ตอนที่ 189

เช้าตรู่ของวันใหม่

ในห้องนอนของมินโฮ

“ฮ่าวว”

มินโฮลืมตาขึ้นมาและมองไปยังพี่สาวที่นอนอยู่ข้างๆ

เมื่อคืนหลังจากที่อาบน้ำเสร็จทั้งคู่ก็กลับมาคุยกันที่ห้องนอนจนดึกดื่น และเผลอหลับไปโดยที่ไม่รู้ตัว

มิอาเองก็นานมากแล้วที่ไม่ได้นอนหลับฝันดีเช่นนี้เหมือนกัน

ร่างกายของเธอสะสมความเหนื่อยล้ามาหลายวัน อีกทั้งยังฝืนใช้พลังเงาจนร่างกายรับภาระที่หนักอึ้ง ทำให้นอนหลับลึกเป็นพิเศษ

มินโฮลูบไปที่หูแมวของมิอาอย่างเพลิดเพลิน

“อื้อ….”

หูของมิอากระตุกหลายครั้ง พร้อมทั้งยังแสดงสีหน้าที่ดูเคร่งเครียดขึ้นมา ราวกับกำลังฝันร้าย

“พี่?”

มินโฮถึงกับตกใจและร้องทัก

มิอาลืมตาขึ้นด้วยความงัวเงียอยู่บนเตียงนุ่มๆ ขนาดใหญ่ ดูเหมือนว่าเธอยังไม่ตื่นฟื้นจากความฝันดีเลยด้วยซ้ำ และไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหนไปพักหนึ่ง

“พี่”

มินโฮยื่นมือไปสัมผัสใบหน้าของมิอาด้วยความเป็นห่วง

มิอาพยายามลืมตาขึ้น และเห็นใบหน้าน้องสาวชัดขึ้นเรื่อยๆ และฟื้นคืนสติกลับมา

ก่อนที่มิอาจะพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่สั่นเทา

“ฉันสบายดี แค่ฝันร้ายนิดหน่อย”

มิอาฝันร้าย ฝันว่าเธอกำลังถูกไล่ล่าจากเมืองหมื่นอสูร และเหล่าแวมไพร์ ในฝันของเธอแม้แต่สัตว์อสูรก็ไล่ล่าเธอด้วย

และทุกคนที่เธอเห็นในฝันล้วนเป็นคนที่เธอเคยมีเรื่องด้วย ทั้งขโมยของทำร้ายร่างกาย หรือใช้คำพูดด่าทอ

“ฝันเห็นอะไรที่น่ากลัวงั้นหรอ?”

มินโฮถามด้วยความเป็นห่วง

“ไม่หรอก”

มิอาฝืนยิ้มให้

มิอามองไปรอบๆ ด้วยความรู้สึกที่ยังไม่เคยชินกับความรู้สึกที่ปลอดภัยและสบายแบบนี้

“อือ”

มินโฮเองก็ไม่ได้ถามต่อ

เธอห่มผ้าให้พี่สาวก่อนที่จะลุกขึ้นเตรียมไปยังห้องครัว เพื่อดูว่ามีงานอะไรที่เธอไปช่วยได้บ้าง เพราะวันนี้เธอตื่นสายมาก กลัวเว่ยหยูหลันจะทำงานหนักเกินไป

มิอาก็ลุกขึ้นมาเหมือนกัน ในห้องพอจะมีแสงสว่างอยู่ ทำให้เธอได้สังเกตห้องของมินโฮอย่างละเอียด และเห็นในบางสิ่งที่ไม่ได้เห็นเมื่อคืน

มิอาเห็นว่าบนผนังห้องมีภาพวาดแขวนอยู่หลายภาพ และมีหลายแบบแและส่วนใหญ่เป็นภาพเขียน

มีทั้งรูปบ้าน แผนผังเมือง รวมไปถึงภาพวาดหนึ่งที่เธอรู้สึกคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก

“น้องวาดพวกนี้หมดเลยงั้นหรอ”

มิอามองไปยังมินโฮด้วยความประหลาดใจ

มินโฮตอบอย่างไม่ลังเล

“ทั้งหมดนี้มู่เหลียงเป็นคนวาด”

มินโฮพูดจบก็ใส่ร้องเท้าและเดินไปชี้ที่ภาพบนผนัง

“ภาพนี้เป็นภาพที่ฉันชอบที่่สุด มันเป็นภาพแรกที่มู่เหลียงมอบให้”

มินโฮชี้ไปยังภาพวาดที่อยู่กลางผนังห้อง ด้วยแววตาที่เป็นประกาย

“นั้นมันค่ายที่พวกเราเคยอยู่ใช่ไหม”

มิอาจ้องมองภาพบ้านเกิดโดยไม่ละสายตา

“มู่เหลียงวาดภาพนี้ให้ฉัน เพราะกลัวฉันเศร้าที่ต้องจากบ้านเกิด”

มินโฮพูดขึ้นพร้อมกับใบหน้าที่แดงเล็กน้อย

“ส่วนนี้คือแบบบ้านหลังแรกที่ฉันกับมู่เหลียงสร้างขึ้น เป็นภาพโปรดอันดับที่สองของฉันเลย”

“มู่เหลียงเก่งมากเลยนะ เขาสามารถวาดภาพเหมือนของพี่ได้จากคำอธิบายของฉัน”

“.....”

