ตอนที่ 227

“พวกแก..ลาดตระเวนต่อไป”

บนท้องฟ้าเหนือเมืองปักษา เค่อม่าบังคับให้นกของเขาอย่างรีบร้อน

ที่พื้นที่ลานกว้างให้นกลงจอด โดยมีแท่นเหล็กยาวกว่า 100 เมตรให้นกร่อนลงมาเกาะ

ที่รอบๆ เป็นบ้านที่พักอยู่อาศัย และออกแบบให้ทนรับกับสภาพอากาศที่เลวร้าย

เค่อม่าลงมาจากนก และรีบตรงดิ่งไปที่ตำหนักเจ้าเมืองด้วยสีหน้าร้อนรนทันที

ตำหนักเจ้าเมืองตั้งอยู่ทางใต้ของลานกว้าง และใกล้กับจุดยอดของเขาหิน เป็นจุดที่สูงที่สุด การจะขึ้นไปต้องเดินขึ้นบันไดขึ้นไปอีก

เค่อม่าเดินมาถึงหน้าบันไดหิน และถูกทหารยามหยุดเอาไว้

“หัวหน้าเค่อม่า เกิดอะไรขึ้นถึงรีบร้อนแบบนี้?”

ทหารยามถามพร้อมกับรอยยิ้ม เมื่อเห็นเค่อม่า

เค่อม่าพูดด้วยสีหน้าจริงจัง

“ไว้คุยกันที่หลัง ฉันต้องรีบไปพบท่านเจ้าเมือง นี้เป็นเรื่องเร่งด่วน!”

“ท่านเจ้าเมืองกำลังกินเลี้ยงกับครอบครัวอยู่ เข้าพบตอนนี้คงไม่เหมาะเท่าไร”

ทหารยามคนนั้นกล่าวด้วยสีหน้าลำบากใจ

“รีบไปรายงาน ถ้าเค่อม่าบอกเป็นเรื่องด่วนนั้นแปลว่าสำคัญ”

ทหารยามอีกคนพูดขึ้นสั่งให้คนที่ถามเค่อม่าอยู่นั้นรีบไปรายงานเจ้าเมือง

“ครับๆ ไปแล้ว”

ทหารยามคนนั้นหันหลังและวิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว

ไม่ถึงห้านาที ทหารยามคนนั้นก็กลับมาและพูดขึ้น

“หัวหน้าเค่อม่า ท่านเจ้าเมืองให้เข้าพบ”

“ขอบใจ”

เค่อม่ารีบวิ่งขึ้นบันไดไปยังตำหนักเจ้าเมืองทันที

เขาเดินไปถึงห้องกินเลี้ยงตำหนักเจ้าเมือง เมื่อเค่อม่าเดินมาถึงหน้าประตูก็ได้ยินเสียงหัวเราะหลายเสียงดังออกมาจากห้อง

ก็อกๆ

เค่อม่าเคาะประตูและพูดขึ้น

“นายท่าน เค่อม่ามารายงานเรื่องสำคัญครับ”

“เข้ามา”

เสียงของผู้ชายที่ดูสูงวัยตอบกลับมา

เค่อม่าสูดหายใจเข้าลึกๆ พร้อมกับผลักประตูเข้ามา

ก่อนที่จะมีสายตาหลายคู่จ้องมาที่เขาจนเขารู้สึกอึดอัด

ด้านหน้าของเขามีโต๊ะกลมทรงไข่ยาว 5 เมตร โดยที่บนโต๊ะนั้นมีอาหารจารเนื้อหลายอย่างและมีอาหารที่ทำมาจากผักเล็กน้อย

“เกิดอะไรขึ้นว่ามาสิ”

ชาเค่อฟูนั่งอยู่ในที่นั่งตรงกลาง ได้วางมีดในมือและส้อมในมือลงและถามขึ้น

เขาเป็นเจ้าเมืองปักษา ดูจากภายนอกเหมือนคนอายุห้าสิบปี แต่เขามีบางสิ่งที่แตกต่างจากคนทั่วไป และสามารถสังเกตเห็นได้ทันที มันคือปีกสีขาว 4คู่ขนาดใหญ่ที่ด้านหลังของเขา

นี้เป็นลักษณะเด่นของสายเลือดตระกูลของผู้ปกครองเมืองปักษา ยิ่งมีปีกเยอะเท่าไหร่แสดงว่ายิ่งแข็งแกร่ง

