ตอนที่ 243

เมื่อเส้นแดงจางหายไปจากชุดเกราะ สีของผิวเกราะนั้นก็ดูมันวาวราวกับงานฝีมือ

“เสร็จแล้ว”

มู่เหลียงพูดด้วยความรู้สึกดีใจ

เขาก้าวออกไปหยิบชุดเกราะขึ้นมา และรู้สึกได้เลยว่าน้ำหนักมันเท่ากับชุดเกราะภูติผี

แม้ว่าจะติดปีกเพิ่มไปหนึ่งคู่ก็ตาม แต่ด้วยคุณสมบัติเบาของขนนก ทำให้น้ำหนักโดยรวมของเกราะไม่เพิ่มขึ้น

“เกราะวิญญาณระดับสูงอันไหม่?”

ลี่เยว่อุทานออกมาอย่างตกใจ

ฝีมือในการสร้างอาวุธหรือเกราะวิญญาณระดับสูงของมู่เหลียงดีขึ้นเรื่อยๆ

“ขอเรียกมันว่า เกราะหงส์เพลิง”

มู่เหลียงพูดพร้อมกับรอยยิ้มเต็มใบหน้า

เขาถือเกราะหงส์เพลิง และหันไปพูดกับลี่เยว่

“ตามฉันมาหน่อย เราต้องออกไปทดลองมัน”

“ได้”

ลี่เยว่ตอบเบาๆ และเดินตามมู่เหลียงไปเงียบๆ

เมื่อมาถึงลานกว้างในตำหนัก มู่เหลียงก็ถอดชุดหลวมๆ ออก เผยให้เห็นชุดเสื้อที่บางและรัดรูป

ลี่เยว่เข้าไปช่วยมู่เหลียงสวมชุดเกราะหงส์เพลิง

เมื่อสวมเสร็จเธอก็ถอยห่างออกไปสองสามก้าว

ก่อนที่ลี่เยว่จะพูดขึ้น

“มันดูสุดยอดมาก”

เมื่อมู่เหลียงลองขยับแขนขาดู เขารู้สึกว่ามันติดขัดเล็กน้อย แต่หากใช้ไปสักพักก็น่าจะคุ้นชินได้

เขาแค่ลองคิดเท่านั้น ปีกที่ด้านหลังก็กระพือออก

ก่อนที่ตัวของมู่เหลียงจะลอยขึ้นจากพื้น ด้วยการกระพือปีกเบาๆ ตัวของมู่เหลียงก็ลอยขึ้นไปบนอากาศกว่าสิบเมตรพร้อมกับมีเปลวไฟออกมาจากปีกที่อยู่ด้านหลังของเขา

“วู้ว!!!”

มู่เหลียงบินไปบนท้องฟ้าสูงขึ้นไปอีก

เปลวเพลิงที่ด้านหลังของเขาขยายตัวใหญ่ขึ้น ทำให้ความเร็วของมู่เหลียงมากขึ้นไปอีก และพุ่งทะยานสู่ท้องฟ้าราวกับดาวตก

“ฮ่าๆๆๆ”

มู่เหลียงหัวเราะอย่างชอบใจ และบินไปมาได้อย่างใจนึก และยิ่งบินนานเท่าไร เขาก็ยิ่งรู้สึกคล่องตัวมากขึ้น

ลี่เยว่ที่มองจากพื้นดิน เห็นมู่เหลียงเป็นเพียงเส้นสีแดงที่ลอยอยู่บนท้องฟ้าเท่านั้น

สายตาของเธอฉายออกถึงความอิจฉาและอยากจะลองชุดเกราะนี้เหมือนกัน

ห้านาทีต่อมามู่เหลียงร่อนกลับลงมาที่พื้น

การบินของเขาได้ดึงดูดสายตาของทุกคน ทั้งลี่ลี่และหนี่จี๋ชาก็ต่างวิ่งกลับเข้ามาที่ตำหนักเจ้าเมือง

“ท่านมู่เหลียง! นั้นใช่ชุดเกราะวิญญาณตัวใหม่รึป่าว!”

แววตาของลี่ลี่เป็นประกาย และเบิกกว้าง

“ใช่ ใครอยากจะลองอีก”

มู่เหลียถอดชุดเกราะออกและพูดขึ้น

ตอนนั้นเองที่ลี่เยว่เดินเข้ามาพร้อมกับเอาเสื้อคลุมไปสวมให้มู่เหลียง และจัดแจงให้เรียบร้อย

“ให้ฉันลอง!”