มินโฮเอ่ยปากชมมู่เหลียงไม่หยุด และแสดงออกถึงความกระตือรือร้น

มิอาเองก็นั่งฟังด้วยความตั้งใจ และดูใบหน้าที่ดูมีความสุขของน้องสาว

โดยเฉพาะเวลาที่มินโฮพูดถึงมู่เหลียงเธอจะดูมีความสุขเป็นพิเศษ

มิอาพบว่าน้องสาวของเธอเปลี่ยนไปมาก ไม่เหมือนเด็กน้อยตัวเล็กๆ ที่เธอเคยดูแลอีกต่อไป

“เอาหล่ะ พอแค่นี้ก่อน”

มินโฮยืดตัวและบิดขี้เกียจเล็กน้อย

เผยให้เห็นเอวอันเรียวงามของเธอสามวิ ก่อนที่มินโฮจะเปลี่ยนจากชุดนอนเป็นชุดสาวใช้

“ไปห้องอาหารกันเถอะ”

มินโฮจูงมือพี่สาวของเธอให้ลุก

“อือ”

มิอาเองก็รีบเปลี่ยนเสื้อผ้าสวมรองเท้า และตามมินโฮไป

ที่ห้องอาหารเว่ยหยูหลันกำลังยุ่งกับการจัดจานอาหารเช้าของวันนี้

มู่เหลียงเองก็เดินเข้ามาในห้องอาหาร และตามมาด้วยหยู่ฉินหลานและหยู่เฟ่ยหยาน

ก่อนที่มู่เหลียงจะทักทายอย่างเป็นกันเอง

“มินโฮยังไม่ตื่นงั้นหรอ?”

แตะๆ

เมื่อมู่เหลียงพูดจบมินโฮก็มาถึงห้องอาหารพร้อมกับมิอา

“ขอโทษทุกคนวันนี้ฉันตื่นสาย”

ใบหน้าของมินโฮแดงขึ้นมาทำให้เธอดูน่ารัก

มิอามองดูคนอื่นๆ ภายในห้องอาหารอย่างสงสัย

“เอาเถอะ”

มู่เหลียงกล่าวขึ้นพร้อมกับหัวเราะเบาๆ

“ในเมื่อมากันแล้ว ก็นั่งก่อน”

“ค่ะ”

สาวๆ ในห้องขานรับ

มู่เหลียงนั่งลงก่อนที่คนอื่นๆ จะนั่งตาม

“โหย่วเฟ่ยไม่มาอีกแล้วหรอ?”

มู่เหลียงเลิกคิ้วและถามขึ้น

“ท่านโหย่วเฟ่ยยังอยู่ในห้องวิจัย หยูหลันได้จัดส่งอาหารเช้าไปให้แล้วเจ้าค่ะ”

เว่ยหยูหลันกล่าว

มู่เหลียงมองไปยังหยางปิงและลี่ลี่และพูดต่อ

“โหย่วเฟ่ยต้องออกกำลังกายมากกว่านี้ เอาแต่อุดอู้อยู่แต่ในห้องทั้งวัน มันไม่ดีต่อสุขภาพของเธอ….ทั้งสองจัดการเรื่องนี้ด้วย”

“เอ่อคือ…มันยากเกินไปที่จะทำแบบนั้น”

ลี่ลี่ยิ้มอย่างขมขื่น

ครั้งหนึ่งเธอเคยพยายามที่จะลากโหย่วเฟ่ยออกมาจากห้อง แต่ก็ไม่ได้ผล

“งั้นหรอ….”

มู่เหลียงเองก็ทำอะไรไม่ได้เหมือนกัน

เขามองไปทางมิอาก่อนที่จะถามขึ้น

“แล้วเธอเป็นไงเมื่อคืนหลับสบายดีไหม?”

