“มีคนกำลังมา”
หยู่ฉินหลานมองลงไปจากกำแพงเมือง และเห็นกลุ่มคนกำลังเดินเข้ามา
“อืมลงไปกันเถอะ”
มู่เหลียงพยักหน้า
“ช้าก่อน….ตรงนี้ให้ฉันออกหน้าเอง”
อยู่ๆ หยู่ฉินหลานก็หยุดมู่เหลียงเอาไว้ และยิ้มให้อย่างทรงเสน่ห์
“ในฐานะเจ้าเมืองของเรา นายอยากได้ปรากฏตัวง่ายๆ แบบนี้ มันจะเป็นการลดฐานะของนายลง”
หยู่ฉินหลานมองออกเลยว่ามู่เหลียงนั้นยังอ่อนหัดในเรื่องการเป็นผู้นำ และไม่สนใจรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ
เพราะงั้นเธอจึงจะต้องดูแลเรื่องพวกนี้ให้กับคนในเมืองเต่าทมิฬด้วย ทั้งเรื่องการรักษาหน้า รักษาฐานะ รักษาจุดยืนให้กับตำแหน่งเจ้าเมือง
“ได้ งั้นฉันจะปล่อยให้เธอจัดการ”
มู่เหลียงยิ้มเล็กน้อย
เขาเป็นเจ้าเมืองแล้ว ตอนนี้ทุกการเคลื่อนไหวของเขาล้วนมีคนสนใจ
“ท่านแม่ ให้ฉันไปด้วยเถอะ”
หยู่เฟ่ยหยานนั้นพูดอย่างกังวล
“ไม่ต้อง อีกฝ่ายเป็นแค่ผู้หญิงเท่านั้น”
หยู่ฉินหลานมองไปยังกลุ่มคนที่มีผู้หญิงคนหนึ่งเดินนำมา และส่ายหัว
“ให้เว่ยกังกับทีมของเขาติดตามฉันไปดีกว่า”
“ขอรับ”
เว่ยกังขานรับทันที
“ระวังตัวด้วย”
-มู่เหลียงกระทืบเท้าหนึ่งครั้งเพื่อเรียกแผ่นหินออกมาจากกำแพงเมือง
“อย่าได้กังวล….เรื่องนี้ฉันจัดการเอง”
หยู่ฉินหลานก้าวขึ้นไปบนแผ่นหินอย่างสง่างาม
และพวกเว่ยกังก็เดินตามขึ้นไปยืนอยู่ด้านหลังของหยู่ฉินหลาน
มู่เหลียงบังคับให้แผ่นดินค่อยๆ ลดลงไปอย่างช้าๆ พาทุกคนไปส่งยังพื้นเบื้องล่างตรงหน้าเยี่ยลี่ยี่
เมื่อเยี่ยลี่ยี่เห็นเธอก็รู้สึกกระวนกระวายอย่างมาก ได้แต่จ้องมองสตรีที่งดงามลงมาพร้อมกับกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง
“พวกเรามาจากเมืองเต่าทมิฬ พวกเรามามิได้มีเจตนาร้ายต่อเมืองของท่าน”
หยู่ฉินหลานฉีกยิ้มกว้างอย่างเป็นมิตร
เธอมองดูหญิงสาวผมสีเขียวที่ดูไม่สบายใจ เนื่องจากหวาดกลัวเต่าทมิฬน้อย
“ไม่ทราบว่าเหตุใด แขกผู้มีเกียรติถึงได้มาเยือนเมืองสิบขั้นของเรา?”
เยี่ยลี่ยี่นั้นถามด้วยความรู้สึกโล่งอก
“พวกเราต้องการผูกไมตรีกับเมืองสิบขั้น และทำการค้าสิ่งของเครื่องใช้จำเป็นเท่านั้น”
หยู่ฉินหลานกล่าวอย่างนุ่มนวลและพูดด้วยท่าทางพึงพอใจ
“ค้าขาย?”
