ตอนที่ 267

“นายท่านเราจะทำเช่นไรดี”

แม่ทัพขวาถามด้วยสีหน้าที่ซีดเซียว

พวกเขารับรู้ถึงสัตว์อสูรขั้น 6 ที่อยู่ด้านหลัง ทำให้รู้สึกอึดอัดจนหายใจไม่ออก

“....”

เจ้าเมืองไป๋หลี่เงียบไป เขาไม่สามารถสู้กับสัตว์อสูรขั้น 6 พร้อมกันหลายตัวได้

เพราะเขาเองก็พึ่งจะบรรลุขั้น 6 มาได้ไม่นาน เป็นเรื่องยากมากที่จะสู้กับสัตว์อสูรขั้น 6 ต่อให้เป็นตัวเดียวก็ตาม

แต่นี้เขาสัมผัสได้ว่ามีสัตว์อสูรขั้น 6 อย่างน้อยสามตัวอยู่ด้านหลังพายุฝุ่น

หากไม่มีสัตว์อสูรขั้น 6 เขาเองก็ยังใช้พวกทาสและทหารของเขาเข้ารับมือคลื่นอสูรได้

แต่ตอนนี้ไม่เพียงแค่สัตว์อสูรขั้น 6 ยังมีขั้น 4 กับ 5 อยู่อีกด้วย แค่นี้เขาก็รู้สึกสิ้นหวังแล้ว

“นายท่าน เราคงไม่สามารถต้านทานคลื่นอสูรนี้ได้”

แม่ทัพขวาพูดด้วยน้ำเสียงที่ทุ้มลง

หน่วยทหารเพียง 20 คนที่มีความแข็งแกร่งแค่ขั้น 1 กับ 2 เท่านั้นไม่มีทางรับมือได้แน่

สีหน้าของเจ้าเมืองไป๋หลี่นั้นซีดลง ร่างกายของเขาไม่ได้พักผ่อนเต็มที่เพราะเอาแต่เล่นสนุกทุกคืน คงรับมือสัตว์อสูรทั้งหมดไม่ได้แน่ และไหนยังมีสัตว์อสูรขั้น 6 อีก

“นายท่านพวกเราถอยหนีกันเถอะ”

แม่ทัพซ้ายพูดเขึ้นและมองไปที่เจ้าเมือง

“ใช่ พวกเราไปซ่อนตัวในหลุมหลบภัย รอจนคลื่นอสูรผ่านไปแล้วค่อยกลับออกมาก็ได้”

แม่ทัพขวาพูดด้วยน้ำเสียงที่เป็นกังวล

คลื่นอสูรเริ่มใกล้เข้ามาทุกขณะ จนสามารถมองเห็นลวดลายบนตัวของสัตว์อสูรได้อย่างชัดเจน

มีหลุมหลบภัยอยู่ใต้วังเจ้าเมือง ซึ่งมีมาตั้งแต่สมัยเป็นชนเผ่า

ในช่วงที่เกิดคลื่นอสูร ที่พวกเขารอดมาได้นั้นเพราะหลบซ่อนตัวเองอยู่ใต้หลุมหลบภัย

ในช่วงสามปีที่ผ่านมาหลุมหลบภัยถูกบำรุงและต่อเติมสร้างขึ้นใหม่ โดยทาสที่มาทำงานล้วนถูกฆ่าปิดปากทั้งหมด และในเมืองมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้เรื่องนี้

“ถอนกำลังทหารออกไปทั้งหมด รีบไปยังหลุมหลบภัยกัน”

เจ้าเมืองไป๋หลี่ตัดสินใจทันที

“ถอนกำลังทหารออกไปทั้งหมด?”

แม่ทัพซ้ายอุทานออกมาด้วยความตกตะลึง

หากเอาทหารทั้งหมดออกไปทาสที่ทำงานอยู่บนกำแพงจะตายทั้งหมด

“แล้วพวกทาสล่ะ”

แม่ทัพขวาทักท้วงขึ้นมาทันที

“พวกมันจะตายไปแค่ไหนก็ได้ ถ้าเหลือน้อยเราก็ออกไปหาจับมาใหม่”

เจ้าเมืองไป๋หลี่นั้นเม้มปากและพูดออกมาอย่างไร้เยื้อใย

“ทหารพวกนี้ถูกฝึกมาแล้ว เป็นทรัพยากรที่เสียไม่ได้”

ทหารของเมืองไป๋หลี่นั้นเป็นเหมือนกับความมั่นคงของเมือง และยังเป็นตัวหลักในการออกล่าสัตว์อสูรอีกด้วย

“รับทราบ”