ลี่ลี่ก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว

เธอรีบถอดผลึกสัตว์อสูรออกจากเกราะ และใส่กลับเข้าไปใหม่พร้อมกับที่จะทำการบรรลุวิญญาณทันที

ก่อนที่เด็กสาวจะถอดชุดเกราะภูติผีและสวมชุดเกราะหงส์เพลิงแทน

ครั้งนี้มู่เหลียงได้ปรับแก้ตรงช่วงอกให้สามารถขยายหรือหดได้ ทำให้ไม่ติดเรื่องว่าคนสวมจะมีหน้าอกหรือไม่

“เดี๋ยว! หากเจอความร้อนของเกราะเข้าไป มันจะไม่ไหม้ผิวเธองั้นหรอ”

มู่เหลียงนึกขึ้นได้จึงห้ามลี่ลี่ก่อนที่จะใช้เกราะหงส์เพลิง

นอกจากเขากับหยู่เฟ่ยหยานแล้ว ไม่มีใครต้านทานไฟได้ เขาคิดว่าชุดเกราะหงส์เพลิงจะสร้างความเสียหายให้กับผู้ใส่หากไม่สามารถทนความร้อนของมันได้

“ไม่เป็นไร”

ลี่ลี่ตอบกลับ

ด้วยความคิดปีกที่ด้านหลังก็ติดไฟขึ้นมา ก่อนที่ชุดเกราะจะแวววาวขึ้น

มู่เหลียงยกมือขึ้นพร้อมที่จะใช้พลังไอเย็น

ลี่ลี่เริ่มคุ้นเคยกับตัวชุดเลยพูดขึ้น

“ไม่เป็นไร แค่รู้สึกอุ่นขึ้นมานิดหน่อย แล้วก็สบายตัวมากกกว่า”

มู่เหลียงโล่งอกและพูดขึ้น

“ลองบินที่ความสูงต่ำก่อน อย่าได้หุนหันบินสูงเกินไป”

“ได้”

ลี่ลี่ตอบอย่างตื่นเต้น และบินขึ้นไปบนท้องฟ้า

“ฮ่าๆ สนุกชะมัดเลย”

ลี่ลี่ลอยตัวในอากาศ และบินไปมา ก่อนที่จะพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า

“เธอปรับตัวได้เร็วมาก”

มู่เหลียงพยักหน้าอย่างช้าๆ และคิดอะไรในใจหลายอย่าง

หรือว่าในอนาคตเขาจะสร้างกองทัพอากาศขึ้นมาดี?

“หนทางยังอีกยาวไกล”

มู่เหลียงพูดออกมาเบาๆ

ขนของอินทรีอัคคีไม่ได้ขาดแคลน แต่วัตถุดิบอื่น อย่างเกล็ดและกระดูกสันหลังของกิ้งก่าเพลิงหรืออสูรที่เกี่ยวกับธาตุไฟนั้นยังขาดอยู่

แน่นอนว่ามันอาจจะมีอะไรที่ดีกว่าเกล็ดของกิ้งก่าเพลิงก็ได้

“ลีลี่!! ลงมาได้แล้ว ฉันขอลองบ้าง”

หนี่จี๋ชาตะโกนเสียงดัง และไม่สามารถอดทนรอได้อีก

ลี่ลี่พูดอย่างร่าเริง

“ขออีกแป๊บนึ่ง ขอบินอีกหน่อย!”

มุมปากของมู่เหลียงยกสูงขึ้น ชุดเกราะหงส์เพลิงถือว่าสำเร็จสมบูรณ์

เขาเริ่มคิดที่จะใช้ขนของอินทรีอัคคีสร้างสิ่งอื่นอีกหลายอย่างในหัว

“มู่เหลียงเป็นไง สำเร็จไหม”

มินโฮวิ่งมาด้วยสีหน้ามีความสุข

“ใช่ มันได้ผล”

มู่เหลียงหัวเราะเบาๆ

“มันดูน่าสนุกจัง”

มินโฮมองขึ้นไปด้วยแววตาที่เป็นประกาย

มู่เหลียงลูบหัวของมินโฮเบาๆ และพูดขึ้น

“ไว้มินโฮค่อยมาเล่นที่หลังนะ”

“อือ”

