เมื่อเส้นแดงจางหายไปจากชุดเกราะ สีของผิวเกราะนั้นก็ดูมันวาวราวกับงานฝีมือ
“เสร็จแล้ว”
มู่เหลียงพูดด้วยความรู้สึกดีใจ
เขาก้าวออกไปหยิบชุดเกราะขึ้นมา และรู้สึกได้เลยว่าน้ำหนักมันเท่ากับชุดเกราะภูติผี
แม้ว่าจะติดปีกเพิ่มไปหนึ่งคู่ก็ตาม แต่ด้วยคุณสมบัติเบาของขนนก ทำให้น้ำหนักโดยรวมของเกราะไม่เพิ่มขึ้น
“เกราะวิญญาณระดับสูงอันไหม่?”
ลี่เยว่อุทานออกมาอย่างตกใจ
ฝีมือในการสร้างอาวุธหรือเกราะวิญญาณระดับสูงของมู่เหลียงดีขึ้นเรื่อยๆ
“ขอเรียกมันว่า เกราะหงส์เพลิง”
มู่เหลียงพูดพร้อมกับรอยยิ้มเต็มใบหน้า
เขาถือเกราะหงส์เพลิง และหันไปพูดกับลี่เยว่
“ตามฉันมาหน่อย เราต้องออกไปทดลองมัน”
“ได้”
ลี่เยว่ตอบเบาๆ และเดินตามมู่เหลียงไปเงียบๆ
เมื่อมาถึงลานกว้างในตำหนัก มู่เหลียงก็ถอดชุดหลวมๆ ออก เผยให้เห็นชุดเสื้อที่บางและรัดรูป
ลี่เยว่เข้าไปช่วยมู่เหลียงสวมชุดเกราะหงส์เพลิง
เมื่อสวมเสร็จเธอก็ถอยห่างออกไปสองสามก้าว
ก่อนที่ลี่เยว่จะพูดขึ้น
“มันดูสุดยอดมาก”
เมื่อมู่เหลียงลองขยับแขนขาดู เขารู้สึกว่ามันติดขัดเล็กน้อย แต่หากใช้ไปสักพักก็น่าจะคุ้นชินได้
เขาแค่ลองคิดเท่านั้น ปีกที่ด้านหลังก็กระพือออก
ก่อนที่ตัวของมู่เหลียงจะลอยขึ้นจากพื้น ด้วยการกระพือปีกเบาๆ ตัวของมู่เหลียงก็ลอยขึ้นไปบนอากาศกว่าสิบเมตรพร้อมกับมีเปลวไฟออกมาจากปีกที่อยู่ด้านหลังของเขา
“วู้ว!!!”
มู่เหลียงบินไปบนท้องฟ้าสูงขึ้นไปอีก
เปลวเพลิงที่ด้านหลังของเขาขยายตัวใหญ่ขึ้น ทำให้ความเร็วของมู่เหลียงมากขึ้นไปอีก และพุ่งทะยานสู่ท้องฟ้าราวกับดาวตก
“ฮ่าๆๆๆ”
มู่เหลียงหัวเราะอย่างชอบใจ และบินไปมาได้อย่างใจนึก และยิ่งบินนานเท่าไร เขาก็ยิ่งรู้สึกคล่องตัวมากขึ้น
ลี่เยว่ที่มองจากพื้นดิน เห็นมู่เหลียงเป็นเพียงเส้นสีแดงที่ลอยอยู่บนท้องฟ้าเท่านั้น
สายตาของเธอฉายออกถึงความอิจฉาและอยากจะลองชุดเกราะนี้เหมือนกัน
ห้านาทีต่อมามู่เหลียงร่อนกลับลงมาที่พื้น
การบินของเขาได้ดึงดูดสายตาของทุกคน ทั้งลี่ลี่และหนี่จี๋ชาก็ต่างวิ่งกลับเข้ามาที่ตำหนักเจ้าเมือง
“ท่านมู่เหลียง! นั้นใช่ชุดเกราะวิญญาณตัวใหม่รึป่าว!”
แววตาของลี่ลี่เป็นประกาย และเบิกกว้าง
“ใช่ ใครอยากจะลองอีก”
มู่เหลียถอดชุดเกราะออกและพูดขึ้น
ตอนนั้นเองที่ลี่เยว่เดินเข้ามาพร้อมกับเอาเสื้อคลุมไปสวมให้มู่เหลียง และจัดแจงให้เรียบร้อย
“ให้ฉันลอง!”
