ตอนที่ 150

ตกดึกในห้องทดลองของมู่เหลียง

หยู่ฉินหลานและหยู่เฟ่ยหยานกำลังนั่งหารือกันถึงแนวทางปรับปรุงพื้นที่การค้าในเมืองเต่าทมิฬ

“บัตรผ่านไปถึงไหนแล้ว?”

มู่เหลียงถามขึ้น

“เตรียมไว้สามร้อยเล่มแล้ว”

หยู่ฉินหลานพลิกสมุดหนังสัตว์ของเธอ พร้อมกับรายงาน

“บัตรผ่านถูกสั่งให้ทำขึ้นต่อเนื่องทั้งกลางวันกลางคืน พรุ่งนี้ก็น่าจะได้ครบหนึ่งพันเล่ม”

“แล้วเรื่องเตรียมการสำหรับเปิดถนนการค้าว่าไง ได้ปรับปรุงแก้ไขสิ่งที่บอกไปแล้วรึยัง”

มู่เหลียงถามต่อพร้อมกับมองไปทางหยู่เฟ่ยหยาน

“เรียบร้อย ร้านค้าทั้งหมดจะเตรียมขายอหาร และปรุงให้เห็นสดๆ”

หยู่เฟ่ยหยานตอบด้วยน้ำเสียงที่ตื่นเต้น

“เราจะไปถึงเมืองเซิงหยางวันพรุ่งนี้”

มู่เหลียงพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“หวังว่าการเปิดตัวครั้งแรกของเราจะสร้างชื่อเสียงได้มากพอ จนดึงดูดผู้คนให้ขึ้นมาค้าขายในเมืองของเรามากขึ้น”

การที่จะได้ผลึกสัตว์อสูรอย่างไม่ขาดสายนั้น ขึ้นอยู่กับวันพรุ่งนี้แล้ว

“แล้วเราจะเอายังไงดี เข้าไปใกล้เมืองเซิงหยางแบบเปิดเผยเลยหรือไม่”

หยู่ฉินหลานขมวดคิ้วถาม และปรากฏร่องรอยของความกังวลใจขึ้นในสายตาของเธอ

เพราะเมืองเซิงหยางนั้นต่างจากเมืองสิบขั้น เป็นเมืองใหญ่ที่มีผู้คนมากมาย มีชื่อเสียงอีกทั้งยังมีผู้มีพลังขั้น 7 อยู่ด้วย

“ไม่ต้องคิดมาก ตราบใดที่มีเต่าทมิฬน้อยอยู่ไม่มีใครกล้าทำอะไรอยู่แล้ว””

มู่เหลียงตอบพร้อมกับยิ้มเล็กน้อย

ในตอนนี้ตัวของเต่าทมิฬนั้นเปรียบเสมือนป้อมปราการยักษ์ที่ไม่มีใครกล้าจะหาเรื่อง หากเมืองเซิงหยางกล้าที่จะท้าทายคงได้จมอยู่ใต้เท้าเต่าทมิฬแน่

“ฉันคิดว่าเต่าทมิฬน้อย คงทำให้พวกเขาหวาดกลัวได้อยู่บ้าง”

หยู่ฉินหลานพูดอย่างแผ่วเบา

และนึกถึงฉากตอนที่เต่าทมิฬน้อยไปถึงเมืองสิบขั้น มันได้สร้างความแตกตื่นอย่างมาก เพียงแค่ขู่คำรามก็ทำให้คนทั้งเมืองขวัญหนีดีฝ่อได้แล้ว

“ใช่คงทำให้ใครหลายคนไม่กล้าลงมือทำอะไรง่ายๆ”

มู่เหลียงพูดขึ้นและนึกถึงคนคนหนึ่ง หญิงสาวผมสีเขียวสดจากเมืองสิบขั้น ที่ขอให้เขาช่วยพาตระกูลของเธอหลบหนีออกมาจากเมือง

อีกฝ่ายก็ดูไม่ใช่คนเลวร้าย อาจจะขอแรงให้เธอช่วยโฆษณาเมืองเต่าทมิฬให้เขาได้

“ว่าแต่ แล้วหนังสือที่นายเขียนล่ะไปถึงไหนแล้ว พร้อมที่จะเอาไปขายแลกเปลี่ยนแล้วรึยัง”

หยู่ฉินหลานถามด้วยความอยากรู้ของเธอ

“นี้ไง”

มู่เหลียงหยิบม้วนหนังสือสัตว์ออกมาจากลิ้นชักโต๊ะทำงานของเขา

มันคือเรื่องราวตำนานที่เขาเขียนขึ้นในช่วงไม่กี่วันมานี้

“ขอฉันอ่านหน่อยได้ไหม”