มินโฮมองไปยังร่างสีแดงที่ลอยอยู่บนท้องฟ้า

มู่เหลียงมองดูอยู่สักพักหนึ่งให้แน่ใจว่าทุกอย่างเรียบร้อยดีแล้วจึงเดินจากไป

เขากลับไปในห้องทดลองด้วยความคิดมากมายภายในหัว

ตอนนี้มีชุดเกราะบินได้แล้ว ยังขาดอาวุธที่ใช้คู่กัน

และมู่เหลียงเองก็มีความคิดแล้วเหมือนกัน

เขาเปิดประตูห้องทำงานออก และเดินตรงไปที่โต๊ะทำงานของเขา

มีขนนกอินทรีอัคคีวางเหลือยอยู่บนโต๊ะอีกสิบเส้นได้

มู่เหลียงเอาขนนกขึ้นมาแปดเส้น โดยวัดขนาดที่เท่าๆ กัน

เขาจัดเรียงขนนก โดยให้โคนขนอยู่จุดเดียวกันดูเหมือนกับด้ามจับ

แล้วเขาก็ใช้ใยแมงมุมเชื่อมเส้นเลือดของขนนกเข้าด้วยกัน

“แล้วก็ติดหนามของดอกพันหนามเข้าไป”

ทำให้รูปร่างของสิ่งนี้เหมือนกับพัด

“ใช้หนามของดอกพันหนามเข้าไปด้วย”

มู่เหลียงพูดกับตัวเองและเอาหนามของดอกพันหนามออกมาติดเข้าไปที่โครงของขนนก และสร้างผลึกแก้วขึ้นมาติดระหว่างขนกับหนามเอาไว้

“ขนแต่ละเส้นก็ติดผลึกสัตว์อสูรเอาไว้ทุกอัน”

มู่เหลียงบ่นกับตัวเองและเอาผลึกสัตว์อสูรออกมาแปดก้อน

เขาเอาผลึกฝั่งไว้ที่ด้ามจับ และติดไว้ที่บนตัวขนนกและเคลือบไว้ด้วยผลึกแก้ว

แก้วที่แข็งทำให้ขนนกกลายเป็นพัดขนนกสีแดง

“จะได้หรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับขั้นตอนนี้”

มู่เหลียงเหยียดนิ้วออกไป และหยดเลือดลงบนผลึกสัตว์อสูร

เกิดประกายแสงขึ้น เมื่อหยดเลือดสัมผัสกับผลึกสัตว์อสูร ทำให้ขนนกโปร่งแสงขึ้นมาทันที จนสามารถมองเห็นเส้นเลือดที่อยู่ภายในนั้นได้ทั้งหมด

หึ้งๆ

เกิดเสียงออกมาจากตัวพัดขนนก จากนั้นก็มีประกายแสงสีแดงระเบิดออกมา และตัวพัดก็ลุกเป็นไฟ

มู่เหลียงขมวดคิ้ว เมื่อเห็นว่าเปลวไฟยังลุกอยู่ แต่แก้วที่เคลือบนั้นไม่มีท่าทีว่าจะละลาย เมื่อเห็นเช่นนั้นก็ทำให้เขาคลายกังวลไป

“ไม่เป็นไรจริงๆ สินะ”

มุมปากของมู่เหลียงยกขึ้น ตราบใดที่เส้นเลือดเชื่อมต่อถึงกัน และผลึกที่เคลือบอยู่ก็สามารถหลอมเข้ากับพัดได้ก็ถือว่าเรียบร้อย

เปลวไฟมอดดับลง และขนนกก็กลับมาเป็นสีแดงเช่นเดิมอีกครั้ง

“อาวุธวิญญาณระดับสูงอีกชิ้น! ไม่เลวเลยนี้เรา”

มู่เหลียงยิ้มอย่างภาคภูมิใจ

“พัดหงส์เพลิง”

มู่เหลียงคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะพูดออกมา และตั้งชื่อให้กับของสิ่งนี้

“ต้องเอาไปลองใช้สักหน่อย”

มู่เหลียงเอาพัดหงส์เพลิงเดินออกจากห้องทดลองไป และมุ่งหน้าออกไปนอกตำหนัก

ในลานกว้าง ลี่เยว่กับคนอื่นๆ เริ่มที่จะคุ้นเคยกับการใช้ชุดเกราะหงส์เพลิงแล้ว และสลับผลัดกันใส่

มินโฮเห็นว่ามู่เหลียงเดินกลับมา และยิ้มอย่างสดใสราวกับดอกไม้ขึ้น

“มู่เหลียง สิ่งนี้มันสนุกจริงๆ”