ตอนที่ 121

ตกเย็นและฟ้าใกล้จะมืดทุกขณะ

สายลมเย็นพัดผ่านหยู่ฉินหลานที่อยู่ในชุดคลุมอันใหญ่พร้อมกับถุงกระสอบ

เธอหันกลับไปมองเบื้องหลังก็ไม่เห็นลี่เยว่ หรือลี่ลี่อยู่แล้ว

“อย่างนี้เองสินะ ชุดเกราะจิตวิญญาณระดับสูง ผลของการล่องหนนั้นเกินคาดจริงๆ”

หยู่ฉินหลานเม้มปากอันเรียวงามของเธอ

เด็กสาวทั้งสองได้รับหน้าที่ติดตามเธออยู่ห่างๆ เพื่อคอยช่วยเหลือหยู่ฉินหลานอย่างเงียบๆ

แม้สัมภาระจะมากมายแต่การกระโดดข้ามกำแพงเมืองสิบขั้นก็ไม่ใช่อุปสรรคของหยู่ฉินหลานเลย

“ปล่อยเธอไปคนเดียวจะดีงั้นหรอ”

ลี่ลี่ถามขึ้น

“อย่างตัดสินผู้หญิงคนนี้จากรูปลักษณ์ภายนอก เธอแข็งแกร่งกว่าที่เห็น”

ลี่เยว่เตือนลี่ลี่

เพราะลี่เยว่รู้ว่าภายในเมืองเต่าทมิฬนอกจากสัตว์เลี้ยงของมู่เหลียงแล้วคนที่แข็งแกร่งที่สุดรองลงมาจากมู่เหลียงคือหยู่ฉินหลาน

“พอพูดแบบนี้แล้ว จะว่าไปเธอคนนั้นก็ดูหน้าตาคุ้นๆ เหมือนกัน”

ลี่ลี่พูดพร้อมกับเอียงหัวด้วยความสงสัย แต่คิดไม่ออกว่าคือใคร

ลี่เยว่เลยพูดขึ้นเบาๆ

“หยู่จูแห่งกลุ่มทะเลสาบพระจันทร์”

“ใช่แล้ว! คนนั้นแหละ เธอเหมือนกับหยู่จูนายหัวของกลุ่มทะเลสาบพระจันทร์เลย”

ลี่ลี่พยักหน้าเห็นด้วยทันที

“ดูไม่ออกจริงๆ งั้นหรอว่าเธอคือหยู่จูคนนั้นจริงๆ”

ลี่เยว่อมยิ้ม

“ห่ะ…อะไรนะ หยู่จู จะมาทำอะไรที่นี่”

ลี่ลี่เบิกตากว้างราวกับไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยิน

เธอเพิ่งจากกลุ่มทะเลสาบพระจันทร์ไปได้ไม่นาน และไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้าง

“เอาไว้หลังจากทำงานเสร็จแล้วฉันจะเล่าให้ฟัง”

ลี่เยว่กระโดดข้ามกำแพงเมืองเข้าไปทันทีเมื่อพูดจบ

“เอาอีกแล้ว…ลี่เยว่นะ ลี่เยว่! อยากจะขยุมหัวเธอจริงๆ”

ลี่ลี่กัดฟันแน่นด้วยความโมโห

แต่ถึงจะเคืองอยู่ก็ตาม เธอก็โดดตามเข้าไปในเมืองพร้อมกับเปิดเกราะล่องหนทันที และตามลี่เยว่ไปติดๆ

“บ้านของเยี่ยลี่ยี่อยู่ที่นี่”

ลี่เยว่วิ่งนำมาจนถึงสถานที่แห่งหนึ่ง

ลี่ลี่ตามหลังมาติดๆ และใช้สายตาสอดส่องไปรอบๆ

ภารกิจของพวกเธอนอกจากช่วยเหลือหยู่ฉินหลานในตอนแรก อีกอย่างคือให้สัญญาณกับตระกูลเยี่ยให้เตรียมตัวออกเดินทางในคืนนี้

หลังจากนั้นมู่เหลียงจะเป็นคนจัดการเอง

สำหรับแผนการพาตระกูลเยี่ยออกไปนั้น มู่เหลียงไม่ได้บอกอะไรมาก เพียงแค่ให้เธอมาแจ้งข่าวเท่านั้น

