ตอนที่ 82

“ในเมื่อเรามีเป้าหมายแล้ว แต่เราจะทำยังไงถึงจะได้ผลึกสัตว์อสูรจำนวนมาก”

หยู่ฉินหลานนั้นจดจำคำแนะนำของมู่เหลียงที่เคยบอกกับเธอก่อนหน้านี้ได้ และเธอก็เริ่มที่จะเรียนรู้และใช้มัน

“เราพอจะมีใบชาประกายแสง กับกะหล่ำปลีเล็กน้อย”

มู่เหลียงคิดไปถึงสิ่งที่อยู่ในสวนว่ามีสิ่งใดพอจะแลกเปลี่ยนได้ พวกกะหล่ำปลีนั้นอาจจะพร้อมให้เก็บเกี่ยวหลังจากได้รับอาณาเขตแสงดาวไปแล้ว

“ใบชาประกายแสงไม่สามารถนำมาแลกเปลี่ยนในจำนวนมาก มันจะดึงดูดผู้มีพลังขั้น 7 ”

เธอยังจำฤทธิ์ของชาประกายแสงได้ว่าเป็นเช่นไร เหล่าผู้มีพลังทั้งหลาย ทั้งผู้ทรงพลัง ผู้กลายพันธ์ ผู้ตื่นตั้งแต่ขั้น 7 ขึ้นไป จะต้องการสิ่งนี้มากๆ

“สำหรับกะหล่ำปลี มันคือพืชผักใบเขียวที่กินได้ใช่ไหม?”

หยู่ฉินหลามถามด้วยน้ำเสียงสุขุม

เธอเองไม่เคยได้ยินชื่อสิ่งที่เรียกว่ากะหล่ำปลีมาก่อน

“ใช่ มันคือผักชนิดหนึ่งที่มีรสชาติดี”

มู่เหลียงวางแผนไว้ว่าต่อไปเขาจะใช้อาณาเขตแสงดาวเพาะพันธ์ผักขึ้นมาอีกเยอะๆ

ตราบใดที่มีพื้นที่เพาะปลูกมากพอ เขายิ่งได้รับผลผลิตมากขึ้น

“ประชาชนทั่วๆ ไป ไม่มีปัญญาหาพืชผักมากินหรอก มีแต่ผู้มีพลังเท่านั้นที่มีกำลังซื้อมัน”

หยู่ฉินหลานเริ่มวิเคราะห์ต่างๆ และแสดงว่าตัวเธอนั้นมีประโยชน์มาแค่ไหนในเวลานี้

“การจะพึ่งพาสองสิ่งนี้ในการแลกเปลี่ยนคงไม่พอต่อความต้องการของนายหรอก มู่เหลียง”

ตั้งแต่ละทิ้งตัวตนหยู่จูไป หยู่ฉินหลานนั้นรู้สึกว่าตัวเองผ่อนคลายขึ้นเยอะ และมีแนวคิดดีๆ มากขึ้น

“จริงด้วย”

มู่เหลียงลองคิดถามดู

และเห็นว่าการแลกเปลี่ยนใบชากับกะหล่ำปลีได้ผลตอบแทนน้อยเกินไป ไม่พอกับความต้องการของเขา

“เราจำเป็นต้องหาผลผลิตอะไรสักอย่างมาแลกเปลี่ยนกับผลึกสัตว์อสูรจำนวนมาก”

เมื่อได้ยินหยู่ฉินหลานถอนหายใจ

เพราะไม่มีใครคิดออกเลยว่าจะทำสิ่งใดดี

“น้ำ……เราขายน้ำได้”

โหย่วเฟ่ยพูดขึ้นอย่างแผ่วเบา

“จริงด้วย!! น้ำ!! เอาน้ำไปขายก็ได้นี่”

มู่เหลียงพูดด้วยตาที่เป็นประกาย

เขามีปลาอัญมณีอยู่ ใช้เวลาอีกสักหน่อยมันจะสามารถสร้างน้ำได้มากพอจนเต็มสระ จากนั้นก็แบ่งส่วนหนึ่งออกมาขายแลกเปลี่ยนผลึกสัตว์อสูรได้

“มีใครเสนออะไรอีกไหม”

