ตอนที่ 201

เช้าวันใหม่ก็มาถึง

เมืองเซิงหยางเองเวลานี้ตามท้องถนนและตรอกซอกซอยก็เต็มไปด้วยผู้คน

ทุกคนเคยชินกับถนนที่เหม็นเน่าและสกปรก เพราะหากพวกเขาไม่ใช้เส้นทางนี้ ก็ไม่มีถนนให้เดินอีกแล้ว

“ดูนั้นสิ อันนี้มันอะไรมาแตะไปตั้งแต่เมื่อไร….มีตัวหนังสือเขียนเอาไว้ด้วย”

มีคนหยุดดูเมื่อเห็นสิ่งผิดปกติบนท้องงถนน

แต่ที่จริงหลายคนก็เห็นแล้ว แต่ก็เดินผ่านไป เพราะส่วนใหญ่อ่านหนังสือไม่ออก

“มาๆ ฉันอ่านได้ ขอดูหน่อย”

ชายหนุ่มร่างผอมเดินแทรกตัวเข้ามาและดูแผ่นกระดาษที่ติดเอาไว้

ชายหนุ่มลูบจมูกเล็กน้อย ก่อนที่จะมองดูเนื้อหาในกระดาษที่แปะอยู่ และเริ่มอ่านที่ละคำ

“เมืองเต่าทมิฬจะไปจากเมืองเซิงหยางตอนรุ่งเช้า และจุดหมายต่อไปคือเมืองปักษา”

“อะไรนะ เมืองเต่าทมิฬจะไปแล้วงั้นหรอ”

มีคนในฝูงชนร้องตะโกนขึ้น

“ไม่ได้การแล้ว ฉันต้องรีบไปซื้อมันเทศมาตุนเอาไว้ก่อน”

“ไปเร็ว ต้องรีบไปซื้อของเก็บเอาไว้ อย่างน้อยได้ซื้อเมล็ดพืชและต้นอ่อนเพิ่มอีกหน่อยก็ยังดี”

ฝูงชนที่ได้ยินก็เริ่มแยกย้ายกันไปทันที ทุกคนกลับไปยังบ้านของตัวเอง และเอาผลึกสัตว์อสูรที่มีออกมา เพื่อหวังว่าจะไปซื้อของครั้งสุดท้ายที่เมืองเต่าทมิฬ

แต่ก็มีบางคนที่ไม่เคยไป ต้องการจะไปสักครั้งก่อนที่เมืองเต่าทมิฬจะออกไปจากเมืองเซิงหยาง

ทุกวัน คนเหล่านี้มักได้ยินเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับเมืองเต่าทมิฬ ทำให้ความอยากรู้อยากเห็นของพวกเขาเพิ่มขึ้น และอยากไปเห็นกับตาสักครั้ง

เพราะว่าหากพลาดโอกาสนี้แล้ว ไม่รู้ว่าจะได้เห็นเมืองอันน่าอัศจรรย์แบบนี้อีกไหม

“เมืองเต่าทมิฬจะไปแล้ว?”

หลี่เอ๋อกู่ที่นั่งอยู่บนหลังคา ได้ยินสิ่งที่ชาวบ้านพูดกันตามท้องถนน

“คงต้องไปซื้อมันเทศมาเก็บเอาไว้บ้างแล้ว เมืองปักษาเองก็อยู่ไกล เราคงตามไปซื้อไม่ไหว”

ในที่สุดหลี่เอ๋อกู่ก็ทนไม่ไหว และรีบลุกขึ้นก่อนที่จะพุ่งทะยานออกไปอย่างรวดเร็ว

“เกิดอะไรขึ้นพ่อ ทำไมถึงรีบร้อนนัก?”

มีหญิงสาวผมสั้นปรากฏตัวขึ้นข้างๆ และวิ่งตามหลี่เอ๋อกู่

“เมืองเต่าทมิฬกำลังจะไปแล้ว”

หลี่เอ๋อกู่ตอบอย่างไม่ใส่ใจนัก

หญิงสาวผมสั้นคนนี้คือลูกสาวของหลี่เอ๋อกู่มีพลังขั้น 4 มีนามว่าหลี่เสี่ยวกู่

“แล้วยังไง?”