ลี่ลี่ก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว
เธอรีบถอดผลึกสัตว์อสูรออกจากเกราะ และใส่กลับเข้าไปใหม่พร้อมกับที่จะทำการบรรลุวิญญาณทันที
ก่อนที่เด็กสาวจะถอดชุดเกราะภูติผีและสวมชุดเกราะหงส์เพลิงแทน
ครั้งนี้มู่เหลียงได้ปรับแก้ตรงช่วงอกให้สามารถขยายหรือหดได้ ทำให้ไม่ติดเรื่องว่าคนสวมจะมีหน้าอกหรือไม่
“เดี๋ยว! หากเจอความร้อนของเกราะเข้าไป มันจะไม่ไหม้ผิวเธองั้นหรอ”
มู่เหลียงนึกขึ้นได้จึงห้ามลี่ลี่ก่อนที่จะใช้เกราะหงส์เพลิง
นอกจากเขากับหยู่เฟ่ยหยานแล้ว ไม่มีใครต้านทานไฟได้ เขาคิดว่าชุดเกราะหงส์เพลิงจะสร้างความเสียหายให้กับผู้ใส่หากไม่สามารถทนความร้อนของมันได้
“ไม่เป็นไร”
ลี่ลี่ตอบกลับ
ด้วยความคิดปีกที่ด้านหลังก็ติดไฟขึ้นมา ก่อนที่ชุดเกราะจะแวววาวขึ้น
มู่เหลียงยกมือขึ้นพร้อมที่จะใช้พลังไอเย็น
ลี่ลี่เริ่มคุ้นเคยกับตัวชุดเลยพูดขึ้น
“ไม่เป็นไร แค่รู้สึกอุ่นขึ้นมานิดหน่อย แล้วก็สบายตัวมากกกว่า”
มู่เหลียงโล่งอกและพูดขึ้น
“ลองบินที่ความสูงต่ำก่อน อย่าได้หุนหันบินสูงเกินไป”
“ได้”
ลี่ลี่ตอบอย่างตื่นเต้น และบินขึ้นไปบนท้องฟ้า
“ฮ่าๆ สนุกชะมัดเลย”
ลี่ลี่ลอยตัวในอากาศ และบินไปมา ก่อนที่จะพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า
“เธอปรับตัวได้เร็วมาก”
มู่เหลียงพยักหน้าอย่างช้าๆ และคิดอะไรในใจหลายอย่าง
หรือว่าในอนาคตเขาจะสร้างกองทัพอากาศขึ้นมาดี?
“หนทางยังอีกยาวไกล”
มู่เหลียงพูดออกมาเบาๆ
ขนของอินทรีอัคคีไม่ได้ขาดแคลน แต่วัตถุดิบอื่น อย่างเกล็ดและกระดูกสันหลังของกิ้งก่าเพลิงหรืออสูรที่เกี่ยวกับธาตุไฟนั้นยังขาดอยู่
แน่นอนว่ามันอาจจะมีอะไรที่ดีกว่าเกล็ดของกิ้งก่าเพลิงก็ได้
“ลีลี่!! ลงมาได้แล้ว ฉันขอลองบ้าง”
หนี่จี๋ชาตะโกนเสียงดัง และไม่สามารถอดทนรอได้อีก
ลี่ลี่พูดอย่างร่าเริง
“ขออีกแป๊บนึ่ง ขอบินอีกหน่อย!”