เค่อม่าเงยหน้าขึ้นและรายงานด้วยเสียงที่จริงจัง

“นายท่าน มีสัตว์อสูรโบราณกำลังเข้ามาประชิดเมืองขนาดตัวของมันสูงเกือบครึ่งหนึ่งของขุนเขาปักษาแห่งนี้”

ขุนเขาปักษานั้นหมายถึงที่ตั้งของเมืองปักษานั้นเอง

“มีสัตว์อสูรที่ตัวใหญ่ขนาดนั้นอยู่ด้วยงั้นหรอ? แล้วมันเข้ามาใกล้ขนาดนี้ได้ยังไง”

เสียงที่ดูตกใจดังขึ้น

เจ้าของเสียงนั้นเป็นผู้หญิงเพียงคนเดียวในห้องนี้ เธอมีผมยาวทั้งสีผมและสีของแก้วตาของเธอเป็นสีส้ม รูปร่างทรวดทรงนั้นถือว่าไม่เล็กและไม่ใหญ่เกินไปกำลังดูดี

และเช่นเดียวกันเธอมีปีกสีส้มที่ด้านหลัง 2 คู่เป็นสีที่ดูสะดุดตาเอามากๆ

“ครับท่านเทพธิดาชาหลัว ตอนนี้สัตว์อสูรใกล้เข้ามาทุกขณะ”

เค่อม่าพูดด้วยความเคารพ

หญิงสาวที่ถามคือลูกสาวคนเล็กของเจ้าเมืองปักษาและเป็นลูกสาวเพียงคนเดียว

ทั้งหมดจะถูกเรียกว่าเทพบุตรและเทพธิดา และบุตรของเจ้าเมืองปักษามีถึงสามคน ลูกชายคนโต ลูกชายคนรอง และลูกสาวคนเล็ก

“โอ้? ถ้างั้นสัตว์อสูรโบราณตัวนี้น่าจะอยู่ในขั้น 7 สินะ”

ลูกชายคนโตพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่สบายๆ เขามีปีกถึง 3 คู่

บุตรชายคนโตมีชื่อว่าชาหน่า ปีก 3 คู่ที่หลังของเขาแสดงให้เห็นว่าเขามีพลังขั้น 7

สายเลือดของตระกูลนี้จะมีความแข็งแกร่งตั้งแต่เกิดอยู่ที่ขั้น 5 และทุกครั้งที่ทะลวงขั้นพลังได้จะได้ปีกเพิ่มอีก 1 คู่

“แต่นั้นไม่ใช่ประเด็นสำคัญครับ”

เค่อม่าพูดขึ้นก่อนที่ตัวของเขาจะสั่นเล็กน้อยและพูดต่อ

“มีเมืองตั้งอยู่บนหลังของสัตว์อสูรโบราณตัวนี้ด้วย และเจ้าเมืองแห่งนั้นมีความแข็งแกร่งในขั้น 8”

แกร็ก

ชาเค่อฟูถึงกับควบคุมพลังไม่อยู่และเกือบบีบแก้วไม้จนแตก

“ผู้แข็งแกร่งขั้น 8…”

เทพบุตรและธิดาต่างอุทานออกมาด้วยความตกใจ นั้นคือความแข็งแกร่งระดับเดียวกับพ่อของพวกเขา

“มั่นใจรึป่าว..”

ชาเค่อฟูถามด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาขึ้น

“ยังไม่แน่ใจครับแต่…”

เค่อม่าตอบด้วยสีหน้าหนักใจก่อนที่จะเริ่มเล่าทุกอย่างที่ตัวเองเจอมา

“เขาปล่อยให้กลับมาง่ายๆ แบบนี้เลยงั้นหรอ”

แววตาของชาหลัวถามอย่างประหลาดใจ

เค่อม่าเพียงพยักหน้า

“ครับ พวกเขาบอกว่าไม่ได้คิดร้ายกับพวกเรา และต้องการจะมาค้าขายด้วยเท่านั้น”

“เป็นเรื่องที่น่าสนใจ”

ชาเค่อฟูพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ใจเย็นลง พร้อมกับปีกทั้ง 4 คู่ที่สั่นไหวเล็กน้อย

“แต่ฉันไม่เคยได้ยินชื่อเมืองเต่าทมิฬมาก่อน”

ลูกชายคนรองพูดขึ้นอย่างเคร่งขรึม

“ใช่ ไม่จำเป็นต้องค้าขายกับเมืองนี้ก็ได้”

