ตอนที่ 183

“ฮ่าวว”

เยี่ยลี่ยี่ตื่นขึ้นพร้อมกับแจ๊บปากเบาๆ ก่อนที่จะค่อยๆ เปิดเปลือกตาจนเห็นนัยน์ตาสีเขียวของเธอ

เธอมองดูหลังคาบ้านที่ว่างเปล่า พร้อมกับความรู้สึกขี้เกียจ

“ไม่ได้ๆ ฉันต้องลุกไปทำอะไรสักอย่าง”

เยี่ยลี่ยี่ลุกขึ้นจากเตียง และสวมร้องเท้าหนังสัตว์ก่อนที่จะเดินออกไปจากห้องนอน

“ฮ่าว”

เธอยังห่าวไม่หยุดก่อนที่จะเดินไปล้างหน้าด้วยน้ำที่ตักมา และเริ่มจัดแต่งทรงผมพร้อมกับถักเปีย

เยี่ยลี่ยี่หันออกไปมองนอกหน้าต่าง และยังเห็นว่าฟ้ายังไม่สว่างดี แต่ก็เริ่มเห็นแสงจากกองไฟมาขึ้นเรื่อยๆ

“ใกล้จะเช้าแล้ว หาอะไรกินก่อนดีกว่า”

เธอเดินเข้าไปในห้องครัวพร้อมกับจุดไฟในเตา และวางหม้อดินเผาลงไปบนเตา พร้อมกับเติมน้ำลงไปเล็กน้อย

พนักงานได้สอนเธอเกี่ยวกับการใช้เตาหลังจากที่นำเครื่องเรือนมาส่ง

เยี่ยลี่ยี่ยัดไม้เข้าไปในเตาเพิ่ม พร้อมกับปัดมือเล็กน้อย จากนั้นก็หันกลับไปเอาเนื้อที่ซื้อมาหั่นออกเป็นสองสามชิ้น

“ยังไม่ค่อยหิวเท่าไรเลย งั้นทำแค่นิดเดียวก็พอ”

เยี่ยลี่ยี่นึกถึงอะไรสักอย่างก่อนที่จะกลืนน้ำลาย

นั้นเพราะเธอนึกถึงอาหารมื้อใหญ่เมื่อคืน ที่ได้ทานในตำหนักเจ้าเมือง และเธอกินไปมากจนอิ่มมาถึงตอนนี้

ไม่นานน้ำก็เดือด

เยี่ยลี่ยี่แล่เนื้อออกเป็นแผ่นบางๆ ก่อนที่จะใส่ลงไปในหม้อดินเผา

“เสียดายไม่มีเกลือเลย แต่เอาเถอะ…ทำแค่ไหนก็แค่นั้น”

เธอไม่รู้จะปรุงเนื้ออย่างไรดี นั้นเพราะเกลือนั้นราคาแพงมาก

ยิ่งไปกว่านั้นในถนนการค้าในเมืองเต่าทมิฬเองก็ไม่มีขาย หากเธอต้องการก็คงต้องเข้าไปซื้อในเมืองเซิงหยาง

ปุ๋ดๆ

เสียงน้ำในหม้อเริ่มเดือดขึ้น ก่อนที่เธอจะใช้ช้อนค้นให้เข้ากัน

เยี่ยลี่ยี่ตักน้ำขึ้นมาลองชิมดู และรู้สึกได้ถึงรสและกลิ่นคาวของเนื้อ และแทบจะกินไม่ได้

“เฮ่อ…คงไม่มีอาหารที่ไหนอร่อยเท่ากับอาหารในตำหนักเจ้าเมืองอีกแล้ว”

เยี่ยลี่ยี่ถอนหายใจ

เธอฝืนใจกินซุปเนื้อจนหมด ก่อนที่จะรีบแต่งตัวและออกจากบ้านพร้อมกับล็อคอย่างดี

ช่วงเวลานี้ทุกอย่างก็ดูสว่างมากขึ้นและดูมีชีวิตชีวา

เยี่ยลี่ยี่มุ่งหน้าไปยังโรงพิมพ์ เพื่อดูรายการที่สั่งพิมพ์ไปเมื่อคืน

“คุณหนู วันนี้ตื่นเช้าจังเลยนะครับ”

ระหว่างทางเยี่ยลี่ยี่ก็ได้พบเจอกับอดีตผู้ติดตามของเธอ ที่กำลังออกมาจากอาคารที่พัก

“ช่วงนี้งานมันยุ่งๆ น่ะ”

เยี่ยลี่ยี่หยุดและทักทาย

ก่อนที่เธอจะพูดด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง

“ฉันบอกแล้วไงว่าอย่ามาเรียกฉันว่าคุณหนู”