เยี่ยลี่ยี่นั้นถึงกับตกตะลึง
เธอไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะพูดคุยได้ง่ายแบบนี้ แต่เพราะความง่ายจนเกินไปทำให้เธอนั้นเริ่มไม่สบายใจอีกครั้ง
“แล้วอีกประการ….พวกเราเดินทางมาไกลสิ่งของภายในเมืองเต่าทมิฬเองก็เริ่มขาดแคลนจำเป็นที่จะต้องได้รับการเติมเต็ม”
หยู่ฉินหลานกล่าวต่ออย่างสุภาพ
“สิ่งนี้…ฉันไม่อาจจะตัดสินใจได้”
ใบหน้าอันงดงามของเยี่ยลี่ยี่ดูลำบากใจอย่างมาก
“ถ้างั้นก็เชิญผู้ที่ตัดสินใจได้ มานั่งดื่มกินพูดคุยกันอย่างสบายๆ ดีกว่า”
หยู่ฉินหลานกล่าวอย่างสง่างามและดูมีเมตตา
“ฉันต้องคุยกับเจ้าเมืองทุกคนก่อน”
เยี่ยลี่ยี่ขมวดคิ้วด้วยความสงสัย
“เชิญตามสบาย”
หยู่ฉินหลานนั้นยกมือขึ้นเพื่อให้ช่องว่างกับเยี่ยลี่ยี่
สิ่งนี้ทำให้เยี่ยลี่ยี่ยิ้มพร้อมกับพยักหน้า และหันหลังเดินจากไป
เธอพากลุ่มของเฉินเหมากลับไปยังประตูเมือง และเล่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นให้ทุกคนฟัง
“ค้าขายและชวนพวกเราไปนั่งดื่มกินเพื่อเจรจางั้นหรอ”
“ใช่นั่นคือสิ่งที่นางพูด”
เยี่ยลี่ยี่ตอบอย่างใจเย็น
“ไม่..เราจะรู้ได้ไงว่าพวกเขาไม่อันตรายจริงๆ”
“ถูกต้องแล้ว แล้วจะมั่นใจได้ยังไงว่าอาหารที่เตรียมมาไม่มีพิษ”
“เห็นด้วย เราต้องระวังตัวไว้ก่อน”
เจ้าเมืองหลายคนไม่เห็นด้วย กับการถูกเชิญไปนั่งโต๊ะอาหารเพื่อเจรจากัน เพราะกลัวว่าจะถูกวางยา
“ได้งั้น เราจะยอมไปร่วมโต๊ะสนทนาด้วย”
หว่านเอ่อตู้โบกมือขึ้น
เขามองไปยังสัตว์อสูรตัวใหญ่ยักษ์ หากว่าไม่ยอมเข้าร่วม เขาเกรงว่าอีกฝ่ายจะไม่พอใจและใช้สัตว์อสูรยักษ์ตัวนี้เริ่มบุกโจมตีเมือง
จากการคิดคำนวนของหว่านเอ่อตู้แล้ว เขาก็พูดออกมาอย่างเจ้าเล่ห์
“แต่อาหารที่จะจัดเตรียมในงานนั้น พวกเราจะเตรียมาเอง และไม่ขอรบกวนอีกฝ่าย”
“ใช่ๆ แบบนี้ดีกว่า”
เจ้าเมืองหลายคนเห็นด้วย
“จงไปบอกข้อความเหล่านี้กับพวกเขา นัดหมายเวลาเป็นคืนนี้ สถานที่คือนอกเมือง”
หว่านเอ้อตู้ยังไม่กล้าให้อีกฝ่ายเข้าเมืองเพราะไม่รู้ว่าท่าทีที่แท้จริงของอีกฝ่ายเป็นเช่นไร
“เข้าใจแล้ว”
เยี่ยลี่ยี่พยักหน้าอย่างเย็นชา
ก่อนที่เธอจะพากลุ่มเฉิงเหมากลับไปยังจุดที่หยู่ฉินหลานรออยู่
“การพูดคุยเป็นเช่นไรบ้าง”
หยู่ฉินหลานถามขึ้นด้วยรอยยิ้มจางๆ
“เราตกลงจะร่วมโต๊ะสนทนา แต่ทางเราจะจัดเตรียมอาหารเอง และสถานที่จัดจะเป็นนอกเมือง”
เยี่ยลี่ยี่กล่าวทุกคำอย่างระมัดระวัง
“ตกลง ไม่มีปัญหา”
หยู่ฉินหลานตอบอย่างนุ่มนวล และเผยให้เห็นรอยยิ้มอีกครั้ง
มันดีมากที่ไม่ต้องเสียอาหารไปโดยเปล่าประโยชน์ และยังสามารถเอามาขายได้อีก
“งั้นฉันขอตัวก่อน คืนนี้เจอกันอีกครั้ง”
เยี่ยลี่ยี่พยักหน้าให้เล็กน้อย
“เจอกันคืนนี้”
หยู่ฉินหลานพยักหน้าตอบด้วยเช่นเดียวกัน
เธอมองดูกลุ่มคนที่อยู่ห่างออกไป ก่อนที่จะโบกมือให้เต่าทมิฬน้อย
ครืน!!
