ตอนที่ 128

“ปลาอัญมณีตัวใหญ่ขนาดนี้เลยงั้นหรอ! ตัวขนานนี้อย่างน้อยก็ต้องมีอายุ 60 ปีได้”

หยู่ฉินหหลานพูดขึ้นด้วยความตกใจกับความใหญ่ของปลาอัญมณี

สมัยที่เธอยังเป็นนายหัวของกลุ่มทะเลสาบพระจันทร์ เธอเคยไปถามหาเรื่องปลาอัญมณีกับกลุ่มเคราโลหิต และได้คำตอบว่าต้องรออีกสิบหรือยี่สิบปีให้ปลาโตพอที่จะส่งน้ำให้กลุ่มของเธอ

ไม่ต้องพูดเลยว่าเธอจะประหลาดใจขนาดไหนกับขนาดของปลาอัญมณีตัวยักษ์ที่อยู่ต่อหน้าเธอ ที่น่าจะมีอายุมากถึง 60 ปีได้

เพราะงั้นหยู่ฉินหลานจึงสลัดความคิดเหล่านี้ทิ้งไปทันที และไม่อยากจะคิดถึงเรื่องอดีตอีก

เธอรู้สึกพอใจกับชีวิตในตอนนี้แล้ว

“ปลาอัญมณีตัวนี้มันมาจากไหน”

แววตาสีทองของโหย่วเฟ่ยมองอย่างเป็นประกายด้วยความอยากรู้อยากเห็น

“มีเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับที่มาของมัน”

ลี่เยว่พูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

“เคยได้ยินมาว่า ปลาอัญมณีนั้นจะอาศัยอยู่ใต้พื้นดิน”

“ฉันเองก็เคยได้ยินเรื่องต้นกำเนิดของมันมาอยู่บ้าง”

หยู่ฉินหลานพูดขึ้นด้วยท่าทางสงบนิ่ง

“เขาว่ากันว่าปลาอัญมณีนั้นตกลงมาจากท้องฟ้าในวันที่ฝนตกหนักที่สุด”

“มันไม่แปลกไปหน่อยงั้นหรอ”

ลี่เยว่ส่ายหัวด้วยความไม่เห็นด้วย

มู่เหลียงเลยเหล่ตาไปมองปลาอัญมณีและเริ่มที่จะสงสัยที่มาที่ไปของมันเหมือนกัน

เขาจึงส่งกระแสจิตไปถามโดยตรง แต่ก็ได้คำตอบกลับมาว่าไม่รู้ จำไม่ได้

“ที่มาของมันยังไม่แน่ชัด และไม่รู้ว่ามันวางไข่ได้รึป่าว”

หยู่เฟ่ยหยานพูดขึ้นด้วยความสงสัย

เธอเคยได้ยินเกี่ยวกับปลาอัญมณีมาแค่ชื่อกับพลังของมันเท่านั้น นอกนั้นแทบจะไม่รู้จักข้อมูลเบื้องหลังของมันเลย

“มันน่าจะมีการวางไข่”

หยู่ฉินหลานพูดด้วยน้ำเสียงไม่มั่นใจ

“แต่ก็ไม่รู้ว่ามันจะวางไข่ตอนไหน หรือยังไง”

“ก็คงจะดีถ้าหากว่าปลาอัญมณีขยายพันธ์ได้ เราจะได้มีน้ำใช้ไม่ขาดแคลน”

หยู่เฟ่ยหยานพูดด้วยสีหน้าตื่นเต้น

นั้นคงเป็นเพราะความรู้สึกที่เคยอยู่กับควาามคิดที่ว่า วันหนึ่งจะไม่มีน้ำใช้ได้ฝังอยู่ในจิตใจของเธอมาตลอดตั้งแต่เด็กจนโต

ทันใดปลาอัญมณีก็กระโดดขึ้นมาพร้อมกับสาดน้ำไปทางสาวๆ

“อะไรเนี้ย!?”