“นั้นไง”

ลี่เยว่ยืนบนกำแพงของบ้านตระกูลเยี่ย

“เดี๋ยวฉันเข้าไปก่อน ลี่เยว่ระวังรอบนอกให้ด้วย”

ลี่ลี่ถือว่าเก่งเรื่องการต่อสู้ระยะประชิดในกลุ่มสี่สหาย ทำให้การเข้าไปสอดแนมหรือสำรวจพื้นที่ปิดเป็นงานถนัดของเธอ

ลี่ลี่ข้ามกำแพงเข้าไปอย่างสบายๆ และเดินไปตามลานบ้านมืดๆ ก่อนที่จะเอาก้อนหินขึ้นมาแล้วปาออกไปที่ลานบ้าน

ลี่เยว่เองก็ปีนขึ้นที่สูงและมองดูทุกอย่าง

ทั้งสองเริ่มมองหาว่ามีใครสนใจสิ่งที่เธอทำลงไปหรือไม่ ก่อนที่จะมองหน้ากันพร้อมกับพยักหน้าสื่อสารอย่างเข้าใจกันแล้ว

เมื่อเข้าสู่พื้นที่หลักของตระกูลเยี่ยภายในบ้านตระกูลเยี่ยนั้นมีบ้านน้อยใหญ่อีกสิบหลัง

พื้นที่ใจกลางของบ้านนั้นมีผู้คนจำนวนมากกำลังรวมตัวกันอยู่

เยี่ยลี่ยี่และคนอื่นๆ กำลังรอสัญญาณอย่างใจจดใจจ่อ

“ท่านเจ้าเมืองน้อย คือนนี้พวกเราจะหนีออกไปจากเมืองสิบขั้นได้จริงๆ งั้นหรอ”

หนึ่งในผู้ติดตามตระกูลเยี่ยพูดขึ้น

“เชื่อเถอะ ท่านเจ้าเมืองเต่าทมิฬรับปากแล้ว และรับผลึกสัตว์อสูรไปจากฉันแล้วด้วย”

เยี่ยลี่ยี่กุมชายเสื้อของตัวเองอย่างแน่นหนา และพูดด้วยน้ำเสียงใจเย็น

“รออีกหน่อยเถอะ สัญญาณจะมาในไม่ช้า”

“ทุกคนไม่ต้องกังวล นี้พึ่งจะฟ้ามืดได้ไม่นาน เดี๋ยวเขาคงส่งยอดฝีมือมาเอง”

เฉิงเหมาพยายามที่จะปลอบขวัญทุกคน

“หรือว่า…ที่จริงแล้วไม่ควรมอบผลึกสัตว์อสูรให้เขาไปตอนนั้น….แบบนี้เราไม่มีหลักประกันอะไรเลยที่เขาจะกลับมาช่วยพวกเรา และเขาก็เอาผลึกสัตว์อสูรไปหน้าตาเฉย”

ก่อนที่จะมีคนถามขึ้น

“เมื่อถึงเวลา….แล้วไม่เกิดอะไรขึ้น เราจะทำยังไงดี”

“ฉัน….”

เยี่ยลี่ยี่กัดริมฝีปากแน่น และพูดไม่ออกเธอทำได้เพียงแค่เชื่อใจเจ้าเมืองเต่าทมิฬเท่านั้น

แม้ว่าในเวลานี้เธอใกล้จะหมดหวังแล้วก็ตาม แต่ก็ขอวัดดวงกับความหวังสุดท้ายนี้

“......”

ลี่เยว่ที่ซุ่มอยู่ไม่ไกลก็ได้ยินทุกอย่าง และมีหลายคนที่ตั้งคำถามไม่ดีกับมู่เหลียง

ทำให้เธออดไม่ได้ที่จะออกหน้าแทน

“เจ้าเมืองของเรารับปากแล้ว และจะไม่มีวันผิดคำพูดเด็ดขาด”

“ใคร!!”