ตอนนั้นเองแผ่นหินก็เลื่อนตัวขึ้น กลับไปยังกำแพงเมืองอย่างนิ่มนวล
ตุบ!
หยู่ฉินหลานก้าวลงจากแผ่นหินอย่างงดงาม และเดินไปอยู่ข้างมู่เหลียง
“การพูดคุยเป็นเช่นไร”
มู่เหลียงถามพร้อมกับรอยยิ้มเล็กๆ
“พวกเขายอมที่จะพูดคุยด้วย และคืนนี้เราจะมีการร่วมโต๊ะอาหารเพื่อพูดคุยกันที่นอกเมือง อีกฝ่ายจะนำอาหารมาจัดเลี้ยงพวกเราเอง”
หยู่ฉินหลานเล่าทุกอย่างด้วยน้ำเสียงที่ดูน่าฟัง
“พวกเขาค่อนข้างระวังตัวมาก”
มู่เหลียงพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนที่จะหันหน้าไปทางมินโฮ
“ถ้างั้นมินโฮเรื่องอาหารคืนนี้ทำเตรียมเพิ่มเอาไว้ เผื่อที่เราจะต้องแสดงความจริงใจต่อหน้าลูกค้าคนใหม่ของเรา”
“วางใจได้เลย!”
มินโฮพูดด้วยท่าทางขึงขัง
ก่อนที่เธอจะหันหลังกลับไปและตะโกนพร้อมกับวิ่งลงจากกำแพงเมือง
“หยู่หลัน!! เราต้องไปเตรียมมื้อเย็นกันแล้ว”
“เจ้าค่ะ”
เว่ยหยูหลันพยักหน้าและวิ่งตามไปติดๆ
“ไม่รู้ว่าพวกลี่เยว่จะมาถึงเมืองสิบขั้นแล้วรึยัง”
มู่เหลียงพูดขึ้นมา ขณะที่มองไปยังเมืองสิบขั้นที่เริ่มมีคนรวมตัวกันมากขึ้นเรื่อยๆ
เขาไม่รู้ว่าลี่เยว่แฝงตัวอยู่ในกลุ่มคนเหล่านี้รึป่าว
“ให้ส่งคนออกไปตามหาเธอไหม”
หยู่ฉินหลานถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
“ไม่ ต่อให้ส่งคนออกไปหาก็หาเธอไม่เจอหรอก”
มู่เหลียงส่ายหัว
ด้วยความสามารถของลี่เยว่แล้ว ถ้าเธอต้องการแอบซ่อนตัวจริงๆ พวกเว่ยกังไม่มีทางตามหาเจอแน่ๆ
เขาต้องรอให้ลี่เยว่มาปรากฏตัวที่ประตูเมือง และรอให้หิ่งห้อยน้อยเรียกลูกๆ ของพวกมันให้ส่องแสง จะได้รู้ตำแหน่ง
“งั้นเราลงไปเดินเล่นในเมืองได้ไหม?”