ชาหน่าพูดเสริมขึ้น

เมืองปักษานั้นมีการแลกเปลี่ยนซื้อขายกับเมืองที่อยู่รอบๆ นี้อยู่แล้ว

แค่ในแถบใกล้เคียงกับป่าหว่านกู่ก็มีไม่ต่ำกว่าเลขสองหลัก

นกขนส่งจากเมืองปักษานั้นสามารถนำสิ่งของต่างๆ ไปแลกเปลี่ยนได้ตลอด ไม่ว่าจะเป็นเกลือ หรืออาวุธวิญญาณ

นกขนส่งไม่ได้ขนแตกของเท่านั้น มันยังใช้ขนส่งคนได้อีกด้วย แต่ก็มีราคาที่สูงและมีขนส่งได้ไม่กี่คนเท่านั้น

ลูกชายคนรองเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย และพูดอย่างเย่อหยิ่ง

“เมืองของเราไม่ขาดแคลนสิ่งใด ต่อให้ขาดเราก็ให้ส่งนกขนส่งไปแลกเปลี่ยนมาได้”

“แต่เขาบอกว่ามีเมล็ดพืช ผัก และน้ำ มาแลกเปลี่ยน”

เค่อม่ากล่าวต่อ

“ผัก เมล็ดพืชกับน้ำงั้นหรอ ทุกอย่างเป็นสิ่งที่เราหาได้ยาก”

ชาหน่าขมวดคิ้วเข้าหากันทันที และรู้สึกว่ามันจะพอเหมาะอะไรขนาดนี้

เนื่องจากว่าภูมิประเทศที่อยู่บนที่สูง ทำให้น้ำเป็นอะไรที่เมืองปักษานั้นต้องการมาก น้ำที่มีใช้ในเมืองนั้นมาจากสัตว์อสูรขั้นสามเท่านั้น

แต่ในเมืองมีผู้คนมากถึง 30,000 คน สัตว์อสูรขั้น 3 ที่สร้างน้ำแทบจะไม่เพียงพอที่จะหล่อเลี้ยงทุกคนได้ เพราะงั้นพวกเขาจึงต้องแลกเปลี่ยนซื้อขายน้ำกับเมืองรอบๆ ป่าหว่านกู่จำนวนมาก

“ในเมื่อพวกเขามาดี งั้นก็ส่งคนเข้าไปติดต่อพวกเขาดูว่าเป็นเช่นไร หากว่าไม่น่าไว้ใจก็ยกเลิกข้อตกลงค้าขายไปได้เลย”

จู่ๆ ชาเค่อฟูก็พูดขึ้น

เนื่องจากเจ้าเมืองของอีกฝ่ายเป็นถึงผู้มีพลังขั้น 8 เหมือนกัน ดังนั้นหากเกิดความขัดแย้งขึ้นก็ไม่อาจจะหลีกเลี่ยงการปะทะได้

“ท่านพ่อ แต่มันอาจจะเป็นแผนการหรือกับดักก็ได้”

ลูกชายคนรองนามว่าชาเลาพูดขึ้นอย่างเป็นกังวล

“ฉันตัดสินใจแล้ว”

ชาเค่อฟูพูดอย่างใจเย็น

“ครับท่านพ่อ…”

ชาเลาเองก็ไม่กล้าที่จะพูดขัดใจพ่อของเขาอีกต่อไป

ชาเค่อฟู่มองไปทางลูกชายคนโตและพูดขึ้น

“ลูกจงไปเจรจากับพวกเขา เพื่อดูลาดเลาไปก่อน ถ้าพวกเขามาทำการค้าด้วยความบริสุทธิ์ใจจริงๆ เราค่อยแลกเปลี่ยนค้าขายกับพวกเขา”

“ครับท่านพ่อ ผมจะพาคนติดตามไปด้วย เพื่อช่วยกันประเมินสถานการณ์”

ชาหน่าพยักหน้าตอบอย่างรวดเร็ว

“ท่านพ่อ ให้ฉันไปด้วยคน”

ชาหลัวยกมือขึ้นและเสนอตัวด้วยท่าทางที่ตื่นเต้น แววตาของเธอเต็มไปด้วยประกายของความอยากรู้อยากเห็น

“ไม่ มันอันตรายเกินไป”

ชาหน่าและชาเลาปฏิเสธพร้อมกันทันที

ชาหลัวได้แต่ทำแก้มพองด้วยท่าทางไม่พอใจ และพูดขึ้นอย่างขุ่นเคือง

“ทำไมล่ะ!! ทุกคนเป็นแบบนี้อีกแล้วชอบทำกับว่าฉันเป็นเด็ก”