หยู่เฟ่ยหยานเช็ดน้ำบนหน้าของเธอ และมองดูด้วยสายตาสงสัย

“หรือว่ามันจะเข้าใจในสิ่งที่เราพูดกัน”

ลี่เยว่กระซิบเบาๆ

และหันกลับไปหยิบผ้าเช็ดหน้าส่งให้ลี่เยว่

ทำให้ลี่เยว่ต้องถอดหน้ากากออก จนสบตากับมินโฮและลี่ลี่ ก่อนที่จะเห็นว่ามู่เหลียงก็มองเธอเหมือนกัน

“อะแฮ่ม…ดูเหมือนว่ามันจะขี้เล่นกว่าที่คิด”

เมื่อครู่เขาได้ถามว่ามันวางไข่ได้ไหม และมันได้กระโดดขึ้นมาสาดน้ำ เหมือนกับการตอบอย่างเขินอายของมัน

เมื่อหยู่ฉินหลานได้เห็นใบหน้าที่แท้จริงของลี่เยว่ สีหน้าของเธอก็ดูวิตกขึ้นมาเล็กน้อย

เธอหันไปทางมู่เหลียงอย่างมีคำถาม และรู้สึกว่าการกระทำของปลาอัญมณีเกี่ยวข้องอะไรกับเขาสักอย่าง

มู่เหลียงเองไม่ได้สนใจและมองไปยังต้นชาสูงใหญ่

ก่อนที่เขาจะเปิดดูค่าสถานะใหม่ของเขาอีกครั้ง

ผู้ฝึก : มู่เหลียง

ถึกทน 207.3

ปราณ 230

อายุขัย 24 / 4010 ปี

ความสามารถ: ศิลาโลก:หนักเบา 20 ขั้นระดับ 7 อาณาเขตแสงดาวระดับ 7 ควบแน่นวารี:บัญชาวารีขั้นสูง ระดับ 6(ซ่อน…)

…..

สิ่งที่ฝึกฝน เต่าทมิฬ เต่าหิน(ระดับ 7) ทักษะ ศิลาโลก:หนักเบา 20 ขั้นระดับ 7

ต้นชาเขียวประกาย(ระดับ 7) ทักษะ อาณาเขตแสงดาวระดับ 7

ปลาอัญมณี(ระดับ 6) ทักษะ ควบแน่นวารี:บัญชาวารีขั้นสูง ระดับ 6

(ซ่อน….)

…..

“มีแต้มเหลืออีก 2 แสนแต้ม ก้พอที่จะเพิ่มระดับสัตว์เลี้ยงให้เป็นระดับ 6 ได้อีกสองตัว”

มู่เหลียงปิดหน้าต่างสถานะลงไป

ตอนนี้สิ่งที่เขากังวลเลยคือต่อจากนี้อาณาเขตแสงดาวของต้นชาเขียวประกายจะรุนแรงขนาดไหน

ต้นชาตั้งแต่ได้รับการวิวัฒนาการเป็นระดับ 7 มันก็ใหญ่โตอย่างมากจนรากของมันนั้นแทบจะทะลุไปนอกเนินสูงแล้ว

“อย่าให้รากเจาะไปลงสระน้ำกับห้องเย็นเข้าใจนะ”

มู่เหลียงพยายามสื่อสารกับต้นชาเขียวประกาย

เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุรากของต้นชาไปทำลายจุดต่างๆ หรือเข้าไปอยู่ในห้องเย็นที่งูเหมันอยู่

“แต่รากของแกสามารถพันไปรอบๆ เนินสูงแห่งนี้ได้”

มู่เหลียงสื่อสารไปอีกครั้ง

“หากว่าไม่พอก็หยั่งรากลงไปบนกระดองของเต่าทมิฬน้อยซะ”

มู่เหลียงพยายามคิดเผื่อเอาไว้หากรากของต้นชาเขียวประกายโตเกินไป

เพราะตอนนี้ต้นชาเขียวประกายนั้นใหญ่โตถึง 32 เมตร และจะมีแต่ขยายรากออกไปไกลขึ้นเรื่อยๆ

พลังของมันก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย มันเร่งการเติบโตให้กับพืชผลทุกอย่างอีกทั้งใบชาของมันก็เอามาเป็นหนึ่งในส่วนผสมเพิ่มพลังให้กับร่างกายมนุษย์ได้

มู่เหลียงให้ความสำคัญกับการเพาะปลูกและการเกษตรเพราะงั้นอาณาเขตแสงดาวนั้นถือว่าเป็นสิ่งสำคัญของเมือง

“มันเป็นต้นชาที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่ฉันเคยเห็นมาเลย”