หยู่เฟ่ยหยานยกมือขึ้น และถามด้วยแววตาที่อยากรู้อยากเห็น
“ได้สิ”
มู่เหลียงตอบพร้อมกับตบมือเบาๆ และพูดอย่างติดตลก
“เพียงแต่หากเธอลงไปแล้ว คงไม่ได้กลับขึ้นมาอีกเลย”
“หา?!”
หยู่เฟ่ยหยานถึงกับตกใจ
“ไอ้ลูกสาวงี่เง่า!! ไม่กลัวถูกจับไปรีดข้อมูลรึไง!”
หยู่ฉินหลานเหล่ตามองลูกสาวของเธอพร้อมกับหยิกไปที่แก้มของหยู่เฟ่ยหยาน และดึงไปมา
หากมีใครจากเมืองเต่าทมิฬลงไป จะถูกเมืองสิบขั้นจับตาดูทันที และเป็นไปได้สูงว่าพวกเขาจะเข้าจับกุมและเอาไปสอบสวน
“อ้าๅ!! เจ็บๆ”
หยู่เฟ่ยหยานร้องออกมา ด้วยน้ำเสียงน่าสงสาร
เธอไม่ได้โง่ขนาดนั้น แต่ก็ไม่ได้หัวดี หลังจากที่ได้ฟังสิ่งที่แม่ของเธอพูด เธอก็รู้ทันทีว่าจะเกิดเหตุการณ์อะไรตามมาบ้าง
“แม่ๆ หนูไม่ลงไปแล้ว”
หยู่เฟ่ยหยานมุ่ยปาก และแสร้งทำท่าน่าสงสาร ขอความเมตตาจากแม่ของเธอ
“ได้โปรดอย่างหยิกหน้าหนูอีกเลย หน้าหนูจะผิดรูปหมดแล้ว”
“ลูกคนนี้…ไร้หัวคิดจริงๆ!”
หยู่ฉินหลานปล่อยมือ และก่นด่าอย่างรุนแรง
“ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ที่เธอจะถูกหลอกเอาไปทิ้ง!”
“หนูไม่โดนใครหลอกง่ายๆ หรอกแม่”
หยู่เฟ่ยหยานใช้มือเล็กๆ ถูไปที่แก้มของเธอหลายครั้ง พร้อมเบ้ปากราวกับจะต้องการประชดแม่ของเธอ
“ถ้างั้นอยู่เงียบๆ สักสองวัน ถ้าทำได้ฉันจะให้เสี่ยวไกพาเธอไปเที่ยวเมืองสิบขั้น”
มู่เหลียงต้องการสร้างข้อตกลงให้เสร็จก่อน เพราะตอนนี้เขาก็ยังระแวงว่าจะเกิดการเผชิญหน้ากันขึ้น จำเป็นต้องคุยกันให้รู้เรื่องก่อน เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบอะไรกับทุกคน
“ได้! เมื่อถึงเวลาฉันจะขี่กิ้งก่ายักษ์ลงไปเดินเล่นในเมือง!”
แววตาของหยู่เฟ่ยหยานดูเป็นประกายเหมือนเด็กน้อยที่กำลังจะออกไปผจญภัย
“เดี๋ยว..แบบนั้นมันดูไม่เรียบร้อยเลยลูก!”
หยู่ฉินหลานเอามือขึ้นมาก่ายหน้าผากด้วยความกุ้มใจ และรู้สึกว่าลูกสาวของเธอเริ่มปล่อยตัวมากเกินไป
หรือว่าสมัยวัยรุ่นเธอเองก็เป็นแบบนี้เหมือนกัน?
อย่างไรก็ตาม มันอาจจะเกี่ยวข้องกับสายเลือดของเธอก็ได้ ที่เด็กน้อยได้นิสัยแบบนี้ไป แต่เธอก็ไม่แน่ใจเพราะพี่สาวของเธอก็ไม่ได้มีนิสัยแบบนี้ แล้วเหตุใดหยู่เฟ่ยหยานกลับมีนิสัยเหมือนเธอได้
Copyright © 2025 xxxxx.com, All Right Reserved