หลี่เสี่ยวกู่ถามพร้อมกับกระพริบตาสองสามครั้ง

เธอเพิ่งจะกลับมาเมืองเซิงหยางเมื่อคืนหลังจากที่ออกไปทำภารกิจนานเกือบเดือน

แต่เธอก็พอจะรู้เรื่องเมืองเต่าทมิฬจากลูกน้องของพ่อเธอ

หลี่เอ๋อกู่มองไปยังลูกสาว และยิ้มมุมปาก

“จะรีบไปซื้อของบางสิ่ง หากว่าเมืองเต่าทมิฬไปแล้ว คงหาซื้อได้ยากมาก”

“แล้วพ่อจะซื้ออะไร?”

หลี่เสี่ยวกู่ถามอย่างสงสัย แค่ซื้อของทำไมถึงต้องไปเมืองเต่าทมิฬ

“มันคือมันเทศเผา และมันตากแห้ง แล้วก็มะเขือเทศอีก”

แววตาของหลี่เอ๋อกู่ดูเป็นประกายเมื่อพูดถึงของเหล่านี้

แต่ลูกสาวของเขาก็ยังเป็นคนขี้สงสัยไม่เปลี่ยน

“อะไรคือมันตากแห้ง?”

หลี่เสี่ยวกู่ถามต่อพร้อมกับขมวดคิ้ว

เธอพึ่งจะมาถึงได้ไม่นาน เลยไม่รู้ว่าเมืองเต่าทมิฬขายของอะไรบ้างและหน้าตาเป็นเช่นไร ทำให้เธออยากรู้เกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ที่พ่อเธอพูดออกมา

“เลิกถาม แล้วตามมา เมื่อไปถึงถนนการค้าเมื่อไรจะได้หายสงสัยเอง”

หลี่เอ๋อกู่พูดอย่างรำคาญ

หลี่เสี่ยวกู่ได้แต่อมยิ้มพร้อมกับพยักหน้าอย่างมีความสุข

“ไม่ถามแล้วก็ได้”

“ต้องรีบไปเอาผลึกสัตว์อสูรที่บ้านก่อน และลูกเองก็เอาผลึกสัตว์อสูรติดตัวมาด้วยจะได้ซื้อของที่ลูกต้องการได้”

หลี่เอ๋อกู่แนะนำ

และลูกสาวของเขาเองก็มีงานมีรายได้เป็นของตัวเองแล้ว เลยไม่ต้องพึ่งพาเขาอีก

“แต่หนูไม่รู้จะซื้ออะไร แค่อยากไปดูเฉยๆ”

หลี่เสี่ยวกู่ส่ายหัว

“.....”

หลี่เอ๋อกู่ได้แต่แสดงสีหน้าที่เอือมระอา และรู้เลยว่าลูกสาวของเธอจะแย่งของกินจากเขาแน่หากปล่อยให้เธอไปตัวเปล่าแบบนี้

หลี่เอ๋อกู่เร่งฝีเท้าเร็วขึ้น เพื่อกลับไปยังบ้านรีบไปเอาผลึกสัตว์อสูร

“ไปกันเถอะ”

หลี่เอ๋อกู่พูดขึ้นพร้อมกับเดินถือถุงหนังสัตว์ออกมาจากบ้าน

“พ่อเอาผลึกสัตว์อสูรไปทำไมต้องมากมายขนาดนี้”

หลี่เสี่ยวกู่อุทานออกมาอย่างตกใจ ก่อนที่จะเดินไปข้างๆ พ่อของเธอ

สองพ่อลูกเดินทางมาถึงป้อมประตูเทียนเหมิน และเห็นว่ามีแถวยาวต่อรอเข้าป้อมเทียนเหมินอยู่

“ให้ตายสิ เพราะลูกเลยพวกเราถึงมาช้าแบบนี้”

หลี่เอ๋อกู่บ่นอย่างอารมณ์เสีย

เขามองไปยังลูกสาวของตัวเองและได้แต่บ่น-คะมุมขมิบอย่างหงุดหงิดอยู่คนเดียว และโทษที่ลูกสาวของเขาขี้สงสัยและถามไม่หยุด