ชาหลัวเติบโตมาภายใต้เงาของพ่อและพี่ชายทั้งสองของเธอ ราวกับไข่ในหิน และไม่เคยเห็นโลกภายนอกมาก่อนเลยด้วยซ้ำ

ชาหลัวนั้นโหยหายอิสรภาพและต้องการเรื่องราวความตื่นเต้นที่โลกภายนอก

“พวกเราทำก็เพื่อตัวน้องเอง ที่ข้างนอกมันอันตรายเกินไป”

ชาเลาพูดด้วยสีหน้าที่เป็นห่วง

“พี่ก็พูดแบบนี้ทุกครั้ง พลังของฉันก็ไม่ใช่กระจอกสักหน่อย”

ชาหลัวย่นจมูกของเธอ และทำแก้มป่องดูน่าเอ็นดู

“เอาล่ะๆ ให้เธอไปด้วย”

อยู่ๆ ชาเค่อฟู่ก็พูดขึ้น

“ท่านพ่อ!”

สีหน้าของชาหน่ากับชาเลานั้นถึงกับตกใจสุดขีด

“ปีนี้ชาหลัวก็อายุ 18 ปีแล้ว ถึงเวลาที่เธอจะต้องออกไปรู้จักโลกภายนอกบ้าง”

ชาเค่อฟู่จ้องมองลูกชายทั้งสองของเขาอย่างจริงจัง

“แกสองคนเอาแต่ประคบประงมน้องมากเกินไป จนทำให้เธอไม่รู้จักทำอะไรเองแล้ว ถึงเวลาที่น้องจะต้องเรียนรู้ที่จะก้าวเดินด้วยตัวเองบ้าง!”

“ฮิๆๆ ดูเหมือนว่าท่านพ่อจะเข้าข้างฉัน”

ชาหลัวพูดขึ้นอย่างมีความสุข

ชาเค่อฟู่ยิ้มอย่างอ่อนโยนและพูดอย่างอ่อนหวานออกมา

“ลูกหลัว ตามพี่ใหญ่ไปดีๆ แล้วก็อย่าไปไหนไกลสายตาพี่เขา เข้าใจไหม?”

ชาหลัวพยักหน้าอย่างน่ารักและพูดด้วยน้ำเสียงเอาอกเอาใจพ่อของตัวเอง

“เข้าใจแล้วท่านพ่อ ตัวหนูจะติดกับพี่ใหญ่ไม่ห่างเลยค่ะ”

ชาหน่ากับชาเลาได้แต่มองหน้ากัน และไม่รู้ว่าจะทำเช่นไรดี

เมื่อท่านพ่อของพวกเขาได้พูดมาแบบนี้แล้วก็ไม่อาจจะคัดค้านได้

“พี่ใหญ่ ดูแลน้องหลัวให้ดีๆ นะอย่าให้น้องเป็นอะไรไปล่ะ”

ชาเลาพูดเตือนด้วยความเป็นห่วง

“แน่นอน ไว้ใจพี่เถอะ”

ชาหน่าพูดขึ้นพร้อมกับมองดูน้องสาวด้วยแววตาที่หนักใจ แต่ในเวลาเดียวกันก็เอ็นดูเด็กสาวเหมือนกัน

“พี่ใหญ่เร็วๆ สิ!”

ชาหลัวนั้นเดินนำหน้าออกไปก่อนแล้ว พร้อมกับกางปีกอย่างร่าเริง

“ท่านพ่อ งั้นผมไปก่อน”

ชาหน่าพูดขึ้นก่อนที่จะลุกขึ้นยืน

“อย่าได้สร้างปัญหา แต่ก็อย่าได้เกรงกลัวปัญหา”

ชาเค่อฟู่พยักหน้าและพูดทิ้งท้ายเอาไว้

“ครับท่านพ่อ”

ชาหน่าตอบ เขารู้ว่าพ่อของเขาจะสื่ออะไร หากว่าอีกฝ่ายมาร้ายก็แสดงให้พวกนั้นรู้ว่าเมืองปักษาก็ไม่เคยกลัวใคร

“ไปกันเถอะ นำทางไปที”

ชาหน่าเดินออกไปและพูดกับเค่อม่า

“ครับ”

เค่อม่าลุกขึ้นและนำไปทันที

“ท่านพ่อรอฟังข่าวดีได้เลย!”

ชาหลัวพูดอย่างร่าเริงและเดินออกไปจากตำหนักเจ้าเมือง