“ผมเองยังไม่ชินที่จะเรียกคุณหนูเป็นอย่างอื่นตอนนี้”

ผู้ติดตามยิ้มอย่างจริงใจ

“แล้วนั้นจะไปไหน นายได้งานที่โรงงานงั้นหรอ”

เยี่ยลี่ยี่ถามพร้อมกับถอนหายใจเบาๆ

“ใช่ครับ เราต้องการแต้มสะสมเยอะๆ”

ผู้ติดตามอธิบายให้เยี่ยลี่ยี่ฟัง

เพราะเขาเห็นที่กระดานประกาศข่าว ว่ามีโรงงานเปิดรับแรงงานเพิ่มขึ้น ทำให้เขาวางแผนที่จะไปทำงานเพื่อรับแต้มสะสม

“ถ้างั้นก็ไปทำงานเถอะ”

เยี่ยลี่ยี่โบกมือให้ เพราะเธอก็ต้องไปโรงพิมพ์เหมือนกัน

“คุณหนูเองก็อย่าหักโหมเกินไปละครับ”

ผู้ติดตามกล่าวด้วยความรู้สึกเป็นห่วง และรีบเดินทางไปทำงานทันที

งานดีๆ ที่ไม่ต้องใช้ความสามารถอะไร จะเลือกคนเข้าทำงานตามลำดับ ใครมาก่อนมาหลังทำให้ผู้ติดตามคนนี้ต้องรีบไปเพื่อจะได้งานก่อน

เยี่ยลี่ยี่มองดูอดีตผู้ติดตามของเธอเดินจากไปด้วยความรู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูก ทุกคนนั้นปรับตัวเข้ากับเมืองเต่าทมิฬได้แล้ว

เธอเดินไปตามทางจนถึงโรงพิมพ์ และระหว่างทางเองก็เห็นผู้คนมากมายต่างออกไปทำงานกันหมด

ที่โรงพิมพ์นั้นงานจะหนักเป็นพิเศษกว่าที่อื่น

และมีการทำงานแบ่งออกเป็นสองกะ นั้นคือกะกลางวันและกะกลางคืน

เมื่อถึงตอนเช้าคนกะกลางคืนก็จะออก และกะเช้าจะเข้ามาทำงานแทน เพื่อที่จะได้ทำงานตีพิมพ์ได้อย่างต่อเนื่อง

“ท่านเยี่ย”

เมื่อคนงานเห็นเยี่ยลี่ยี่เดินเข้ามา ก็เริ่มทักทายกันทีละคน

“ขอบคุณทุกคนที่ทำงานกันอย่างหนัก”

เยี่ยลี่ยี่กล่าวขึ้นก่อนที่จะถามต่อ

“รูปที่ส่งให้พิมพ์ไปตอนนี้ได้กี่แผ่นแล้ว”

“ได้มาร้อยห้าสิบแผ่นครับ”

คนงานนำปึกกระดาษมาให้เยี่ยลี่ยี่ โดยที่บนนั้นมีภาพเหมือนของพี่สาวมินโฮตีพิมพ์เอาไว้

“น่าจะใช้ได้แล้ว”

เยี่ยลี่ยี่พูดขึ้น

เธอรับปึกกระดาษมาพร้อมกับสั่งงานต่อ

“หนังสือโกลาหล กับแผนที่แนะนำ สองสิ่งนี้ยังต้องตีพิมพ์ต่ออย่าได้หยุด”

“รับทราบแล้ว”

คนงานทุกคนพยักหน้าพร้อมกับขานรับ

พวกเขาทำงานกันอย่างหนักและรอให้ชุดกะเช้าเข้ามาเปลี่ยนกะ

ก่อนที่เยี่ยลี่ยี่จะมองดูภาพอย่างตั้งใจ และรู้สึกคุ้นตาอย่างบอกไม่ถูก

เธออุทานออกมาอย่างประหลาดใจ

“คนนี้ดูคุ้นจัง ดูเหมือนเคยเห็นที่ไหนสักแห่ง”

เยี่ยลี่ยี่คิ้วขมวดพร้อมกับเดินไปยังห้องทำงานด้วยความคิดที่ขุ่นมัว

แล้วอยู่ๆ เธอก็นึกออก

“ใช่แล้วเธอคนนั้น!”