หยู่ฉินหลานลูบมือไปมา พร้อมกับแววตาที่สนใจ

เมื่อมองไปยังชื่อที่เขียนอยู่บนหนังสัตว์เธอก็ถามด้วยความสงสัย

“ปกรณัมเริ่มแรก ชื่อแปลกจัง”

“มันคือเทพนิยาย”

มู่เหลียงตอบพร้อมกับอธิบายด้วยรอยยิ้ม

มันคือเรื่องราวตำนานเทพในโลกของเขา เรื่องราวที่ถูกเล่าขานต่อกันมาก่อนยุคประวัติศาตร์

“ผานกู่ต่อสู้กับเทพปีศาจและกำราบเทพปีศาจลงได้….และแล้วผานกู่ก็ได้สร้างโลกขึ้น”

(***ตำนานผานกู่เป็นเทพนิยายของจีนครับ เหมือนกับพวกเทพนิยายกรีก)

หยู่ฉินหลานที่ได้ลองอ่านดูก็รู้สึกประหลาดใจกับเนื้อหาของสิ่งเหล่านี้

“แล้วส่วนที่เหลือหล่ะ ทำไมมันถึงขาดหายไป”

เธอพยายามพลิกม้วนหนังเพื่อมองหาเนื้อหาที่หายไปของเรื่องนี้

“ฉันยังไม่ได้เขียนลงไป”

มู่เหลียงผายมือออกอย่างช่วยไม่ได้

มันยากมากที่จะเขียนเรื่องราวตำนานเทพที่เกิดขึ้นก่อนประวัติศาสตร์ได้ทั้งหมด

เขาคงจะต้องแบ่งเขียนเป็นช่วงๆ สำหรับตำนานของผานกู่

เพราะแค่ส่วนแรกของเทพนิยายนี้ก็ยาวถึง 30,000 คำ

และนี้จะเป็นหนังสือเล่มแรกที่ขายในถนนการค้า ในชื่อเรื่องของตอนแรกว่า ความโกลาหล

“สิ่งที่นายเขียนขึ้นมันคือเรื่องจริงรึป่าว”

หยู่ฉินหลานอดไม่ได้ที่จะสงสัย

งานเขียนของมู่เหลียงนั้นมันดูเกินจริงมาก ราวกับว่าเป็นเรื่องราวก่อนที่โลกจะถือกำเนิดขึ้น และมีเทพปีศาจกลุ่มหนึ่งพยายามยึดครองทุกสิ่ง

“มันเป็นเรื่องแต่ง….ทั้งหมดมาจากจินตนาการของฉันเอง”

มู่เหลียงส่ายหัวเบาๆ พร้อมกับหัวเราะเล็กน้อย

คืนนี้เขาไม่อยากให้ เลขาและผู้ช่วยคนเก่งของเขานอนไม่หลับ เพราะอยากรู้ช่วงต่อไปของหนังสือเรื่องนี้ และมันจะทำให้เธอไม่มีแรงทำงานอื่น

“นั้นสินะ แต่สิ่งที่นายเขียนมันดูเกินจริงเกินไป”

หยู่ฉินหลานถอนหายใจอย่างโล่งอก

“แม่หนู ขออ่านด้วยได้ไหม?”

หยู่เฟ่ยหยานพูดขึ้นด้วยความอยากรู้อยากเห็นของเธอ

“เอาไปสิ”

หยู่ฉินหลานส่งม้วนหนังให้กับหยู่เฟ่ยหยานทันที

เมื่อได้อ่านเล็กน้อย แววตาของหยู่เฟ่ยหยานก็ดูใสเป็นประกายขึ้นมาทันที

“หนังสือนี้จะเอาไปตีพิมพ์ด้วยไหม?”

“อืม งั้นคงต้องแบ่งคนที่ทำบัตรผ่าน มาช่วยพิมพ์สำเนาของม้วนหนังนี้สักชุดสองชุดก่อน”

มู่เหลียงเอาแผ่นกระดาษออกมาจากลิ้นชักและยื่นให้

“ลอกเนื้อหาลงในกระดาษแผ่นนี้ด้วยน้ำหมึก”

การจะคัดลอกตัวอักษรสามหมื่นกว่าตัวได้ คงไม่มีอะไรเร็วไปกว่าการใช้เครื่องพิมพ์อีกแล้ว

และหากมีรูปภาพอยู่ในหนังสือด้วยจะยิ่งดึงดูดคนอ่านได้ดีขึ้น

“ได้”

หยู่ฉินหลานรับกระดาษไป

ก่อนที่จะเอามือทัดผมเข้าข้างหูด้วยท่าทางอันน่ามอง และพูดด้วยน้ำเสียงที่ดูมีความสุข

“เมื่อคัดลอกสำเนาเสร็จแล้วตัวม้วนหนังต้นฉบับนี้ฉันขอได้ไหม”

“ได้สิ”

มู่เหลียงพยักหน้าตอบ

“งั้นเดี๋ยวฉันจะไปหาคนมาจัดการเรื่องนี้ให้นายเอง”

หยู่ฉินหลานลุกขึ้น และจูงแขนลูกสาวของเธอออกไปด้วย

“เดี๋ยวสิท่านแม่!”