เสียงของคนแปลกหน้าดังขึ้นทำให้ทุกคนตกใจ เยี่ยลี่ยี่และคนอื่นๆ หันมองไปรอบๆ ด้วยความหวาดกลัวทันที

“ตรงนี้”

ลี่เยว่ปิดเกราะล่องหน และยืนอยู่ต่อหน้าเยี่ยลี่ยี่

“เธอ..เธอเป็นใคร”

เยี่ยลี่ยี่ถึงกับใบหน้าซีดเซียวด้วยความกลัว และถอยหลังผงะไปทันที พร้อมกับร่างกายที่แข็งทื่อ

“ฉันคือหน่วยลับของเมืองเต่าทมิฬ และฉันได้รับภารกิจให้มาส่งสารจากท่านเจ้าเมือง”

ลี่เยว่พูดอย่างเย็นชา”

“หน่วยลับของท่านเจ้าเมืองเต่าทมิฬ?!”

เยี่ยลี่ยี่ถึงกับตกตะลึงไปครู่หนึ่ง

ก่อนที่เธอจะตอบสนองในทันที

“ท่านจะพาพวกเราออกไปเมื่อไหร่!”

“เร็วๆ นี้ เมื่อใดที่เกิดเสียงดังอึกทึกครึกโครม ให้พาคนออกไปจากเมืองสิบขั้นได้เลย”

ลี่เยว่บอกอย่างแผ่วเบา

“จะเกิดความวุ่นวายครั้งใหญ่ขึ้นงั้นหรอ? แล้วมันจะเป็นเสียงแบบไหน”

เยี่ยลี่ยี่ถามอย่างร้อนรน

“อย่าได้ถามเยอะ เดี๋ยวก็รู้เองในไม่ช้า”

ลี่เยว่ส่ายหัว

หลังจากพูดจบลี่เยว่ก็หายวับไปกับตาต่อหน้าทุกคน กลับไปหาลี่ลี่ที่ประตูทางเข้า

“พระเจ้า เมื่อครู่มันเกิดอะไรขึ้น!”

คนในตระกูลร้องออกมาอย่างตกใจ

“ส่งคนออกไปรอบๆ ดูว่ามีข่าวสารอะไรบ้าง และให้รีบกลับมารายงานทันที”

เยี่ยลี่ยี่สั่งทันที และเรียกคืนสติกลับมาอีกครั้ง

“ส่วนคนที่เหลือเตรียมตัวให้พร้อมตลอดเวลา เมื่อสัญญาณมาถึงเราจะออกไปทันที!”

“รับทราบ!”

ทุกคนในตระกูลเยี่ยขานรับ

ก่อนที่จะมีหลายคนออกไปจากบ้านตระกูลเยี่ยเพื่อหาข่าวสาร

“ไปกันเถอะ ดูเหมือนว่าพวกเขาเองก็ไม่ได้โง่เง่า”

ลี่เยว่หลบออกไปจากมุมตึก

“ตอนนี้เจ้าเมืองคนไหนที่เราจะต้องไปหาตอนนี้”

ลี่ลี่ถามด้วยความสงสัย

“หว่านเอ่อตู้ ไปกันเถอะ”

ลี่เยว่ตอบพร้อมกับเร่งฝีเท้าทันที

แผนการของมู่เหลียงนั้น หว่านเอ่อตู้คือคนสุดท้ายในรายชื่อซื้อขายที่โจรจะเอาของไปเสนอ

“แล้วไม่ไปบ้านเจ้าเมืองคนอื่น งั้นหรอ?!”

ลี่ลี่ถามอีกครั้งด้วยความสงสัย

“ไม่ ด้วยความแข็งแกร่งของหยู่ฉินหลาน เธอเอาตัวรอดได้ไม่ต้องช่วยเหลือ”

ลี่เยว่รีบมุ่งหน้าไปยังใจกลางเมืองสิบขั้นทันที ซึ่งมีที่ตั้งของอาคารหอสูงใหญ่ของเมือง

ทั้งสองแอบเข้าไปในตึกสูงซึ่งเป็นที่พักของหว่านเอ่อตู้ และแอบซุ่มรออยู่อย่างเงียบๆ

ครึ่งชั่วโมงต่อมา

หยู่ฉินหลานก็ปรากฏตัวขึ้นที่หน้าประตูทางเข้า ด้วยท่าทางสง่างาม

“แกเป็นใคร”