“ค่ะ หลับสบายมาก”

มิอาหลบสายตาและตอบกลับไป

เธอรู้มาจากน้องสาวของเธอว่าชายคนนี้ทั้งแข็งแกร่งและเพียบพร้อมขนาดไหน

ทำให้เธอรู้สึกหวาดกลัวเล็กน้อย

“เอาเถอะ งั้นกินมื้อเช้ากันดีกว่า”

มู่เหลียงยกตะเกียบขึ้น

“เฮ้อ”

อยู่ๆ มิอาก็ถอนหายใจอย่างไม่รู้ตัว

เธอหยิบส้อมขึ้นมาอย่างเชื่องช้าและตักผัดเถามันเทศขึ้นมากิน เธอชอบผัดเถามันเทศมากว่าผัดกะหล่ำปลี

แตะๆๆ

แล้วก็มีเสียงฝีเท้าววิ่งดังขึ้นมาจากนอกห้องอาหาร

ลี่เยว่ในชุดเกราะภูติผี วิ่งเข้ามาโดยไม่ปิดบังเสียงฝีเท้าตัวเอง

เธอเหลือบไปมองมิอาด้วยความสงสัย

ก่อนที่จะเข้าไปหามู่เหลียงและกระซิบเบาๆ

“เราได้รับข้อมูลของเมืองปักษาแล้ว”

ก่อนที่จะเช้าเธอได้ออกไปยังเมืองเซิงหยางไปรับข้อมูลจากคนขายข่าวที่เธอได้จ้าวานไปเมื่อสองสามวันก่อน

“บอกมาเลย”

มู่เหลียงเงยหน้าขึ้นด้วยความสนใจ

“ได้”

ลี่เยว่จึงเริ่มรายงานทันที

“ข้อมูลที่ได้รับมาบอกว่าเมืองปักษาอยู่ในป่าไพศาลเหี่ยวเฉา….”

“ที่นั้นมีเขาหินที่ตั้งสูงตะหง่านเหมือนกับต้นไม้ที่แห้งตายเต็มไปหมด เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์อสูรที่ดุร้ายมากมาย และยังมีแต่ซากกระดูกของสิ่งมีชีวิตกองอยู่ทุกหนแห่ง”

“คนธรรมดาทั่วไปที่เข้าไปในป่าไพศาลเหี่ยวเฉาไม่เคยรอดกลับมาสักคน”

ข้อมูลที่ลี่เยว่ได้รับมานั้นคือเมืองปักษาอยู่ที่ยอดเขาแห่งหนึ่งในป่าไพศาลเหี่ยวเฉา

“เมื่อกี้เธอบอกว่าในป่านั้นมีสัตว์อสูรที่ดุร้ายมากมายอาศัยอยู่งั้นหรอ”

มู่เหลียงพูดขึ้นด้วยแววตาที่เป็นประกาย

ถ้าไปยังป่าไพศาลเหี่ยวเฉาเขาอาจจะได้พบกับสัตว์อสูรที่ทรงพลังสักตัว หากสามารถฝึกเลี้ยงมันได้ คงทำให้พลังของเขาเพิ่มมากขึ้น

“มู่เหลียง สถานที่แห่งนั้นอันตรายเกินไป”

มินโฮได้ยินก็พยายามที่จะเปลี่ยนใจมู่เหลียง

“เราอย่าไปเลยจะดีกว่า”

“ท่านต้องการจะไปเมืองปักษางั้นหรอ….”

มิอาพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่นิ่งสงบ

“เธอรู้จักเมืองปักษางั้นหรอ”

มู่เหลียงตบไปที่หลังมือของมินโฮเบาๆ และถามออกไปด้วยท่าทางมั่นใจ

“ท่านไม่ควรไปที่นั่น เมืองปักษาอยู่ลึกเข้าไปในป่าไพศาลเหี่ยวเฉา หากว่าท่านต้องการไปเมืองปักษาทางเดียวคือต้องผ่านป่าไป”

มิอาเหลือบมองไปยังน้องสาวว และเห็นว่าสีหน้าของน้องสาวนั้นเต็มไปด้วยความกังวล

เธอเองไม่อยากให้น้องสาวไปเสี่ยงอันตราย เธอจึงเริ่มพูดอธิบายต่อ

“ที่นั้นมีสัตว์อสูรขั้น 7 อาศัยอยู่ด้วย และบางตำนานและคำเล่าขานบอกกันว่าแม้แต่ขั้น 8 ก็มี”

“ที่นั้นอันตรายมาก ถ้าหากบินไม่ได้ ก็คงไม่มีทางที่จะผ่านป่าไปยังเมืองปักษาได้”

มิอาพูดด้วยสีหน้าจริงจัง และต้องการจะห้ามไม่ให้มู่เหลียงเดินทางไปป่าไพศาลเหี่ยวเฉา

“นั้นมันดูน่ากลัวมาก”

มินโอถึงกับร้องอุทานออกมา

เธอมองไปยังมู่เหลียงด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว และถามอย่างแผ่วเบา

“มู่เหลียง เราจะไปเมืองปักษาจริงๆ งั้นหรอ”

“ฉันต้องการจะไป”

มู่เหลียงตอบพร้อมกับยิ้มมุมปาก

สัตว์อสูรขั้น 8 งั้นหรอ ผลึกสัตว์อสูรที่ได้จากตัวพวกมันคงเปลี่ยนเป็นแต้มวิวัฒนาการได้มากมายมหาศาลแน่

“....”

มินโฮถึงกับอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง

จากทุกอย่างที่พูดไปมู่เหลียงไม่ได้สนใจอะไรเลยแม้แต่นิดเดียว

การแสดงออกของมิอาเองก็ไม่ต่างกันเธอตกใจอย่างมาก และอธิบายถึงความน่ากลัวของป่าแห่งนี้ไปแล้วก็ตาม แต่ทำไมชายผู้นี้ถึงยังอยากจะไปที่นั้นอีก

“ไม่ต้องกลัว มู่เหลียงมีวิธีการในแบบของเขา”

หยู่ฉินหลานพูดขึ้นพร้อมกับจิบซุปร้อนๆ และพูดด้วยท่าทางที่ดูสง่างาม

เธอไม่ต้องหาเหตุผลอะไรมาสนับสนุนมู่เหลียงเลยด้วยซ้ำ

“มู่เหลียงยังมีข่าวจากหนี่จี๋ชาด้วย”

ลี่เยว่พูดต่อ

“พวกเธอพร้อมรึยัง”

มู่เหลียงถามด้วยแววตาที่ดูสนใจ

“ใช่ เธอกับคนของเธอพร้อมแล้วที่จะย้ายฝั่งมาอยู่กับเรา และเธอเองก็หวังว่ามู่เหลียงจะช่วยพวกเธอได้”

ลี่เยว่ลดเสียงพูดลง และพูดต่อ

“เธอจะพร้อมในอีกสามวัน”

“เข้าใจแล้ว”

มู่เหลียงพยักหน้าช้าๆ

ก่อนที่เขาจะเงยหน้าขึ้นและมองไปยังลี่เยว่

“มีข่าวอะไรอีกไหม”

“ไม่มีแล้ว”

ลี่เยว่สายหัวว

“ขอบคุณนะ”

มู่เหลียงพูดอย่างแผ่วเบา

“งั้นไปนั่งแล้วกันมื้อเช้าด้วยกันเถอะ”

“อือ”

ลี่เยว่ตอบด้วยน้ำเสียงที่ดูอ่อนโยนลง

เธอถอดหมวกชุดเกราะออก และสวมหน้ากากไม้ก่อนที่จะนั่งลงตรงที่นั่งประจำของเธอ

เว่ยหยูหลันเข้าไปจัดจานให้ในทันทีพร้อมกับนำซุปมาให้ลี่เยว่

“....”

นัยน์ตาของมีอาถึงกับส่องเป็นประกายแดงเข้ม

หากว่าเมืองเต่าทมิฬจะไปเมืองปักษาจริง มันจะดึงดูดความสนใจของดินแดนเขียวขจี

ในเมืองปักษามีจุดติดต่อกลับไปยังดินแดนเขียวขจี และไม่มีทางที่ข่าวเรื่องต้นไม้และพืชพันธ์จะไปไม่ถึงหูดินแดนเขียวขจีได้

แต่ตอนนี้เธอไม่รู้ว่าจะทำไงดี เพราะเธออยู่ภายใต้การดูแลของเมืองเต่าทมิฬแล้ว และเมืองนี้ก็มีพระคุณช่วยดูแลน้องสาวเธออย่างดี

แต่ดินแดนเขียวขจีเองก็เป็นผู้มีพระคุณช่วยชีวิตเธอเอาไว้

มิอาได้แต่รู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออก และคิดว่าจะเตือนเรื่องนี้กับมู่เหลียงดีไหม

เธอคิดหนักเกี่ยวกับเรื่องนี้ และยังไม่ต้องการจะเปิดเผยเรื่องดินแดนเขียวขจี อีกทั้งอยากตรวจสอบเมืองเต่าทมิฬแห่งนี้อีกครั้ง

มินโฮเห็นท่าทางของพี่สาวที่ดูกระวนกระวายใจแปลกๆ จึงถามขึ้น

“พี่เป็นอะไรรึป่าว อาหารไม่ถูกปากงั้นหรอ?”

“ไม่ๆ มันอร่อยมากฉันชอบมัน”

มิอาได้สติกลับมาอีกครั้งก็ตอบด้วยน้ำเสียงที่ดูขี้เล่นของเธอ

และคิดว่าหากอาหารในเมืองเต่าทมิฬไม่ถูกปากเธอแล้วล่ะก็ คงไม่มีอาหารที่ไหนในโลกนี้ที่เธอจะเรียกว่าอร่อยได้อีกแล้ว