มู่เหลียงมองไปทางลี่เยว่ มินโอ และหยู่เฟ่ยหยาน

“ไม่ฉันคิดไม่ออก”

ลี่เยว่ตอบพร้อมกับก้มหัวลงเล็กน้อยด้วยความกลุ้มใจ ให้เธอไปฆ่าใครสักคนยังจะง่ายกว่าการให้เธอออกความคิดเห็นแบบนี้

“แล้วถ้าเป็นพวกเสบียงอาหารล่ะ”

หยู่เฟ่ยหยานพูดพร้อมกับส่ายหัว เพราะกลุ่มทะเลสาบพระจันทร์นั้นมีปัญหาเรื่องขาดแคลนอาหารทำให้เธอคิดว่าพวกเนื้อตากแห้งและ เสบียงอาจจะพอนำมาขายได้

“ฉัน…ฉันว่า..”

มินโฮพูดอย่างตะกุกตะกัก และก้มหน้าลงด้วยความจนปัญญา

เมื่อเห็นว่าทุกคนนิ่งเงียบไปหมดแล้วหยู่ฉินหลานจึงพูดอย่างนุ่มนวล

“มู่เหลียง ฉันว่านายควรจะมีกฏระเบียบในเมืองเต่าทมิฬได้แล้วนะ เพื่อความเป็นระเบียบและความน่าอยู่ของเมือง”

“เข้าใจหล่ะ เดี๋ยวฉันจะจัดการเรื่องนี้อีกที”

มู่เหลียงกุมขมับเล็กน้อย และเริ่มคิดได้ว่าการสร้างเมืองนั้นมีสิ่งต่างๆ มากมายให้ทำ เพื่อที่จะแน่ใจว่าเขาจะได้รับผลึกสัตว์อสูรอย่างต่อเนื่อง เขาต้องพยายามให้มากกว่านี้

“ทุกอย่างมันจะง่ายขึ้นเมื่อผ่านก้าวแรกมาได้แล้ว”

หยู่ฉินหลานจิบน้ำซุปด้วยท่าทางสง่างาม และค่อนข้างเข้าใจความรู้สึกของมู่เหลียง เพราะครั้งหนึ่งเธอเองก็เคยเป็นแบบนั้น

“งั้นฉันมีอีกอย่างที่ต้องการให้เธอช่วย”

มู่เหลียงพูดอย่างใจเย็น และมองไปทางหยู่ฉินหลานด้วยสายตาเจ้าเล่ห์เล็กน้อย

มู่เหลียงพึ่งนึกออกว่ายังไม่มีใครมาสอนเรื่องตัวอักษรของโลกนี้ให้เขาเลย มันคงดีหากว่ามีใครสักคนมาเป็นครูสอนให้กับเขา ซึ่งตรงนี้มีคนที่คุณสมบัติพร้อมอยู่แล้วหนึ่งคน

“ช่วยอะไรอีกงั้นหรอ”

หยู่ฉินหลานถามด้วยความสงสัย

“ใช่ ฉันต้องการให้หยู่ฉินหลานมาเป็นครูสอนเขียนอ่านให้ฉันที”

มู่เหลียงพยักหน้าเล็กน้อย

เขาไม่รู้จักวัฒนธรรม และธรรมเนียมอะไรของโลกใบนี้เลย เพื่อจะหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นจากความไม่รู้ ทำให้เขาจำเป็นต้องได้รับการศึกษา

“นายอ่านเขียนไม่ได้งั้นหรอ?”

หยู่ฉินหลานถามด้วยความประหลาดใจ

“มันนานมากแล้ว ที่ฉันไม่ได้อ่านเขียนจนฉันลืมไปหมด”

มู่เหลียงแก้ตัวน้ำขุ่นๆ ไป โดยไม่แสดงออกทางสีหน้า

“......”

แววตาของลี่เยว่นั้นสั่นไหวเล็กน้อย เมื่อได้ยินประโยคคำพูดที่คล้ายๆ กับที่เธอเคยพูด

มู่เหลียงเองก็รับรู้ถึงสายตาของลี่เยว่ ก่อนที่เขาจะขยิบตาให้เธอไปหนึ่งครั้ง

ก่อนที่จะพูดต่อไป

“ลี่เยว่เธอเองก็ต้องมาเรียนกับฉันด้วย”

“ห่ะ? ฉันด้วยงั้นหรอ?”

