“พวกแก..ลาดตระเวนต่อไป”
บนท้องฟ้าเหนือเมืองปักษา เค่อม่าบังคับให้นกของเขาอย่างรีบร้อน
ที่พื้นที่ลานกว้างให้นกลงจอด โดยมีแท่นเหล็กยาวกว่า 100 เมตรให้นกร่อนลงมาเกาะ
ที่รอบๆ เป็นบ้านที่พักอยู่อาศัย และออกแบบให้ทนรับกับสภาพอากาศที่เลวร้าย
เค่อม่าลงมาจากนก และรีบตรงดิ่งไปที่ตำหนักเจ้าเมืองด้วยสีหน้าร้อนรนทันที
ตำหนักเจ้าเมืองตั้งอยู่ทางใต้ของลานกว้าง และใกล้กับจุดยอดของเขาหิน เป็นจุดที่สูงที่สุด การจะขึ้นไปต้องเดินขึ้นบันไดขึ้นไปอีก
เค่อม่าเดินมาถึงหน้าบันไดหิน และถูกทหารยามหยุดเอาไว้
“หัวหน้าเค่อม่า เกิดอะไรขึ้นถึงรีบร้อนแบบนี้?”
ทหารยามถามพร้อมกับรอยยิ้ม เมื่อเห็นเค่อม่า
เค่อม่าพูดด้วยสีหน้าจริงจัง
“ไว้คุยกันที่หลัง ฉันต้องรีบไปพบท่านเจ้าเมือง นี้เป็นเรื่องเร่งด่วน!”
“ท่านเจ้าเมืองกำลังกินเลี้ยงกับครอบครัวอยู่ เข้าพบตอนนี้คงไม่เหมาะเท่าไร”
ทหารยามคนนั้นกล่าวด้วยสีหน้าลำบากใจ
“รีบไปรายงาน ถ้าเค่อม่าบอกเป็นเรื่องด่วนนั้นแปลว่าสำคัญ”
ทหารยามอีกคนพูดขึ้นสั่งให้คนที่ถามเค่อม่าอยู่นั้นรีบไปรายงานเจ้าเมือง
“ครับๆ ไปแล้ว”
ทหารยามคนนั้นหันหลังและวิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว
ไม่ถึงห้านาที ทหารยามคนนั้นก็กลับมาและพูดขึ้น
“หัวหน้าเค่อม่า ท่านเจ้าเมืองให้เข้าพบ”
“ขอบใจ”
เค่อม่ารีบวิ่งขึ้นบันไดไปยังตำหนักเจ้าเมืองทันที
เขาเดินไปถึงห้องกินเลี้ยงตำหนักเจ้าเมือง เมื่อเค่อม่าเดินมาถึงหน้าประตูก็ได้ยินเสียงหัวเราะหลายเสียงดังออกมาจากห้อง
ก็อกๆ
เค่อม่าเคาะประตูและพูดขึ้น
“นายท่าน เค่อม่ามารายงานเรื่องสำคัญครับ”
“เข้ามา”
เสียงของผู้ชายที่ดูสูงวัยตอบกลับมา
เค่อม่าสูดหายใจเข้าลึกๆ พร้อมกับผลักประตูเข้ามา
ก่อนที่จะมีสายตาหลายคู่จ้องมาที่เขาจนเขารู้สึกอึดอัด
ด้านหน้าของเขามีโต๊ะกลมทรงไข่ยาว 5 เมตร โดยที่บนโต๊ะนั้นมีอาหารจารเนื้อหลายอย่างและมีอาหารที่ทำมาจากผักเล็กน้อย
“เกิดอะไรขึ้นว่ามาสิ”
ชาเค่อฟูนั่งอยู่ในที่นั่งตรงกลาง ได้วางมีดในมือและส้อมในมือลงและถามขึ้น