มุมปากของมู่เหลียงยกสูงขึ้น ชุดเกราะหงส์เพลิงถือว่าสำเร็จสมบูรณ์
เขาเริ่มคิดที่จะใช้ขนของอินทรีอัคคีสร้างสิ่งอื่นอีกหลายอย่างในหัว
“มู่เหลียงเป็นไง สำเร็จไหม”
มินโฮวิ่งมาด้วยสีหน้ามีความสุข
“ใช่ มันได้ผล”
มู่เหลียงหัวเราะเบาๆ
“มันดูน่าสนุกจัง”
มินโฮมองขึ้นไปด้วยแววตาที่เป็นประกาย
มู่เหลียงลูบหัวของมินโฮเบาๆ และพูดขึ้น
“ไว้มินโฮค่อยมาเล่นที่หลังนะ”
“อือ”
มินโฮมองไปยังร่างสีแดงที่ลอยอยู่บนท้องฟ้า
มู่เหลียงมองดูอยู่สักพักหนึ่งให้แน่ใจว่าทุกอย่างเรียบร้อยดีแล้วจึงเดินจากไป
เขากลับไปในห้องทดลองด้วยความคิดมากมายภายในหัว
ตอนนี้มีชุดเกราะบินได้แล้ว ยังขาดอาวุธที่ใช้คู่กัน
และมู่เหลียงเองก็มีความคิดแล้วเหมือนกัน
เขาเปิดประตูห้องทำงานออก และเดินตรงไปที่โต๊ะทำงานของเขา
มีขนนกอินทรีอัคคีวางเหลือยอยู่บนโต๊ะอีกสิบเส้นได้
มู่เหลียงเอาขนนกขึ้นมาแปดเส้น โดยวัดขนาดที่เท่าๆ กัน
เขาจัดเรียงขนนก โดยให้โคนขนอยู่จุดเดียวกันดูเหมือนกับด้ามจับ
แล้วเขาก็ใช้ใยแมงมุมเชื่อมเส้นเลือดของขนนกเข้าด้วยกัน
“แล้วก็ติดหนามของดอกพันหนามเข้าไป”
ทำให้รูปร่างของสิ่งนี้เหมือนกับพัด
“ใช้หนามของดอกพันหนามเข้าไปด้วย”
มู่เหลียงพูดกับตัวเองและเอาหนามของดอกพันหนามออกมาติดเข้าไปที่โครงของขนนก และสร้างผลึกแก้วขึ้นมาติดระหว่างขนกับหนามเอาไว้
“ขนแต่ละเส้นก็ติดผลึกสัตว์อสูรเอาไว้ทุกอัน”
มู่เหลียงบ่นกับตัวเองและเอาผลึกสัตว์อสูรออกมาแปดก้อน
เขาเอาผลึกฝั่งไว้ที่ด้ามจับ และติดไว้ที่บนตัวขนนกและเคลือบไว้ด้วยผลึกแก้ว
แก้วที่แข็งทำให้ขนนกกลายเป็นพัดขนนกสีแดง
“จะได้หรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับขั้นตอนนี้”
มู่เหลียงเหยียดนิ้วออกไป และหยดเลือดลงบนผลึกสัตว์อสูร
เกิดประกายแสงขึ้น เมื่อหยดเลือดสัมผัสกับผลึกสัตว์อสูร ทำให้ขนนกโปร่งแสงขึ้นมาทันที จนสามารถมองเห็นเส้นเลือดที่อยู่ภายในนั้นได้ทั้งหมด
หึ้งๆ
เกิดเสียงออกมาจากตัวพัดขนนก จากนั้นก็มีประกายแสงสีแดงระเบิดออกมา และตัวพัดก็ลุกเป็นไฟ
มู่เหลียงขมวดคิ้ว เมื่อเห็นว่าเปลวไฟยังลุกอยู่ แต่แก้วที่เคลือบนั้นไม่มีท่าทีว่าจะละลาย เมื่อเห็นเช่นนั้นก็ทำให้เขาคลายกังวลไป
“ไม่เป็นไรจริงๆ สินะ”
มุมปากของมู่เหลียงยกขึ้น ตราบใดที่เส้นเลือดเชื่อมต่อถึงกัน และผลึกที่เคลือบอยู่ก็สามารถหลอมเข้ากับพัดได้ก็ถือว่าเรียบร้อย
เปลวไฟมอดดับลง และขนนกก็กลับมาเป็นสีแดงเช่นเดิมอีกครั้ง
“อาวุธวิญญาณระดับสูงอีกชิ้น! ไม่เลวเลยนี้เรา”
มู่เหลียงยิ้มอย่างภาคภูมิใจ
“พัดหงส์เพลิง”
มู่เหลียงคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะพูดออกมา และตั้งชื่อให้กับของสิ่งนี้
“ต้องเอาไปลองใช้สักหน่อย”
มู่เหลียงเอาพัดหงส์เพลิงเดินออกจากห้องทดลองไป และมุ่งหน้าออกไปนอกตำหนัก
ในลานกว้าง ลี่เยว่กับคนอื่นๆ เริ่มที่จะคุ้นเคยกับการใช้ชุดเกราะหงส์เพลิงแล้ว และสลับผลัดกันใส่
มินโฮเห็นว่ามู่เหลียงเดินกลับมา และยิ้มอย่างสดใสราวกับดอกไม้ขึ้น
“มู่เหลียง สิ่งนี้มันสนุกจริงๆ”
Copyright © 2025 xxxxx.com, All Right Reserved