ลี่เยว่เองก็หันมองต้นชาด้วย และพูดความรู้สึกที่นึกคิดออกมาให้ฟัง

“ใช่….มันใหญ่กว่าต้นไม้ในเมืองเซิงหยางเสียอีก”

ลี่ลี่พูดอย่างเห็นด้วย

ในเมืองเซิงหยางนั้นมีต้นไม้ต้นหนึ่งใหญ่โตถึง 20 เมตร แต่เวลานี้มันถูกต้นชาเขียวประกายแซงไปแล้ว

เมื่อพูดถึงเรื่องเมืองเซิงหยางก็ทำให้ลี่เยว่ดูหนักใจเล็กน้อย

“ต้นชานี้จะดึงดูดหน่วยสอดแนมของพวกเมืองเซิงหยาง”

ลี่ลี่พูดอย่างกังวล

“ไม่เป็นไร เรายังมีเต่าทมิฬน้อยอยู่ทั้งตัว ไม่มีใครกล้าที่จะขึ้นมาขโมยมันไปง่ายๆ หรอก”

ลี่เยว่ตอบกลับเบาๆ

ตอนนี้เต่าทมิฬยักษ์นั้นไม่ใช่สัตว์อสูรทั่วไปอีกแล้ว ใครเห็นก็ต้องหวาดกลัว และคงไม่มีใครกล้าที่จะปีนขึ้นมาขโมยต้นชาเด็ดขาด

“พวกศพมายาพวกนั้นก็คงไม่กล้าที่จะทำอะไรผลีผลาม”

ลี่เยว่เองก็ไม่ลืมเรื่องนี้และไม่ได้ประมาท พวกศพมายาคงรู้ตัวว่าไม่มีทางรับมือสัตว์อสูรยักษ์ที่แข็งแกร่งระดับนี้ได้

แต่ขนาดเพียงอย่างเดียวไม่ได้ช่วยทุกอย่าง ถึงจะสร้างความหวาดกลัวให้กับผู้คนที่พบเห็นได้ แต่ไม่ได้หมายความว่ามันจะไม่ถูกซุ่มโจมตีหรือเมืองจะไม่ถูกบุก

แล้วอีกอย่างผีมายานั้นลึกลับเกินไป ใครจะไปรู้ว่าพวกมันมีพลังแบบไหนอยู่บ้าง

“ฉันจะบอกเรื่องนี้กับมู่เหลียงเอง”

ลี่เยว่พูดขึ้นพร้อมกับเข้าไปแทรกระหว่างมู่เหลียงกับหยู่ฉินหลาน

เธอไม่ต้องการจะพูดเรื่องศพมายาต่อหน้าคนอื่น เพราะมันจะเปิดเผยตัวตนของเพื่อนเธอทุกคน

“....”

หยู่ฉินหลานหรี่ตามองดูลี่เยว่ด้วยความสนใจ

แน่นอนว่าเธอได้ยินเรื่องศพมายาที่ทั้งคู่พูดถึง

และเรื่องที่เมืองเซิงหยางอยากจะขโมยต้นชาเขียวประกายไป นั้นก็ไม่แปลกการได้เห็นต้นไม้ใหญ่โตแบบนี้เมืองไหนก็อยากได้

“ต้นชาใหญ่โตแบบนี้ การจะปีนขึ้นไปเก็บยอดชาก็ยากอีกแล้ว”

มินโฮบ่นด้วยความรู้สึกท้อใจ

“ต่อจากนี้ก็เก็บเฉพาะใบเล็กๆ และเก็บได้ง่ายพอไม่ต้องเสี่ยงไปเก็บในจุดสูงหรือใบใหญ่ๆ”

มู่เหลียงพูดเตือนเบาๆ

ตอนนี้ใบชาเขียวประกายเองก็มีขนาดใหญ่เท่ากับฝามือของมู่เหลียงแล้ว และมีจุดสีขาวเหมือนดวงดาวถึง 7 จุด

เพียงแค่จุดสีขาวบนใบชาก็ขนาดเท่าหัวแม่โป้งแล้ว

เมื่อคิดถึงขนาดใบชา มู่เหลียงก็คิดว่าคงต้องมีการปรับเปลี่ยนและแปรสภาพใบชาเล็กน้อยก่อนที่จะเอาออกมาขายหรือใช้

“อืมเข้าใจแล้ว”

มินโฮพยักหน้างึกๆ อย่างเข้าใจ