ว ถึงเวลาที่เธอจะต้องอธิบายทุกอย่างแล้วว่า มันเกิดอะไรขึ้น”

ซิไป่ฉีมองไปยังถ้วยชา ก่อนที่จะพูดขึ้น

ส่วนตัวแล้ว เธอเกลียดน้ำชามาก เธอเคยดื่มมันตอนที่อยู่เมืองจันทร์ดับ ตอนนั้นเมื่อเธอได้ลองเธอบ้วนมันออกมาทันที หลังจากรับรู้ถึงรสขม

หากเทียบกันแล้ว เธอชอบน้ำหวานๆ ที่ผสมน้ำตาลมากกว่า

“ลองดื่มชาก่อน อันนี้ของดี”

มิอาพูดอย่างใจเย็น

“ไม่…ฉันไม่ชอบ”

ซิไป่ฉีปฏิเสธเสียงแข็ง

มิอาจึงผลักถ้วยชาเข้าหาซิไป่ฉีมากขึ้น พร้อมกับหรี่ตาลงเล็กน้อยมองไปทางซิไป่ฉี

“ชานี้แตกต่างจากชาที่เธอรู้จัก รสชาติของมันดีกว่าหลายเท่า”

“ไม่มีทาง ชายังไงก็รสชาติขมอยู่วันยังค่ำ”

ซิไป่ฉีปฏิเสธอีกครั้ง และไม่ยอมที่จะดื่มมันเด็ดขาด

“....”

มิอาถึงกับหมดคำจะพูด

ก่อนที่มิอาจะยกถ้วยชาของตัวเองขึ้นมาและจิบ และแสดงออกถึงสีหน้าที่ยินดีอย่างมาก ราวกับจิตวิญญาณของเธอได้รับการเยียวยา

“ฮิๆ”

มินโฮปิดปากและพยายามไม่ขำพี่สาวตัวเอง และนั่งลงข้างๆ มิอา

เธอเองก็อยากรู้ว่าพี่สาวของเธอมีความสัมพันธ์กันแบบไหนกับคนคนนี้

“ลีลาอยู่ได้เล่ามาสักที”

ซิไป่ฉีขบฟันแน่น เห็นได้ชัดเลยว่าเธอยังโกรธอยู่

“คือเรื่องมันเป็นแบบนี้ เมื่อวาน….”

มิอาไม่มีทางเลือกนอกจากเล่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นเมื่อวานทั้งหมดให้ซิไป่ฉีฟัง

“ฉันขอโทษด้วยที่ลืมติดต่อกลับไป”

มิอากล่าวพร้อมกับสีหน้าทที่รู้สึกผิด

เพราะมิอาเองก็รู้สึกดีใจเหมือนกันที่ซิไป่ฉีไม่ทอดทิ้งเธอ และไม่ทำตามคำสั่งเสียของเธอที่ให้หนีไปขอความช่วยเหลือ แต่กลับบุกทะลวงเข้ามาช่วยเธอ แม้ว่าจะเสี่ยงอันตรายก็ตาม

“แค่นี้เองงั้นหรอ?”

ซิไป่ฉีมองไปยังมิอาด้วยแววตาที่ไม่อยากจะเชื่อ

ความคิดและภาพของสาวอุ่นเตียง นางบำเรอของเธอแตกสลายไปจนหมด

“ใช่แค่นั้น”

มิอาพยักหน้า

“จะบอกว่าทั้งหมดนี้เป็นความเข้าใจผิดหมดเลยงั้นหรอ”

ซิไป่ฉีถึงกับสับสน

มิอาพยักหน้าและพูดขึ้นอีกครั้ง

“ใช่มันแค่เรื่องเข้าใจผิด”

“แต่….ถึงจะบอกแบบนั้นแต่ฉันก็ยังโกรธเธออยู่ดี”

ซิไป่ฉีพูดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ

“ใจเย็นๆ จิบชาก่อน”

มิอายกถ้วยชาส่งให้ซิไป่ฉี

เพราะคิดว่าชาประกายแสงนั้นน่าจะช่วยทำให้ซิไป่ฉีสงบลงได้

“ไม่กิน!”

ซิไป่ฉีปฏิเสธเสียงแข็ง และหันหน้าหนีอย่างไม่สบอารมณ์

แต่ท่าทางของซิไป่ฉีเองก็เริ่มผ่อนคลายลงเล็กน้อยก่อนที่จะถามด้วยน้ำเสียงปกติ

“งั้นเราจะออกเดินทางกันเมื่อไร”

มิอาถึงกับแน่นิ่งไปเมื่อได้ยินคำถามนี้ และได้แต่มองไปยังน้องสาวที่นั่งข้างๆ

ก่อนที่เธอจะพูดด้วยสีหน้าจริงจัง

“มินโฮมากับพี่เถอะ”

“เอ๋?!”