แม่ทัพซ้ายเข้าใจได้ทันที และเรียกให้ทหารทุกคนถอยกลับมา

เจ้าเมืองไป๋หลี่หันหลัง ก่อนที่จะกระโดดจากหอคอยมุ่งตรงกลับไปยังวังของตัวเอง

แม่ทัพขวามองไปยังกลุ่มคลื่นอสูรที่ใกล้เข้ามา และมองไปยังทาสที่อยู่บนกำแพงเมือง

สายตาของเขาดูไร้ซึ่งความรู้สึก ก่อนที่เขาจะนำคนของเขาออกจากกำแพงเมืองไป

บนกำแพงเมือง

แววตาของป๋านูนั้นดูแตกตื่นอย่างมาก เมื่อเห็นแม่ทัพซ้ายและขวาดึงทหารกลับไปจนหมด

แม้ว่าเขาจะมีพลังในขั้น 1 แต่ก็ใช่จะหลบหนีไปที่ไหนก็ได้

“ป๋านูเร็วเข้า รีบกลับไปหาป๋าฟู”

“ป๋าฟู!!!”

ใช้ลูกสาวของเขายังอยู่ที่เขตชั้นนอกของเมือง

ป๋านูรีบวิ่งลงไปจากกำแพงเมืองทันที

“หนีเร็ว!!! คลื่นอสูรกำลังมา”

พวกทาสเริ่มวิ่งหนีกันอย่างแตกตื่น บ้างก็ล้ม บ้างก็สะดุดตกลงไปจากกำแพง และคงไม่รอดพ้นจากฝูงคลื่นอสูรที่จะเข้ามารุมทึงพวกเขา

ทาสบางคนหมดหวังในการมีชีวิตอยู่อีกต่อไป และมองดูคลื่นอสูรที่ใกล้เข้ามาด้วยสายตาที่ว่างเปล่า

ทาสหลายคนต้องการจะหนี แต่ก็ทำตัวไม่ถูก พวกเขาไม่ได้กินอะไรมาสองวันแล้ว และใช้แรงเกือบทั้งวัน ทำให้เรี่ยวแรงแทบไม่มี แค่จะวิ่งหนียังเป็นอะไรที่ยากลำบาก

โฮกกก!!!!

เสียงของสัตว์อสูรคำรามขึ้น ก่อนที่ทั้งประตูและกำแพงเมืองจะถูกกระแทกอย่างรุนแรง ทำให้เหล่าทาสยิ่งแตกตื่น

ที่ด้านล่างของกำแพง ป๋านูโดนโซซัดโซเซไปที่เขตรอบนอก ซึ่งเป็นจุดที่ลูกสาวของเขากำลังสร้างถนนอยู่

ไม่ใช่เพียงลูกสาวของเขาเพียงคนเดียว เด็กและผู้หญิงทุกคนในเมืองถูกเกณฑ์มาสร้างถนนหนทางภายในเมืองทั้งหมด หรือจะพูดง่ายๆ ว่าไม่มีใครได้อยู่เฉยๆ

คนที่ไม่ทำงานจะถูกไล่ออกไปจากเมืองไม่ก็ปล่อยให้อดตาย หรือโยนให้สัตว์อสูรกิน

“ทุกคนหนี!! คลื่นอสูรมาแล้ว”

ป๋านูวิ่งมาตะโกนสุดเสียงแต่มันก็ดังไม่พอ

“อะไรคลื่นอสูรมางั้นหรอ?!”

เด็กและผู้หญิงที่กำลังทำถนนอยู่ก็ยืนขึ้นพร้อมกับแววตาที่สิ้นหวัง

“หนี…ฮึ…ฮะๆ”

เด็กสาวที่ร่างผอมแห้งลุกขึ้นมาและหัวเราะอย่างเศร้าสร้อย เธอจะหนีไปไหนได้

โฮกก

เสียงคำรามดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ร่างของเหล่าทาสสั่นสะท้าน

“พ่อ!! พ่อฉันอยู่บนกำแพงเมือง ฉันจะไปหาเขา”

“ไม่นะ สามีฉันก็อยู่บนนั้น”

“เร็วหนีกลับไปที่เมืองชั้นใน”

พวกทาสที่กำลังสร้างถนนเริ่มออกวิ่งอย่างทุลักทุเลอย่างยากลำบาก

ป๋านูต้องการตามหาตัวลูกสาวของเขาเท่านั้น คนอื่นจะยังไงก็ช่าง

“ป๋าฟู ลูกอยู่ไหน”

เขาตะโกนออกมาสุดเสียง

“พ่อ!! พ่อ!!! อยู่นี่พ่อ”

เสียงของผู้หญิงตอบกลับมา

มีร่างของเด็กอายุราวๆ สิบสามสิบสี่ปีผมสั้นซ่อนตัวข้างกำแพงอาคารด้วยความหวาดกลัว

ป๋านูถอนหายใจด้วยความโล่งอก และเข้าไปกอดลูกสาวของเขา

“พ่อ…พวกเรากำลังจะตายใช่ไหม”