หยู่เฟ่ยหยานร้องขึ้น

“ยังอ่านไม่จบเลย!”

“เดี๋ยวพอเอาไปตีพิมพ์เป็นหนังสือแล้ว จะอ่านเท่าไหร่ก็ได้!!”

หยู่ฉินหลานลากตัวลูกสาวเพื่อจะไปจัดการเรื่องที่มู่เหลียงไหว้วานทันที

เมื่อมาถึงทางออกก็เห็นลี่เยว่กับลี่ลี่ยืนรออยู่แล้วที่ประตู

“ไม่รีบไปหน่อยหรอ จิบชาสักถ้วยก่อนสิ”

มินโฮพูดขึ้นพร้อมกับเว่ยหยูหลันที่ถือถ้วยชุดน้ำชาอยู่

“ไม่ล่ะ มีอีกหลายอย่างที่ต้องไปทำ”

หยู่ฉินหลานยิ้มอย่างเป็นกันเอง และพาลูกสาวของเธอออกไปจัดการเรื่องคัดลอกสำเนาเทพนิยายของมู่เหลียง

มินโฮดูสองแม่ลูกจากไปอย่างเร่งรีบ ก่อนที่จะหันกลับมามองลี่เยว่กับลี่ลี่

“เธอเข้าไปก่อนเลย”

ลี่เยว่ผายมือให้มินโฮเข้าไปก่อน

ทั้งลี่เยว่และลี่ลี่มายืนรออยู่นานแล้ว แต่ไม่อยากเข้าไปขัดจังหวะการทำงานของมู่เหลียง

มินโฮพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนที่จะเดินนำเข้าไปพร้อมกับเว่ยหยูหลัน

“มู่เหลียง ฉันเอาน้ำชามาให้ ดื่มดับกระหายสักหน่อย”

มินโฮนำน้ำชาและมันเทศเผาที่หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ เป็นของว่างให้มู่เหลียง

“ได้สิ”

มู่เหลียงรับถาดน้ำชามาจากมือของมินโฮ

และเขาก็เหลือบไปเห็นสองสาวที่ยืนอยู่นอกประตู

“เธอสองคนก็เข้ามาก่อน”

“....”

ลี่ลี่กับลี่เยว่จึงเข้ามาในห้องด้วย

“เป็นห่วงเพื่อนของเธองั้นหรอ”

มู่เหลียงถามพร้อมกับจิบชาไปพราง และพอจะเดาออกว่าทำไมสองสาวถึงมายืนอยู่หน้าประตูเช่นนี้

“พรุ่งนี้จะถึงเมืองเซิงหยางแล้ว เราเลยจะมาถามเกี่ยวกับแผนการของนาย”

ลี่เยว่พูดเบาๆ เธอคิดว่ามู่เหลียงอาจจะมีแผนการดีๆ หรือคำแนะนำให้พวกเธอหรือไม่

“เต่าทมิฬน้อยจะถึงเมืองเซิงหยางวันพรุ่งนี้ และมันจะสร้างความโกลาหลไปทั่วแน่นอน”

มู่เหลียงวางถ้วยชาลงพร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“เมื่อถึงเวลานั้น อาศัยจังหวะที่เมืองกำลังวุ่นวาย พวกเธอก็แอบแฝงเข้าไปช่วยเพื่อนของเธอ”

“เห็นด้วย”

แววตาของลี่ลี่กับลี่เยว่ดูเป็นประกายขึ้นมาทันที

“แล้วฉันจะให้เสี่ยวไกไปช่วยสนับสนุนพวกเธออีกแรง”

มู่เหลียงเองก็เป็นห่วงเรื่องนี้เหมือนกัน ที่จะปล่อยให้หญิงสาวทั้งสองเข้าเมืองไปแบบนี้

แต่หากมีเสี่ยวไกตามไปด้วย มันก็ยังพอที่จะช่วยเป็นกำลังให้กับทั้งสองได้

“นั้นดีมากเลย”

ลี่ลี่แทบกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ

เธอนั้นรู้ดีถึงความแข็งแกร่งของเสี่ยวไก หากเป็นแบบนั้นเธอสามารถจัดการกับผู้มีพลังขั้น 6 ได้โดยที่ไม่มีใครเห็นตัวพวกเธอเลยด้วยซ้ำ