มินโฮถึงกับชะงักไป

จากนั้นมินโฮก็ก้มหน้าลงและกุ่มชายเสื้อของเธอด้วยความหนักใจ

และตามมาด้วยเสียงที่ดูสั่นๆ ของมินโฮพูดว่า

“ไม่…ฉันไม่อยากไปจากที่นี่”

“ทำไมล่ะ”

มิอาถึงกับคิ้วขมวดด้วยความแปลกใจ

“ก็แค่…ไม่อยากไป”

มินโฮเม้มปากและก้มหน้าลงไม่กล้าที่จะสบตาพี่สาว ใบหน้าของเธอเริ่มแดงขึ้นมาเรื่อยๆ

เมื่อคิดว่าจะต้องไปจากที่นี่ ภาพของมู่เหลียงก็ฉายชัดขึ้นมาในใจของเธอ

แววตาสีทองของซิไป่ฉีดูเป็นประกายและสนใจ และพูดอย่างติดตลก

“ดูสิ เราเจอคนชอบเมืองเต่าทมิฬเข้าให้แล้ว”

“ไม่ใช่….อย่างงั้น”

มินโฮพยายามที่จะไม่เงยหน้าขึ้นมา เพราะหน้าของเธอแดงขึ้นมากกว่าเก่า

“แล้วทำไมถึงไม่อยากไปกับพี่ล่ะ มินโฮ”

มิอาถามด้วยสีหน้าสงสัย

“ที่นี่ปลอดภัย และดี”

มินโฮเงยหน้าขึ้นมาและมองไปยังพี่สาวของเธอ

“ฉันไม่ต้องกังวลเรื่องของกิน หรือเสื้อผ้าอีก อีกทั้งยังมีน้ำให้ใช้อย่างไม่จำกัด”

ทั้งหมดเป็นข้อแก้ตัวที่มินโฮยกขึ้นมาเท่านั้น ที่จริงแล้วเธอไม่อยากแยกจากมู่เหลียง นี้คือเหตุผลสำคัญที่เธอไม่พูดออกมา

“...”

มิอาถึงกับนิ่งเงียบไป

เธอเองก็รับรู้ถึงความยอดเยี่ยมของสถานที่แห่งนี้แล้วในช่วงสองวันที่ผ่านมา และแน่นอนว่าที่นี่ไม่ขาดแคลนทั้งอาหารและน้ำ รวมไปถึงเครื่องนุ่งห่ม และยังรับประกันความปลอดภัยให้เธอได้อีกด้วย

บางทีการปล่อยให้มินโฮอยู่ที่นี่จะดีกว่าก็ได้ และดีกว่าการตามเธอไปอยู่อย่างยากลำบากที่โลกภายนอก

“ถ้างั้นทำไมพี่ถึงไม่อยู่กับเราที่นี่ล่ะ”

มินโฮคว้ามือมิอาเอาไว้และพูดด้วยน้ำเสียงที่สั่นเทา

“ฉันจะคุยกับมู่เหลียงให้ เขาต้องยอมแน่ๆ”

“ไม่ได้หรอก พี่ยังมีเรื่องที่ต้องไปจัดการ”

มิอาคิ้วขมวดแสดงสีหน้าที่เคร่งเครียดออกมา

เธอต้องกลับไปยังดินแดนเขียวขจีเพื่อรายงานเรื่องราวต่างๆ ที่เธอไปเจอมาในปีนี้ และเธอจะได้แนะนำตัวซิไป่ฉีให้เข้าร่วมกับดินแดนเขียวขจีอย่างเป็นทางการด้วย

“หลังจากที่พี่จัดการทุกอย่างแล้ว พี่จะอยู่กับน้องใช่ไหม”

มินโฮถามด้วยน้ำเสียงที่คาดหวัง

“เรื่องนั้น……พี่ก็ไม่แน่ใจ”

มิอาตอบอย่างช้าๆ และส่ายหัว

เพราะมิอาเองก็ไม่สามารถบอกได้ว่าต่อจากนี้จะเกิดอะไรขึ้น

“งั้นหรอ….”