ตอนนี้ถนนการค้าในเมืองเต่าทมิฬนั้นครึกครื้นอย่างมาก และเต็มไปด้วยผู้คนจากเมืองเซิงหยาง

“ต้องรีบไปซื้อมันตากแห้งก่อน หลังจากนั้นเราจะไปหอโภชนาการเพื่อกินอาหารมื้อใหญ่”

หลี่เอ๋อกู่มีแผนในใจแล้วตอนนี้

หลี่เสี่ยวกู่ได้แต่มองดูถนนการค้าด้วยสายตาที่ตื่นเต้น และเห็นว่าถนนหนทางนั้นสะอาดอย่างมาก

ผู้คนในเมืองเองก็ดูผ่อนคลาย เป็นบรรยากาสที่เมืองใหญ่ๆ ไม่มี

และไม่เพียงเท่านั้นสถานที่แห่งนี้ ไม่เพียงจะไม่มีกลิ่นเหม็นเน่าแล้ว ยังมีกลิ่นหอมที่ดึงดูดอย่างมาก

“นี้มันกลิ่นอะไร”

หลี่เสี่ยวกู่ถามขณะที่เดินตามหลังพ่อของเธอ

หลี่เอ๋อกู่เองก็สูดกลิ่นจนเต็มปอด และตอบอย่างไม่สนใจ

“มันคือกลิ่นของเนื้อเสียบไม้ย่าง”

จากนั้นเขาก็รีบตรงดิ่งไปยังร้านมันเผา และใช้อำนาจกับตัวตนของเขาในเมืองเซิงหยางลัดแถวไปซื้อคนแรก

ไม่มีใครกล้าขัดใจหลี่เอ๋อกู่อยู่แล้ว เพราะใครก็ตามไปหาเรื่องกับแม่ทัพใหญ่ของเมืองเซิงหยางคงได้ตายอย่างอนาจแน่นอน เมื่อกลับไปถึงเมืองเซิงหยาง

และสิ่งหนึ่งที่ทุกคนเห็นเมื่อต้องผ่านประตูซานไห่เป็นอย่างแรกคือกฏระเบียบ คือห้ามทะเลาะวิวาทห้ามทิ้งขยะลงบนพื้นถนนการค้า กฏนี้ถูกเขียนไว้อย่างใหญ่โตข้างประตูทางเข้าซานไห่

ผู้ที่ไม่ทำตามจะถูกแมงมุมยักษ์ที่เป็นสัตว์อสูรผู้พิทักษ์ของเมืองจับแขวนคอ

“อยากได้มันเผากี่อันค่ะ”

พนักงานขายถามขึ้น

แม้ว่าเธอจะเห็นคนคนนี้แทรกแถวเข้ามา แต่เห็นคนอื่นไม่โวยวายอะไรเธอก็ไม่พูดอะไรด้วยเช่นเดียวกัน

ยิ่งไปกว่านั้นเธอเองก็รู้ว่าคนผู้นี้คือใครในเมืองเซิงหยาง

และเขายังเป็นลูกค้ารายใหญ่ของร้านมันเผาด้วย ดังนั้นเธอจึงไม่สนใจเรื่องแซงแถวเพียงแค่นี้

“เอามันเผาที่ถึงเผาเสร็จสองลูก แล้วก็ขอซื้อมันตากแห้งสองลัง”

หลี่เอ๋อกู่กล่าวด้วยสีหน้าของความมั่นใจเหมือนกับเศรษฐีผู้มั่งคั่ง

“ได้ค่ะ”

พนักงานยิ้มพร้อมกับพยักหน้าให้

หลี่เอ๋อกู่รับมันเผามาหนึ่งชิ้นก่อน และส่งให้ลูกสาวของเขาที่กำลังจ้องมองเขาอยู่

“เอาลองดู”

หลี่เสี่ยวกู่กลืนน้ำลายก้อนโตพร้อมกับเอื้อมมือไปรับมันเผา

เธอเห็นบางสิ่งที่มีเนื้อสีแดงออกส้ม อีกทั้งยังส่งกลิ่มหอมอันเย้ายวนอีก ทำให้อดใจไม่ไหวที่จะกินมัน

“อร่อย….นี้มันอร่อยมาก!”