หว่านเอ่อตู้เป็นคนแรกที่รับรู้ถึงการมาของหยู่ฉินหลาน

อันที่จริง หยู่ฉินหลานไม่ได้ปิดบังตัวเองด้วยซ้ำ ปล่อยรัศมีพลังและกลิ่นไอออกมาเต็มที่ เพื่อบอกหว่านเอ่อตู้ว่าเธอมาแล้ว

“ก็แค่หัวขโมย ที่ต้องการทำการค้าขายกับท่านเท่านั้น”

หยู่ฉินหลานเองก็ใช้กลยุทธ์นี้กับเจ้าเมืองอีก 8 คนก่อนหน้านี้ แต่ก็ไม่มีใครกล้าที่จะท้าทายผู้ตื่นขั้น 6 สักคน

“ค้าขายอะไร”

หว่านเอ่อตู้หรี่ตาลง

“ใบชาประกายแสง กับต้นอ่อนของพืช”

หยู่ฉินหลานพูดอย่างสบายๆ

“แกมาจากเมืองเต่าทมิฬงั้นหรอ!?”

สีหน้าของหว่านเอ่อตู้เปลี่ยนไปทันที

“ใช่ แต่ตระกูลของฉันมีความสัมพันธ์ไม่ค่อยดีกับเจ้าเมืองเต่าทมิฬ ซัก….เท่าไร”

หยู่ฉินหลานพูดพร้อมกับเปิดเผยตัวตนของเธอ

เธอได้เตรียมเรื่องพวกนี้เอาไว้หมดแล้วเพื่อหลอกทุกคน

“ของที่ข้าเอามาขายนั้นถูกกว่าที่เจ้าเมืองเต่าทมิฬขายให้กับท่าน”

“แล้วจะเชื่อใจแกได้ยังไง?”

หว่านเอ่อตู้ขมวดคิ้วแน่น

เขาสงสัยเกี่ยวกับการมาของหัวขโมยคนนี้ และอาจจะมีการสมรู้ร่วมคิดกันแต่แรก

“ไม่เป็นไร ถ้าท่านจะไม่ซื้อขาย”

หยู่ฉินหลานหันหลังกลับ และทำท่าจะจากไป

เมื่อเธอก้าวขาออกไปก้าวแรก เธอก็พูดขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มที่มุมปาก

“นอกจากท่านแล้ว ก็ยังมีเจ้าเมืองคนอื่นอยู่อีกที่ต้องการจะซื้อของเหล่านี้”

“ช้าก่อน…..ไหนบอกราคามาสิ”

หว่านเอ่อตู้พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เคร่งขรึม และชี้ออกไปในความมืด

มันได้ทำให้ลี่เยว่กับลี่ลี่ที่แอบมองอยู่แล้วตกใจว่า หว่านเอ่อตู้กำลังคุยกับใครในความมืด

“ต้นอ่อนของกะหล่ำปลีหนึ่งต้น 8 ผลึกสัตว์อสูรชั้นกลางระดับทั่วไป ถูกกว่าที่เจ้าเมืองเต่าทมิฬขายให้ 2 ก้อน…”

หยู่ฉินหลานเริ่มเม้นริมฝีปากเล็กน้อย และเสนอราคาต่อด้วยน้ำเสียงอันเย้ายวน

“ใบชาประกายแสง พวกนี้ขโมยมาจากคลังของเมือง และเอาออกมาได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น หากว่าท่านต้องการทั้งหมด ก็เป็นผลึกสัตว์อสูรชั้นกลางระดับสุดยอด 100 ก้อน”

“ให้ฉันคิดดูก่อน”

หว่านเอ่อตู้พูดด้วยน้ำเสียงที่เคร่งเครียด

“ได้เลย”

หยู่ฉินหลานเองไม่รีบร้อนเธอมีประสบการณ์ในการต่อรอง และดึงดูดอีกฝ่ายให้เข้ามาทำข้อตกลงกับเธอ

ตอนนี้เธอเพียงแค่เสนอขายเท่านั้น และรอว่าเขาจะรับข้อเสนอใหญ่นี้หรือไม่