มินโฮนั้นดูไม่ชอบใจอย่างมาก แววตาของเธอฉายออกถึงความผิดหวัง

ก่อนที่เธอจะพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อยๆ

“งั้นพี่ได้โปรดอยู่ต่ออีกสองสามวันได้ไหม?”

มิอาเองก็คิดเกี่ยวกับเรื่องนี้เหมือนกัน ถ้าเมืองเต่าทมิฬจะมุ่งหน้าไปเมืองปักษาเธอก็อยู่ที่นี่ต่อได้อีกหน่อย

การไปยังดินแดนเขียวขจีต้องผ่านเมืองปักษา และนั้นก็เป็นทางผ่านของเมืองเต่าทมิฬเหมือนกัน

และมิอาเองก็ยังเป็นห่วงน้องสาวเธอ หากว่าเมืองนี้จะผ่านป่าไพศาลเหี่ยวเฉา

ซิไป่ฉีเห็นบรรยากาศแบบนี้จึงไม่พูดแทรกขัดสองพี่น้อง

เธอเล่นถ้วยชาอย่างเบื่อหน่าย ก่อนที่จะลองยกชาขึ้นมาดม แต่ไม่ได้จิบ

ตอนนั้นเองที่สายตาของมิอาเหลือบไปเห็นซิไป่ฉีและตัดสินใจออกมาทันที

“พี่จะไปกับน้องจนถึงเมืองปักษาเมื่อถึงที่นั้นเราจะต้องแยกกันอีกครั้ง”

มิอาต้องการใช้เวลาก่อนที่จะถึงเมืองปักษาพยายามเกลี้ยกล่อมน้องสาวให้ยอมตามเธอไปอยู่ในดินแดนเขียวขจี

“จริงหรอ”

แววตาของมินโฮดูสดใสขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยิน

ซิไป่ฉีถึงกับเลิกคิ้วเมื่อได้ยินการตัดสินใจของมิอา และพูดขัดขึ้น

“นี้พวกเขาจะไปเมืองปักษาด้วยงั้นหรอ”

“ใช่ บังเอิญว่าทางนี้เองก็จะไปเมืองปักษาเหมือนกัน”

มิอามองไปยังซิไป่ฉีและพูดขึ้น

“...เข้าใจแล้ว”

ซิไป่ฉีเม้มปากของเธอ ที่จริงแล้วเธอเข้าใจความหมายของมิอา รวมไปถึงเรื่องที่ห้ามพูดถึงดินแดนเขียวขจี

เพียงแต่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาไม่กี่วันมานี้มันน่าอายมาก

แล้วเธอจะเผชิญหน้ากับคนในเมืองเต่าทมิฬอย่างไร? ทั้งที่สภาพของพวกเธอก่อนหน้านี้ไม่ต่างจากขอทานในเมือง

“เอาเถอะ แล้วเธอได้ไข่อสูรจิตอัสนีคืนมาแล้วงั้นหรอ?”

อยู่ๆ ซิไป่ฉีก็ถามขึ้นด้วยความสงสัย

หลังจากที่ลำบากมานานหลายเดือน หากเสียไข่อสูรจิตอัสนีไปละก็ ทุกอย่างที่พวกเธอทำไปจะสูญเปล่า

“ฉัน…ยังไม่ได้คิดถึงเรื่องที่จะขอมันคืนกลับมา”

คำพูดของมิอาทำให้ซิไป่ฉีถึงกับตกใจ

“เธอบ้าไปแล้วรึไง!!”

ซิไป่ฉีถึงกับปรี้ดแตกอีกครั้ง

“ก็เขาช่วยชีวิตน้องสาวฉันเอาไว้ ก็ถือว่านั้นเป็นของตอบแทนแล้วกัน”

มิอาพยายามอธิบาย

“.....”

ซิไป่ฉีถึงกับพูดไม่ออก เพราะคิดดูแล้วมันก็สมเหตุสมผล ไข่อสูรจิตอัสนีแลกเปลี่ยนกับชีวิตน้องสาว ก็ถือว่าเป็นราคาที่จ่ายได้

“ไข่ใบนั้นสำคัญกับพี่รึเปล่า”

มินโฮถามด้วยความกังวล

เธอรู้ว่ามู่เหลียงได้ไข่มาใบหนึ่งเมื่อวานก่อน และศึกษามันอยู่จนถึงเช้า ซึ่งเธอเองก็ได้เห็นมันเหมือนกัน

“ไม่สำคัญอีกแล้ว”