เด็กสาวถามด้วยนัยน์ตาที่สิ้นหวัง

มือเล็กๆ ของเธอเต็มไปด้วยแผล ซึ่งเกิดจากการสร้างถนนโดยใช้แค่มือเปล่าเท่านั้น

เด็กสาวตัวสูงแค่ 150 เซนติเมตร มีผมสีเทาออกม่วงๆ และดูยุ่งเหยิง มีฝุ่นปกคลุมเต็มตัวไปหมด และเนื้อตัวก็เปื้อนไปด้วยโคลน

ทาสในเมืองไม่เคยได้อาบน้ำเลยสักครั้ง แม้แต่น้ำดื่มก็มีแค่ให้พอประทังชีวิต ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอาบน้ำเลยด้วยซ้ำ

“ไม่ พ่อจะปกป้องลูกเอง”

ป๋านูส่ายหัว เขาไม่สามารถแสดงออกถึงความสิ้นหวังต่อหน้าลูกสาวได้

จิตใจของเขากำลังปั่นป่วนและคิดว่าจะทำยังไงให้ลูกสาวของเขารอด

“พ่อ แล้วลุงเหอเกิ่นอยู่ไหน”

ป๋าฟูมองไปรอบๆ ตัวพ่อของเธอ

“เขายังอยู่บนกำแพงเมือง..”

ป๋านูพูดด้วยน้ำเสียงที่อดสู เหอเกิ่นเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของเขา

เมื่อมองไปที่กำแพงเมืองก็เริ่มเห็นมีสัตว์อสูรปีนขึ้นมาหลายตัวแล้ว

ในบรรดาทาสชายทั้งหมด เหอเกิ่นถือว่าแข็งแกร่งที่สุดแล้ว และมีทาสอีกหลายคนที่พร้อมใจกันที่จะลุกขึ้นสู้

ไม่มีทางที่เขาจะไม่ลุกขึ้นสู้ เพราะลูกและเมียของพวกเขายังอยู่ภายในเมืองแห่งนี้

“พ่อ ไปช่วยลุงเหอเกิ่นเถอะ”

ป๋าฟูพูดด้วยน้ำตาที่คลอเบ้า

ในเมืองแห่งนี้มีเพียงสองคนที่ดีต่อเธอคือพ่อของเธอและลุงเหอเกิ่น

ป๋านูกัดฟันและรู้สึกเจ็บแค้นที่ตัวเองไร้ซึ่งพลัง และมองดูแววตาอันไร้เดียงสาของลูกสาว

ไม่กี่นาทีต่อมา

“รีบหนีเร็วเข้า! พวกสัตว์อสูรจะบุกเข้ามาได้แล้ว”

เสียงของเหอเกิ่นดังขึ้น

ทาสจำนวนหนึ่งหนีลงมาจากกำแพง เพราะไม่สามารถต้านทานการบุกของสัตว์อสูรได้อีกต่อไป

“ลุงเหอเกิ่น!”

แววตาสีเทาอมม่วงของป๋าฟูเป็นประกาย

“รีบหนีไปที่วังเจ้าเมือง ที่นั้นพวกเรามีโอกาสรอด”

เหอเกิ่นตะโกนขึ้น พร้อมกับเดินโซเซ

“รีบไปกันเถอะ”

ป๋านูอุ้มลูกสาวขึ้นและวิ่งไปยังวังของเจ้าเมือง

สัตว์อสูรเริ่มที่จะทำลายกำแพงและประตูเมืองเข้ามาได้แล้ว และทาสมากกว่าหนึ่งในสามตกเป็นเหยื่อของพวกมัน

“ท่านเจ้าเมือง ได้โปรดเปิดประตูด้วย!”

มีเสียงดังขึ้นที่หน้าประตูทางเข้าวังเจ้าเมือง ป๋านู เหอเกิ่นหยุดอยู่ตรงหน้าประตูวัง

“เมื่อกี่ฉันเห็นเจ้าเมืองกับแม่ทัพซ้ายกับขวาพร้อมกับพวกทหารเข้าไปวัง”

“ท่านเจ้าเมืองจะปล่อยให้พวกเราตายแบบนี้งั้นหรอ มันโหดร้ายเกินไปแล้ว”

พวกทาสต่างร้องขอความช่วยเหลือไม่หยุด และตะโกนด่าทอไม่ขาดสาย และรู้สึกว่าตัวเองพลาดมากที่มาอยู่ในเมืองแห่งนี้

“สิ้นหวังแล้ว”

ป๋านูกอดลูกสาวแน่น

นัยน์ตาของเขาเต็มไปด้วยคราบน้ำตา ก่อนที่จะคุกเข่าลงกับพื้นอย่างหมดแรง ทำให้ตัวเปื้อนดินและโคลนมากขึ้นไปอีก