หลี่เสี่ยวกู่พูดออกมาแม้มันเผาจะเต็มปากก็ตาม

เธอกลืนมันเผาลงคอไป และใช้มือเช็ดมุมปาก ก่อนที่จะจ้องไปที่เคาเตอร์ขายมันเผาตาเป็นมัน

“อย่าเอาแต่มอง อยากได้ก็ต้องซื้อเอง”

หลี่เอ๋อกู่หัวเราะเบาๆ และพูดต่อ

“แต่ต้องรอมันเผาลูกที่สามนะ เพราะสองลูกแรกเป็นของพ่อ!”

หลี่เสี่ยวกู่ไม่สามารถต้านทานพลังความอร่อยของมันเผาได้ ก่อนที่จะเม้มปากแล้วพูดขึ้น

“ถ้างั้นหนูจะเอามันเผาลูกที่สามกับสี่ต่อจากพ่อ”

“ได้เลยค่ะ งั้นโปรดชำระค่ามันเผาเป็นผลึกสัตว์อสูรด้วยค่ะ”

พนักงานพูดอย่างสุภาพ ไม่มีทางที่พนักงานจะปล่อยให้จองของโดยไม่จ่ายค่าสินค้าก่อนแน่นอน

“เอานี้”

หลี่เสี่ยวกู่เอาผลึกสัตว์อสูรให้กับพนักงานทันที

“มันตากแห้งก็ดีเหมือนกัน ไม่ซื้อเก็บไว้ล่ะ”

หลี่เอ๋อกู่แนะนำต่อ

ที่เขาพูดแบบนี้ก็เพราะไม่อยากให้ลูกสาวมาแย่งของกินของเขาภายหลังจากที่กลับไปเมืองเซิงหยางแล้ว

“งั้นเอาสองลังเลย”

หลี่เสี่ยวกู่พูดขึ้นทันที

“ได้เลยค่ะ”

พนักงานดีใจมากวันนี้เธอขายของได้เยอะ และจะได้รับแต้มสะสมจำนวนมาก

แต่การซื้อของของสองพ่อลูกนั้น ทำให้คนอื่นลำบากใจเพราะกลัวของที่มีจะขายหมดก่อน

…..

ในเวลานั้นเองที่ห้องพักชั้นสองของหอสามดวงดาว

ชาโต๋กำลังใช้ไม้หวีผมให้ลูกสาวของเธอ และเตรียมตัวที่จะออกไปหาอะไรกินตอนเช้า

หย่าฉีเองก็นั่งให้หวีผมอย่างเชื่อฟัง พร้อมอ่านหนังสือโกลาหล และมองดูมันด้วยความหลงไหล

ชาโต๋วางหวีลง และไปเอาเชือกเส้นเล็กๆ มามัดผมให้ลูกสาวเป็นผมหางม้าสองข้าง

ก่อนที่ชาโต๋จะลุกขึ้นและพูดต่อ

“อย่าเอาแต่อ่านหนังสือสิลูก ออกไปหาอะไรกินกันเถอะ”

“อ้าา”

หย่าฉีพยักหน้าอย่างเชื่อฟังและปิดหนังสือวางเก็บไว้บนโต๊ะ

สองแม่ลูกอาศัยอยู่ในหอสามดวงดาวมาสี่วันแล้ว และวันนี้ก็เป็นวันที่ห้าของพวกเธอ

เดิมทีชาโต๋ตั้งใจจะอยู่ที่นี่เพียงแค่วันเดียว แล้วจะออกเดินทางต่อ แต่หลังจากที่ได้พักในหอสามดวงดาวแล้ว เธอก็รู้ได้ถึงความสะดวกสบายอย่างที่ที่อื่นให้ไม่ได้

เธอพักอยู่ที่ชั้นสองของหอสามดวงดาว ได้ทั้งน้ำร้อนฟรี ห้องก็ใหญ่และสะอาด อีกทั้งยังมีเครื่องเรือนครบครัน

หย่าฉีเองก็ชอบห้องนี้เหมือนกัน นั้นเป็นเหตุผลที่ทำให้ชาโต๋พอใจที่จะอยู่ต่อ

นอกจากนี้แล้วร้านอาหารในถนนการค้าก็เต็มไปด้วยของอร่อย และมีรสชาติที่ลึกล้ำอีกด้วย