เยี่ยลี่ยี่จำได้แล้วว่านี้คือคนที่เธอเห็นข้างถนน ก่อนที่จะเข้ามารายงานที่ตำหนักเจ้าเมืองเมื่อวาน

แล้วแดดยามเช้าก็สาดส่องลงมาจนทั่วทำให้ความมืดจางหายไป

เยี่ยลี่ยี่รีบวิ่งกลับไปยังตำหนักเจ้าเมือง

“มีอะไรรึป่าว”

มีเสียงที่เย็นชาดังออกมาจากความว่างเปล่า

ก่อนที่ลี่เยว่จะปรากฏตัวออกมาพร้อมกับยกมือขึ้นขวางทางเอาไว้

ลี่เยว่ถามด้วยความสงสัย

“มีอะไรทำไมถึงดูรีบร้อนแบบนี้”

“ต้องรีบไปหาเจ้าเมือง”

เยี่ยลี่ยี่พูดด้วยแววตาที่เป็นประกายและน้ำเสียงดูร้อนรน เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากำลังพูดกับใคร

ลี่เหย่ขมวดคิ้ว แล้วถามต่อ

“เกิดเรื่องอะไรขึ้น?”

เยี่ยลี่ยี่รีบหยิบภาพเหมือนออกมาอย่างลนลาน และชี้ไปที่รูปภาพ

ก่อนที่จะพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น

“คนในรูป!! ฉันเห็นคนในรูปนี้”

“จริงงั้นหรอ!?”

น้ำเสียงของเธอดังขึ้นเล็กน้อย ก่อนที่นัยน์ตาของลี่เยว่ถึงกับสั่นไหวเล็กน้อย และหรี่ลง

เธอคิดไม่ออกเลยว่ามินโฮจะแสดงท่าทางยังไงเมื่อได้ยินข่าวนี้ ทำให้เธออดยิ้มมุมปากไม่ได้

“ฉันแน่ใจสุดๆ ว่าใช่แน่ๆ”

เยี่ยลี่ยี่พยักหน้าพร้อมกับแสดงสีหน้าที่มั่นใจสุดๆ และถามด้วยความรีบร้อน

“ตอนนี้นายท่านมู่เหลียงตื่นแล้วรึยัง”

“นายท่านตื่นแล้ว เดี๋ยวฉันจะพาไปเข้าพบเอง”

ลี่เยว่พยักหน้าและรีบนำทางเยี่ยลี่ยี่ไปอย่างรวดเร็ว

ช่วงเวลานั้นมู่เหลียงกำลังกินมื้อเช้าอยู่กับมินโฮและคนอื่นๆ

มื้อเช้าของวันนี้ประกอบไปด้วยซุปมะเขือเทศ ทอดมันเนื้อ ผัดกะหล่ำปลี

“มู่เหลียงเราได้รับข่าวดี”

ลี่เยว่พาเยี่ยลี่ยี่เข้ามาในห้องอาหาร ด้วยท่าทางและน้ำเสียงที่ตื่นเต้น

“จะดีใจออกหน้าออกตาอะไรขนาดนั้น ไปเจอเรื่องอะไรเข้าล่ะ”

มู่เหลียงวางตะเกียบลงและถามด้วยน้ำเสียงประหลาดใจ

ลี่เยว่หันไปมองเยี่ยลี่ยี่ ก่อนที่เยี่ยลี่ยี่จะเดินก้าวขึ้นมา

เธอเอาภาพเหมือนพี่สาวมินโฮออกมาและพูดด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง

“นายท่านมู่เหลียงฉันเคยเห็นคนในภาพนี้เมื่อวานแถวถนนการค้าในเมืองนี้เอง”

“เธอแน่ใจใช่ไหม”

มู่เหลียงถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“ใช่ ฉันแน่ใจ”

เยี่ยลี่ยี่พยักหน้า

เธอเป็นผู้มีพลังขั้น 5 ความจำและสายตาของเธอไม่น่าจะผิดเพี้ยนแน่นอน

“พาฉันไปที่นั่นที!”

มินโฮลุกขึ้นพรวดทันที แทบทำจานอาหารที่อยู่ตรงหน้าคว่ำ

มินโฮดูร้อนรนอย่างมากเมื่อได้ยินข่าวเกี่ยวกับพี่สาวของเธอ

“อย่าได้รีบร้อน”

มู่เหลียงเตือนสติพร้อมกับยื่นมือไปจับเก้าอี้ของมินโฮ ที่กำลังง่อนแงนจะล้มไม่ล้มให้ตั้งตรง

“เดี๋ยวนะ!….ไม่น่าทำไมถึงรู้สึกคุ้นๆ”

อยู่ๆ หยู่เฟ่ยหยานก็พูดผสมโรงขึ้นมา

เธอยืนขึ้นและเดินไปหาเยี่ยลี่ยี่ และมองดูภาพเหมือนอย่างตั้งใจ

“ใช่จริงด้วย ฉันเองก็เห็นคนนี้เหมือนกันที่ถนนการค้า”