มิอาพูดออกมาแม้มันจะขัดกับความรู้สึกของเธอเอง

“แต่มันอาจจะสำคัญกับพวกเมืองหมื่นอสูร”

ซิไป่ฉีพูดพร้อมกับยกมุมปากสูงขึ้น

“ถ้าอยากเก็บไข่ใบนั้นไว้ เขาจะต้องเผชิญหน้ากับตัวตนที่ทรงพลังของเมืองหมื่นอสูรในอนาคต”

“ถ้างั้นฉันคงต้องบอกเรื่องนี้กับมู่เหลียง”

มินโฮพูดขึ้นด้วยความเป็นกังวลใจ

มิอาเองก็เริ่มไม่มั่นใจเหมือนกันกับการมอบไข่อสูรจิตอัสนีให้กับเมืองเต่าทมิฬ

พวกเมืองหมื่นอสูรนั้นดูซื่อๆ แต่จิตใจไม่เหมือนอย่างที่เห็น

“งั้นก็ดี ฉันจะได้พักผ่อนสักสองสามวันก่อนออกเดินทาง!”

ซิไป่ฉีถอนหายใจ และเลิกสนใจเรื่องต่างๆ

แต่หลังจากวันนี้ไปเธอก็จะไม่ต้องหนีหัวซุกหัวซุนอีกแล้ว และยังได้ที่พักดีๆ มีอาหารให้กินพร้อมกับน้ำดื่มไม่จำกัด

“งั้นก็ดื่มชาก่อนมันดีต่อร่างกายเธอ”

มิอาพูดขึ้นและพยายามให้ซิไป่ฉีดื่มชา

“นี้นังแมวทำไมถึงอยากให้ฉันดื่มไอชาบ้าบอนี้นักหนา?”

ซิไป่ฉีแสดงสีหน้าที่ไม่พอใจและพ่นเสียงไปทางมิอา

มินโฮจึงช่วยพูดเสริมขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา

“คนที่มีจิตใจว้าวุ้น หรือไม่สบายใจหากได้ดื่มชาประกายแสงจะช่วยทำให้จิตใจปลอดโปร่งขึ้น…”

“เธอจะเข้าใจเองหลังจากที่ได้ดื่มมัน”

มิอาพูดด้วยน้ำเสียงที่เริ่มไม่พอใจเหมือนกัน

ซิไป่ฉีหยิบถ้วยชาขึ้นมาอย่างลังเล แต่หลังจากที่ถูกมิอาคะยั้นคะยออยู่หลายครั้งก็เริ่มทำให้เธออยากลองชิมดูเหมือนกัน

อึกๆ

ซิไป่ฉีหลับตาปี๋ และซดน้ำชาจนรู้สึกถึงความขมเมื่อมันไหลผ่านลิ้นไป

ก่อนที่วินาทีต่อมา ซิไป่ฉีจะลืมตาขึ้นอย่างประหลาดใจ เพราะเธอสัมผัสได้ถึงรสหวานอ่อนๆ สีหน้าของเธอดูผ่อนคลายลง

หลังจากนั้นก็มีความเย็นพุ่งขึ้นไปยังสมองของเธอ และรู้สึกว่าความอ่อนล้าทางจิตใจทั้งหมดได้สูญสลายไป

“อ้าาา”

ซิไป๋ฉีอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจยาวออกมา ด้วยความรู้สึกสบาย อีกทั้งยังได้กินของหวานที่เธอชื่นชอบอีก

“เป็นไง”

มิอาถึงกับเบะปากเมื่อเห็นอาการของซิไป่ฉี

“มันสุดยอดมาก!”

ซิไป่ฉีมองไปยังมิอาด้วยความประหลาดใจ

“นี่มันเป็นชาหรือยาเสริมพลังกันแน่!”

“แค่น้ำชา”

มินโฮตอบด้วยสายตาที่ดูภูมิใจอย่างมาก

ก่อนที่จะเติมน้ำชาให้กับซิไป่ฉี

“งั้นขออีกแก้วแล้วกัน”

ซิไป่ฉีดื่มชาด้วยแววตาที่เป็นประกาย

อึกๆ

“อ้าาา!! สดชื่นมากเลย ขออีกแก้ว!”

……

ที่หลังประตูห้องรับรองลี่เยว่ที่เฝ้าสังเกตอยู่ก็ถึงกับสีหน้าเปลี่ยนสีไป

“เมืองหมื่นอสูรงั้นหรอ….”

เธอยังคงแอบฟังต่อสักพักก่อนที่จะเดินจากไปอย่างเงียบๆ