ชาโต๋จูงมือลูกสาวลงไปที่ชั้นหนึ่งของหอสามดวงดาว

ที่ด้านหลังเคาเตอร์ต้อนรับ

แม่มดพันหน้ากำลังเคี้ยวมันเผาอยู่ เมื่อเห็นว่าสองแม่ลูกกำลังเดินลงมา

เธอจึงทักทายอย่างเป็นกันเอง

“อรุณสวัสดิ์ เมื่อคืนหลับสบายดีไหมค่ะ”

“อืม หลับสบายมากเลยล่ะ เตียงของที่นี่นุ่มสบายมาก”

ชาโต๋ยิ้มให้อย่างจริงใจ

“ดีแล้วค่ะที่ลูกค้าชอบ”

แม่มดพันหน้ากล่าวพร้อมกับหยิบมันเทศตากแห้งชิ้นสุดท้ายเข้าปากไป

เมื่อวานเธอแอบออกไปซื้อมันตากแห้งมา เธอทนไม่ไหวจริงๆ ที่ต้องนั่งอยู่หลังเคาเตอร์ต้อนรับแบบนี้ทั้งวันโดยที่ไม่ได้ซื้ออะไรกินเลย

“แต่ลูกค้ามีแผนจะออกจากหอสามดวงดาวเมื่อไหร่ค่ะ”

อยู่ๆ แม่มดพันหน้าก็ถามขึ้น

“ออก?”

ชาโต๋สงสัยก่อนที่จะตอบกลับไป

“พวกเรายังไม่คิดเรื่องออกจากที่พักตอนนี้”

“งั้นหรอคะ”

แม่มดพันหน้าทำหน้าครุ่นคิดก่อนที่จะพูดต่อ

“ถ้าหากว่าลูกค้าไม่มีแผนที่จะออกจากเมืองเต่าทมิฬตอนนี้ ลูกค้าจะต้องเดินทางไปกับเราจนถึงเมืองปักษานะค่ะ”

“ห่ะ…หนูหมายความว่าไง?”

แม่มดพันหน้าอธิบายต่ออีกครั้ง

“ลูกค้าไม่ทราบหรอคะ ว่าเมืองเต่าทมิฬจะออกเดินทางจากเมืองเซิงหยางตอนพรุ่งนี้เช้า และจะมุ่งหน้าไปเมืองปักษา”

“ไปเมืองปักษางั้นหรอ…”

ชาโต๋ถึงกับคิ้วขมวดและทำหน้าครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง

“แบบนี้ลูกค้าจะพักอยู่ต่อไหมค่ะ”

แม่มดพันหน้าถามต่อพร้อมกับเอียงหัวเล็กน้อยด้วยความสงสัย

เธอเองก็หวังให้สองแม่ลูกอยู่ต่ออีกหน่อย เพราะเธอจะได้แต้มสะสมมากขึ้น

“ก็ไม่เลว ฉันเองก็ไม่ได้ไปเมืองปักษานานแล้ว ได้กลับไปอีกครั้งก็ดีเหมือนกัน”

ชาโต๋ยิ้มเล็กน้อย

ในฐานะนักล่าผลงาน ครั้งหนึ่งเธอเคยไปที่เมืองปักษาและสร้างตำนานทิ้งไว้ที่นั่น

“ได้งั้นพรุ่งนี้เราจะออกเดินทางไปด้วย”

แม่มดพันหน้าจึงกล่าวเตือนอีกครั้ง

“หากเป็นเช่นนั้นก็ขอให้ลูกค้าอยู่แต่ในถนนการค้าจะดีที่สุดเพื่อไม่ให้ถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง”

“เข้าใจแล้ว ขอบคุณมาก”

ชาโต๋ตอบอย่างสุภาพ

หลังจากนั้นเธอก็จูงมือลูกสาวออกไปหามื้อเช้ากิน

(พรุ่งนี้อาจจะงดนะครับ เพราะเว็บที่เข้าไปอ่านต้นฉบับล้ม หากว่าเว็บเข้าได้ปกติก็จะลงตามปกติครับ)