เขาเป็นเจ้าเมืองปักษา ดูจากภายนอกเหมือนคนอายุห้าสิบปี แต่เขามีบางสิ่งที่แตกต่างจากคนทั่วไป และสามารถสังเกตเห็นได้ทันที มันคือปีกสีขาว 4คู่ขนาดใหญ่ที่ด้านหลังของเขา
นี้เป็นลักษณะเด่นของสายเลือดตระกูลของผู้ปกครองเมืองปักษา ยิ่งมีปีกเยอะเท่าไหร่แสดงว่ายิ่งแข็งแกร่ง
เค่อม่าเงยหน้าขึ้นและรายงานด้วยเสียงที่จริงจัง
“นายท่าน มีสัตว์อสูรโบราณกำลังเข้ามาประชิดเมืองขนาดตัวของมันสูงเกือบครึ่งหนึ่งของขุนเขาปักษาแห่งนี้”
ขุนเขาปักษานั้นหมายถึงที่ตั้งของเมืองปักษานั้นเอง
“มีสัตว์อสูรที่ตัวใหญ่ขนาดนั้นอยู่ด้วยงั้นหรอ? แล้วมันเข้ามาใกล้ขนาดนี้ได้ยังไง”
เสียงที่ดูตกใจดังขึ้น
เจ้าของเสียงนั้นเป็นผู้หญิงเพียงคนเดียวในห้องนี้ เธอมีผมยาวทั้งสีผมและสีของแก้วตาของเธอเป็นสีส้ม รูปร่างทรวดทรงนั้นถือว่าไม่เล็กและไม่ใหญ่เกินไปกำลังดูดี
และเช่นเดียวกันเธอมีปีกสีส้มที่ด้านหลัง 2 คู่เป็นสีที่ดูสะดุดตาเอามากๆ
“ครับท่านเทพธิดาชาหลัว ตอนนี้สัตว์อสูรใกล้เข้ามาทุกขณะ”
เค่อม่าพูดด้วยความเคารพ
หญิงสาวที่ถามคือลูกสาวคนเล็กของเจ้าเมืองปักษาและเป็นลูกสาวเพียงคนเดียว
ทั้งหมดจะถูกเรียกว่าเทพบุตรและเทพธิดา และบุตรของเจ้าเมืองปักษามีถึงสามคน ลูกชายคนโต ลูกชายคนรอง และลูกสาวคนเล็ก
“โอ้? ถ้างั้นสัตว์อสูรโบราณตัวนี้น่าจะอยู่ในขั้น 7 สินะ”
ลูกชายคนโตพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่สบายๆ เขามีปีกถึง 3 คู่
บุตรชายคนโตมีชื่อว่าชาหน่า ปีก 3 คู่ที่หลังของเขาแสดงให้เห็นว่าเขามีพลังขั้น 7
สายเลือดของตระกูลนี้จะมีความแข็งแกร่งตั้งแต่เกิดอยู่ที่ขั้น 5 และทุกครั้งที่ทะลวงขั้นพลังได้จะได้ปีกเพิ่มอีก 1 คู่
“แต่นั้นไม่ใช่ประเด็นสำคัญครับ”
เค่อม่าพูดขึ้นก่อนที่ตัวของเขาจะสั่นเล็กน้อยและพูดต่อ
“มีเมืองตั้งอยู่บนหลังของสัตว์อสูรโบราณตัวนี้ด้วย และเจ้าเมืองแห่งนั้นมีความแข็งแกร่งในขั้น 8”
แกร็ก
ชาเค่อฟูถึงกับควบคุมพลังไม่อยู่และเกือบบีบแก้วไม้จนแตก
“ผู้แข็งแกร่งขั้น 8…”
เทพบุตรและธิดาต่างอุทานออกมาด้วยความตกใจ นั้นคือความแข็งแกร่งระดับเดียวกับพ่อของพวกเขา
“มั่นใจรึป่าว..”