ลี่เยว่เมื่อได้ยินก็ผงะไปเสี้ยววิ ก่อนที่จะตอบออกมาอย่างสับสน

“ใช่ทุกคนจะต้องได้รับการศึกษา”

นี้คือสิ่งที่มู่เหลียงคาดหวังเอาไว้ สำหรับกลุ่มคนผู้มีหน้าที่รับผิดชอบจำเป็นต้องอ่านออกเขียนได้เป็นอย่างต่ำ เขาจะไม่ให้คนที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้มาทำงานให้เขาเด็ดขาด

นี้จะเป็นกฏข้อบังคับในอนาคตของเขาด้วย และจะต้องถูกเผยแพร่ออกไปบังคับใช้

แล้วที่นี้ทุกคนจะเป็นผู้ที่อ่านออกเขียนได้

เพราะคงเป็นเรื่องยากที่จะไปนั่งอธิบายทุกอย่างให้กับทุกคนฟังต่อหน้า หากวันหนึ่งมีประชากรเยอะขึ้น การทำหนังสือประกาศหรือติดประกาศจะง่ายต่อการสื่อสารมากกว่า

“มู่เหลียง ฉันเองก็ต้องเรียนเขียนอ่านด้วยงั้นหรอ”

มินโฮถามขึ้นด้วยแววตาที่ใสซื่อกับหูกระต่ายที่ยกขึ้น

“ใช่ ไม่เห็นจะเป็นอะไรเลยที่จะอ่านออกเขียนได้”

มู่เหลียงลูบหัวของมินโฮเบาๆ ด้วยความเอ็นดู

เขาต้องการฝึกฝนให้มินโฮ โตขึ้นมาช่วยงานเขาในอนาคต

แม้ว่าตอนนี้เมืองเต่าทมิฬจะมีประชากรอยู่แค่ไม่ถึงร้อยชีวิต แต่หากวันหนึ่งตัวของเต่าทมิฬน้อยใหญ่ขึ้น ประชากรเมืองเองก็จะเพิ่มขึ้นด้วย

แล้วเมื่อถึงตอนนั้นเมืองเต่าทมิฬก็จะกลายเป็นเมืองใหญ่อย่างแท้จริง

ในช่วงเวลานั้นจะต้องมีเรื่องวุ่นวายมากขึ้นทุกวันแน่นอน

มู่เหลียงจะต้องเตรียมการเอาไว้ รองรับปัญหาที่จะเกิดวันข้างหน้า เพื่อที่เขาจะได้พักผ่อน

ทุกอย่างที่มู่เหลียงทำไปก็เพราะความขี้เกียจของเขานั้นเอง

“ได้ ฉันจะเรียน”

มินโฮตอบอย่างจริงจัง

“เรื่องเรียนฉันขอผ่านแล้วกัน ฉันอ่านออกเขียนได้อยู่แล้ว”

หยู่เฟ่ยหยานนั้นยกมือบอกก่อนทันที

เธอยังคงจำวันวานที่แม่ของเธอสอนหนังสือให้เธอได้อยู่เสมอ และไม่อยากจะเจ็บปวดกับการถูกแม่ของเธอตีตราว่าโง่เง่าอีกแล้ว

“ก็ได้ งั้นเธอไม่ต้องเรียน”

มู่เหลียงยิ้มให้ก่อนที่จะพูดต่อ

“งั้นหยู่เฟ่ยหยานจะต้องไปช่วยงานตีเหล็ก”

“ตีเหล็ก?”

หยู่เฟ่ยหยานถึงกับกระพริบตาอย่างสงสัย

“ใช่ เธอเป็นผู้ตื่นพลังแห่งไฟ เพราะงั้นการได้อยู่กับไฟ และควบคุมไฟบ่อยๆ มันจะช่วยขัดเกลาพลังของเธอมากขึ้น”

มู่เหลียงต้องการที่จะหลอมตีเหล็กมานานแล้ว เพราะยังขาดอุปกรณ์อีกหลายอย่าง

อย่างเช่นกระทะใบใหญ่ หรือหม้อขนาดใหญ่

เมื่อประชากรเพิ่มขึ้น การจะต้มซุปกับทำเนื้อย่างด้วยเตาเดิมเล็กๆ ของเขาคงเป็นไปไม่ได้อีกแล้ว

“ได้เลย!”