ที่เธอรู้สึกคุ้นแต่แรก เพราะเธอเคยเห็นภาพนี้ครั้งหนึ่งแล้วในกลุ่มทะเลสาบพระจันทร์ ทำให้เมื่อเจอจึงรู้สึกคุ้นตา

“นี้มันช่างบังเอิญจริงๆ”

มู่เหลียงตอนนี้เริ่มที่จะมั่นใจแล้ว

ถ้าสองคนนี้พูดไปในทิศทางเดียวกัน เป็นไปได้ว่านั้นคือพี่สาวมินโฮจริงๆ

หยางปิงและลี่ลี่ เองก็เข้ามาดูภาพอย่างละเอียด ก่อนที่สีหน้าของทั้งสองคนจะเปลี่ยนไป และมองหน้ากันทันที

หยางปิงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงที่ต่ำลง

“นายท่านมู่เหลียง เธอเป็นหนึ่งในคนบุกมาที่เนินสูงเมื่อคืน”

“โชคชะตาเล่นตลกอะไรกันเนี้ย”

มู่เหลียงถึงกับพูดไม่ออก และเอามือขึ้นมากายหน้าผาก

ปรากฏว่าคนที่มินโฮตามหากลับมาปรากฏตัวหลายต่อหลายครั้ง

“อะไรนะ…พี่สาวของฉันบุกมาตำหนักเจ้าเมืองเมื่อคืนงั้นหรอ!!”

ลี่ลี่พยายามพูดให้มินโฮใจเย็นลง

“แต่ไม่เป็นไรนะ พี่สาวของเธอไม่ได้รับบาดเจ็บอะไร ทั้งคู่หนีไปได้ เพื่อนของพี่สาวมินโฮพาหนีไป”

“มินโฮ พี่สาวของเธอรู้ไหมว่าเธออยู่ที่นี่?”

มู่เหลียงถามด้วยความสงสัย

มีความเป็นไปได้ว่านี้จะเป็นเรื่องเข้าใจผิดกัน

ไม่มีทางที่ทุกอย่างจะเป็นเรื่องบังเอิญทั้งหมด

“ไม่รู้”

มินโฮตอบด้วยน้ำเสียงอ่อยๆ และมองไปทางมู่เหลียงด้วยแววตาที่ดูเป็นกังวล

“ฉันไม่รู้เกิดอะไรขึ้นกับพี่สาวของฉันบ้าง ฉันอยากจะไปเจอเธอ”

มู่เหลียงยกมือขึ้นห้ามมินโฮเอาไว้และตบลงบนไหล่ของมินโฮ

“นั่งก่อนเถอะ ไม่ต้องคิดมาก ฉันจะส่งคนออกไปตามหาเอง”

-เขาปล่อยให้มินโฮออกไปตามหาพี่สาวด้วยตัวคนเดียวแบบนี้ไม่ได้

“แต่…”

ใบหน้าของมินโฮดูกังวลมากขึ้นไปอีก

เธอไม่อยากจะรออีกต่อไปแล้ว

มู่เหลียงตบไปที่หลังมือของมินโฮเบาๆ และพูดขึ้น

“ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผู้เชี่ยวชาญเถอะ”

มินโฮเม้มปากและพูดด้วยน้ำเสียงหนักใจ

“แบบนั้นก็ได้”

มู่เหลียงเงยหน้าขึ้นพร้อมกับออกคำสั่งในทันที

“หยางปิง ลี่ลี่ เธอสองคนจัดการเรื่องนี้ด้วย และต้องพาพี่สาวของมินโฮกลับมาอย่างปลอดภัย”

“รับทราบ”

หยางปิงกับลี่ลี่ โค้งคำนับทันที

ก่อนที่ทั้งคู่จะมองหน้ากัน และรีบกินมื้อเช้าให้เร็วที่สุด

มู่เหลียงมองไปทางเยี่ยลี่ยี่ และถามขึ้น

“แล้วคุณเยี่ยกินอะไรมารึยัง?”

“อะเอ่อ…กินแล้วค่ะ”

เยี่ยลีย่ี่ตอบทันที

“จะกินอีกหน่อยไหม แล้วไปร้านหนังสือพร้อมกับฉันเลย”

หยู่ฉินหลานพูดขึ้นด้วยท่าทางที่ดูสง่า

งานของเธอในวันนี้คือเป็นคนคุ้มกัน และกำราบพวกที่คิดร้ายกับร้านหนังสือ

“....งั้นเล็กน้อยก็ได้ค่ะ”

เยี่ยลี่ยี่พยายามฝืนตัวเองแต่ก็ไม่สามารถทนได้ เพราะถึงจะกินมาแล้วก็จริงแต่เธอก็ไม่รู้สึกอิ่มเลย