ชาเค่อฟูถามด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาขึ้น
“ยังไม่แน่ใจครับแต่…”
เค่อม่าตอบด้วยสีหน้าหนักใจก่อนที่จะเริ่มเล่าทุกอย่างที่ตัวเองเจอมา
“เขาปล่อยให้กลับมาง่ายๆ แบบนี้เลยงั้นหรอ”
แววตาของชาหลัวถามอย่างประหลาดใจ
เค่อม่าเพียงพยักหน้า
“ครับ พวกเขาบอกว่าไม่ได้คิดร้ายกับพวกเรา และต้องการจะมาค้าขายด้วยเท่านั้น”
“เป็นเรื่องที่น่าสนใจ”
ชาเค่อฟูพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ใจเย็นลง พร้อมกับปีกทั้ง 4 คู่ที่สั่นไหวเล็กน้อย
“แต่ฉันไม่เคยได้ยินชื่อเมืองเต่าทมิฬมาก่อน”
ลูกชายคนรองพูดขึ้นอย่างเคร่งขรึม
“ใช่ ไม่จำเป็นต้องค้าขายกับเมืองนี้ก็ได้”
ชาหน่าพูดเสริมขึ้น
เมืองปักษานั้นมีการแลกเปลี่ยนซื้อขายกับเมืองที่อยู่รอบๆ นี้อยู่แล้ว
แค่ในแถบใกล้เคียงกับป่าหว่านกู่ก็มีไม่ต่ำกว่าเลขสองหลัก
นกขนส่งจากเมืองปักษานั้นสามารถนำสิ่งของต่างๆ ไปแลกเปลี่ยนได้ตลอด ไม่ว่าจะเป็นเกลือ หรืออาวุธวิญญาณ
นกขนส่งไม่ได้ขนแตกของเท่านั้น มันยังใช้ขนส่งคนได้อีกด้วย แต่ก็มีราคาที่สูงและมีขนส่งได้ไม่กี่คนเท่านั้น
ลูกชายคนรองเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย และพูดอย่างเย่อหยิ่ง
“เมืองของเราไม่ขาดแคลนสิ่งใด ต่อให้ขาดเราก็ให้ส่งนกขนส่งไปแลกเปลี่ยนมาได้”
“แต่เขาบอกว่ามีเมล็ดพืช ผัก และน้ำ มาแลกเปลี่ยน”
เค่อม่ากล่าวต่อ
“ผัก เมล็ดพืชกับน้ำงั้นหรอ ทุกอย่างเป็นสิ่งที่เราหาได้ยาก”
ชาหน่าขมวดคิ้วเข้าหากันทันที และรู้สึกว่ามันจะพอเหมาะอะไรขนาดนี้
เนื่องจากว่าภูมิประเทศที่อยู่บนที่สูง ทำให้น้ำเป็นอะไรที่เมืองปักษานั้นต้องการมาก น้ำที่มีใช้ในเมืองนั้นมาจากสัตว์อสูรขั้นสามเท่านั้น
แต่ในเมืองมีผู้คนมากถึง 30,000 คน สัตว์อสูรขั้น 3 ที่สร้างน้ำแทบจะไม่เพียงพอที่จะหล่อเลี้ยงทุกคนได้ เพราะงั้นพวกเขาจึงต้องแลกเปลี่ยนซื้อขายน้ำกับเมืองรอบๆ ป่าหว่านกู่จำนวนมาก
“ในเมื่อพวกเขามาดี งั้นก็ส่งคนเข้าไปติดต่อพวกเขาดูว่าเป็นเช่นไร หากว่าไม่น่าไว้ใจก็ยกเลิกข้อตกลงค้าขายไปได้เลย”
จู่ๆ ชาเค่อฟูก็พูดขึ้น
เนื่องจากเจ้าเมืองของอีกฝ่ายเป็นถึงผู้มีพลังขั้น 8 เหมือนกัน ดังนั้นหากเกิดความขัดแย้งขึ้นก็ไม่อาจจะหลีกเลี่ยงการปะทะได้
“ท่านพ่อ แต่มันอาจจะเป็นแผนการหรือกับดักก็ได้”
ลูกชายคนรองนามว่าชาเลาพูดขึ้นอย่างเป็นกังวล
“ฉันตัดสินใจแล้ว”
ชาเค่อฟูพูดอย่างใจเย็น
“ครับท่านพ่อ…”
ชาเลาเองก็ไม่กล้าที่จะพูดขัดใจพ่อของเขาอีกต่อไป
ชาเค่อฟู่มองไปทางลูกชายคนโตและพูดขึ้น
“ลูกจงไปเจรจากับพวกเขา เพื่อดูลาดเลาไปก่อน ถ้าพวกเขามาทำการค้าด้วยความบริสุทธิ์ใจจริงๆ เราค่อยแลกเปลี่ยนค้าขายกับพวกเขา”
“ครับท่านพ่อ ผมจะพาคนติดตามไปด้วย เพื่อช่วยกันประเมินสถานการณ์”
ชาหน่าพยักหน้าตอบอย่างรวดเร็ว
“ท่านพ่อ ให้ฉันไปด้วยคน”
ชาหลัวยกมือขึ้นและเสนอตัวด้วยท่าทางที่ตื่นเต้น แววตาของเธอเต็มไปด้วยประกายของความอยากรู้อยากเห็น
“ไม่ มันอันตรายเกินไป”
ชาหน่าและชาเลาปฏิเสธพร้อมกันทันที
ชาหลัวได้แต่ทำแก้มพองด้วยท่าทางไม่พอใจ และพูดขึ้นอย่างขุ่นเคือง
“ทำไมล่ะ!! ทุกคนเป็นแบบนี้อีกแล้วชอบทำกับว่าฉันเป็นเด็ก”
ชาหลัวเติบโตมาภายใต้เงาของพ่อและพี่ชายทั้งสองของเธอ ราวกับไข่ในหิน และไม่เคยเห็นโลกภายนอกมาก่อนเลยด้วยซ้ำ
ชาหลัวนั้นโหยหายอิสรภาพและต้องการเรื่องราวความตื่นเต้นที่โลกภายนอก
“พวกเราทำก็เพื่อตัวน้องเอง ที่ข้างนอกมันอันตรายเกินไป”
ชาเลาพูดด้วยสีหน้าที่เป็นห่วง
“พี่ก็พูดแบบนี้ทุกครั้ง พลังของฉันก็ไม่ใช่กระจอกสักหน่อย”
ชาหลัวย่นจมูกของเธอ และทำแก้มป่องดูน่าเอ็นดู
“เอาล่ะๆ ให้เธอไปด้วย”
อยู่ๆ ชาเค่อฟู่ก็พูดขึ้น
“ท่านพ่อ!”