หยู่เฟ่ยหยานนั้นคิดอยู่พักหนึ่งก่อนที่จะเห็นด้วยกับงานที่มู่เหลียงมอบหมายให้ทำ เพราะมันก็เหมาะกับเธอดี

“ส่วนโหย่วเฟ่ย เธอต้องเป็นนักวิจัยคอยผสมยาให้กับฉัน”

มู่เหลียงพูดกับหยู่เฟ่ยหยานจบก็หันไปหาโหย่วเฟ่ยทันที

“เดี๋ยว ฉันจะสร้างห้องทดลองให้”

“ตกลง”

โหย่วเฟ่ยพยักหัวงกๆ

“แล้วนายวางแผนจะให้พวกเว่ยกังทำอะไร มันคงเป็นไปไม่ได้ที่จะเลี้ยงดูพวกเขาอย่างเปล่าประโยชน์

แล้วหยู่ฉินหลานก็ถามขึ้นด้วยความสงสัย

“แน่นอนว่าฉันไม่ได้ให้พวกเขาอยู่เฉยๆ”

มู่เหลียงเริ่มตระหนักว่าเขาอาจจะต้องกลับไปทำอาชีพเก่าของเขา นั้นคือสร้างค่ายทหารและฝึกฝนกำลังพลของตัวเอง

กำแพงบนหลังเต่าทมิฬนั้นยังขาดหน่วยลาดตระเวน และเฝ้าระวังอยู่ และเมื่อถึงเวลาจำเป็นต้องมีทหารรักษาการณ์

“อีกอย่างถ้านายคิดจะทำอะไรแล้ว ก็อย่าได้สนใจความคิดเห็นคนอื่นมากนัก ออกคำสั่งมาได้เลย”

หยู่ฉินหลานไม่อยากให้ผู้คนของเธอไม่เชื่อฟังมู่เหลียง

หากว่าเกิดเรื่องแบบนั้นขึ้นเธอจะขับไล่พวกเขาออกไปเป็นการส่วนตัว

พวกเขาต้องแยกแยะให้ออกระหว่างหัวหน้าใหญ่กับหัวหน้ารอง

หยู่เฟ่ยหยานไม่อยากให้เรื่องที่เกิดขึ้นกับเธอ เกิดกับมู่เหลียง หลังจากที่ผ่านประสบการณ์ถูกผู้อาวุโสใหญ่หักหลัง

“อย่าได้คิดมาก ฉันรับมือได้ดีกว่าที่เธอคิด”

มู่เหลียงแสยะยิ้มเล็กน้อย

เขาฆ่าคนมาเยอะ และเขาเองก็ไม่ใช่คนที่ใจอ่อน หากมันจำเป็นจริงๆ เขาก็พร้อมที่จะลงมือ

“เรื่องนั้นฉันก็พอเข้าใจได้”

ทั้งสองสบตากันราวกับสัมผัสได้ถึงเจตนาฆ่าฟันที่ไม่สามารถแอบซ่อนได้จากตัวทั้งสองคน

แต่หยู่ฉินหลานก็เลี่ยงการสบตากับมู่เหลียงและแนะนำอะไรเพิ่มให้กับมู่เหลียง

“ฉันว่าตอนนี้เราสามารถจัดทีมนักล่าเพื่อล่าเนื้อเพิ่มเสบียงก่อน ให้พอกับความต้องการ”

“เป็นความคิดที่ดี ฉันจะให้เซียวหงกับเสี่ยวไกช่วยเรื่องนี้ด้วย”

มู่เหลียงพูด ก่อนที่จะคิดได้มันถึงเวลาที่เขาจะวิวัฒนาการแมงมุมผีแดงแล้ว เพราะใยแมงมุมของมันมีประโยชน์มาก สามารถนำมาดัดแปลงใช้ได้หลายอย่าง

อีกอย่างตอนนี้เขาก็ไม่ได้รับสัตว์เลี้ยงมาเพิ่มนานแล้ว

การไปยังเมืองสิบขั้นนั้น น่าจะเปิดโอกาสให้เขามองหาสัตว์อสูรหรือต้นไม้ที่จะนำมาฝึกเลี้ยงต่อได้