สีหน้าของชาหน่ากับชาเลานั้นถึงกับตกใจสุดขีด
“ปีนี้ชาหลัวก็อายุ 18 ปีแล้ว ถึงเวลาที่เธอจะต้องออกไปรู้จักโลกภายนอกบ้าง”
ชาเค่อฟู่จ้องมองลูกชายทั้งสองของเขาอย่างจริงจัง
“แกสองคนเอาแต่ประคบประงมน้องมากเกินไป จนทำให้เธอไม่รู้จักทำอะไรเองแล้ว ถึงเวลาที่น้องจะต้องเรียนรู้ที่จะก้าวเดินด้วยตัวเองบ้าง!”
“ฮิๆๆ ดูเหมือนว่าท่านพ่อจะเข้าข้างฉัน”
ชาหลัวพูดขึ้นอย่างมีความสุข
ชาเค่อฟู่ยิ้มอย่างอ่อนโยนและพูดอย่างอ่อนหวานออกมา
“ลูกหลัว ตามพี่ใหญ่ไปดีๆ แล้วก็อย่าไปไหนไกลสายตาพี่เขา เข้าใจไหม?”
ชาหลัวพยักหน้าอย่างน่ารักและพูดด้วยน้ำเสียงเอาอกเอาใจพ่อของตัวเอง
“เข้าใจแล้วท่านพ่อ ตัวหนูจะติดกับพี่ใหญ่ไม่ห่างเลยค่ะ”
ชาหน่ากับชาเลาได้แต่มองหน้ากัน และไม่รู้ว่าจะทำเช่นไรดี
เมื่อท่านพ่อของพวกเขาได้พูดมาแบบนี้แล้วก็ไม่อาจจะคัดค้านได้
“พี่ใหญ่ ดูแลน้องหลัวให้ดีๆ นะอย่าให้น้องเป็นอะไรไปล่ะ”
ชาเลาพูดเตือนด้วยความเป็นห่วง
“แน่นอน ไว้ใจพี่เถอะ”
ชาหน่าพูดขึ้นพร้อมกับมองดูน้องสาวด้วยแววตาที่หนักใจ แต่ในเวลาเดียวกันก็เอ็นดูเด็กสาวเหมือนกัน
“พี่ใหญ่เร็วๆ สิ!”
ชาหลัวนั้นเดินนำหน้าออกไปก่อนแล้ว พร้อมกับกางปีกอย่างร่าเริง
“ท่านพ่อ งั้นผมไปก่อน”
ชาหน่าพูดขึ้นก่อนที่จะลุกขึ้นยืน
“อย่าได้สร้างปัญหา แต่ก็อย่าได้เกรงกลัวปัญหา”
ชาเค่อฟู่พยักหน้าและพูดทิ้งท้ายเอาไว้
“ครับท่านพ่อ”
ชาหน่าตอบ เขารู้ว่าพ่อของเขาจะสื่ออะไร หากว่าอีกฝ่ายมาร้ายก็แสดงให้พวกนั้นรู้ว่าเมืองปักษาก็ไม่เคยกลัวใคร
“ไปกันเถอะ นำทางไปที”
ชาหน่าเดินออกไปและพูดกับเค่อม่า
“ครับ”
เค่อม่าลุกขึ้นและนำไปทันที
“ท่านพ่อรอฟังข่าวดีได้เลย!”
ชาหลัวพูดอย่างร่าเริงและเดินออกไปจากตำหนักเจ้าเมือง
Copyright © 2025 xxxxx.com, All Right Reserved