ตอนที่ 91

“นี้หรอการเดินทางตอนกลางคืน…”

หยู่เฟ่ยหยานที่แบกฟืนไว้บนหลัง หันมองดูบรรยากาศรอบๆ ยามค่ำคืนของดินแดนที่รกร้าง ด้วยความร่าเริง

“แต่ฉันเคยได้ยินมาจากนักล่าหลายคนบอกว่าเวลากลางคืนนั้นอันตรายมาก และมีแต่สัตว์อสูรที่ดุร้ายจ้องจะเล่นงานคน”

หยู่เฟ่ยหยานกำชับเชือกที่ไหล่ของเธอเล็กน้อย เธอแบกฟืนกลับมามากพอตัว และรู้สึกอึดอัดที่ถูกอะไรรั้งเอาไว้

“.....”

เว่ยกังที่ได้ยินสิ่งที่หยู่เฟ่ยหยานพูด มุมปากของเขาถึงกับกระตุกทันที และคิดในใจว่า

มันจะไปอันตรายได้ไง ในเมื่อมีสัตว์อสูรที่น่ากลัวกว่า 2 ตัวเปิดทางให้แบบนี้

“การเดินทางตอนกลางคืนนั้นอันตรายจริง อย่าได้คิดเดินทางกลางค่ำกลางคืนเด็ดขาด”

มู่เหลียงเตือน

เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กสาวคนนี้คิดไปเองว่า กลางคืนนั้นไม่ได้น่ากลัวกว่าที่คิด และลองออกมาผจญภัยกลางคืนเพียงคนเดียว

“มันอันตรายจริงๆ งั้นหรอ?”

หยู่เฟ่ยหยานถามขึ้นด้วยน้ำเสียงดูไม่เชื่อเท่าไร

“ใช่ เหตุผลที่พวกเราเดินทางได้สะดวกแบบนี้ เพราะสัตว์เลี้ยงของฉันทั้งสองตัวนำทางให้”

ก่อนที่มู่เหลียงจะชี้ไปด้านหน้าของเขา และพูดอย่างเป็นกันเอง

“และยังมีเต่าทมิฬน้อยที่อยู่ไม่ไกล ทำให้พวกสัตว์อสูรที่ดุร้ายไม่กล้าเข้ามาแถวนี้”

ที่การเดินทางครั้งนี้ดูราบรื่นไปหมดเพราะเต่าทมิฬน้อยนั่นเอง

ครั้งหนึ่งลี่เยว่เองก็เคยสงสัยว่าเหตุใดเธอจึงรู้สึกปลอดภัยเมื่ออยู่บนตัวของเต่าทมิฬ และสามารถนอนหลับได้เต็มอิ่ม

“เข้าใจล่ะ”

หยู่เฟ่ยหยานพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง เธอเองก็เห็นกับตาแล้วว่าสิ่งที่มู่เหลียงพูดคือเรื่องจริง

สำหรับการล่าครั้งแรกของเธอนั้น แม้จะดูปลอดภัย แต่ก็ยังมีความน่ากลัวแฝงอยู่

“คุณหนู หากว่าจำเป็นต้องออกเดินทางกลางคืนจริงๆ ให้พกขี้ของสัตว์อสูรชั้นสูงไว้ด้วย มันจะช่วยได้”

ไม่มีทางเลยที่จะออกไปล่าสัตว์หรือสัตว์อสูรหากไม่มีลูกเล่นอะไรเลย และพวกสัตว์อสูรบางตัวก็ไม่ได้โง่เขลาอีกด้วย เพราะงั้นทีมนักล่าย่อมมีความรู้และเทคนิกเอาตัวรอดที่มากกว่าคนทั่วไป

“ขี้ของสัตว์อสูรชั้นสูง?”

หยู่เฟ่ยหยานอุทานขึ้นอย่างประหลาดใจ และสนใจกับทุกสิ่งที่ทุกคนพูด

เพราะการเดินทางกลับนั้นน่าเบื่อเกินไปสำหรับเธอ

“มารวมกันตรงนี้เราจะขึ้นไปกันแล้ว”

มู่เหลียงตะโกนขึ้น

“ฮะ…ถึงแล้วงั้นหรอ?”

หยู่เฟ่ยหยานเงยหน้าขึ้นไปมอง และเห็นกับร่างที่ใหญ่โตอยู่ด้านหน้าของเธอ หากไม่สังเกตดีๆ จะเห็นกระดองของเต่าทมิฬเหมือนกับเขาลูกเล็กๆ ลูกหนึ่ง

“ขึ้น!”

มู่เหลียงตบเท้าลงไปบนพื้น ก่อนที่พื้นนั้นจะแยกตัวออกและยกสูงขึ้น

พื้นที่ยกสูงขึ้นได้ขึ้นมาส่งถึงประตูทางเข้าเมือง และเมื่อทีมนักล่าเห็นกำแพงเมืองทุกคนก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก

ส่วนเซียวหง กับเสี่ยวไกไม่ได้ขึ้นมากับมู่เหลียง พวกมันกระโดดและปีนไต่ขึ้นมาแทน

เมื่อพวกมันตามมาถึงมู่เหลียงก็ปลดซากของอสูรหนอนเก้าส่วนจากหลังของเสี่ยวไก และใช้พลังของควบคุมใยพันสายผูกมัดและลากมันเข้าเมืองไป

ฟิ้วว!

ตอนที่มู่เหลียงก้าวผ่านประตูเมืองเข้ามา ทั้งลี่เยว่ หยู่ฉินหลาน และมินโฮก็ปรากฏตัวขึ้นที่ถนน เมื่อเห็นแสงไฟจากประตูเมือง

ครืน!

อสูรหนอนถูกมู่เหลียงโยนไปวางไว้กลางหมู่บ้าน สร้างความตกใจให้กับทั้งสามคนทันที

“เป็นชายที่ไม่ละเอียดอ่อนเลยจริงๆ”

หยู่ฉินหลานบ่นเบาๆ ไม่ต้องคิดก็รู้ว่าใครกันที่ทำแบบนี้

“จริงของเธอ”

ลี่เยว่มุมปากกระตุก และพยักหน้าเห็นด้วย

“นี้หรอ ที่ล่ามาได้วันนี้”

มินโฮพูดด้วยความเขินอาย และหลบอยู่หลังลี่เยว่

“น่าจะใช่นะ”

ลี่เยว่ตอบพร้อมพยักหน้าเบาๆ

“พวกเธอมาทำอะไรที่นี่”

มู่เหลียงถามด้วยความสงสัยเมื่อเห็นทั้งสามคนอย่างชัดๆ

การที่หญิงสาวทั้งสามมาถึงที่นี่ในเวลาอันสั้นแบบนี้ แปลว่าพวกเธอนั้นมารอ อยู่นานแล้ว และเฝ้ารอว่าทีมนักล่าจะกลับมาเมื่อไร

มินโฮเมื่อเห็นมู่เหลียงก็มองสำรวจร่างกายของเขาอย่างละเอียด เมื่อเห็นว่าไม่มีบาดแผลเธอก็ถอนใจอย่างโล่งอก

และเธอก็สนใจสิ่งที่อยู่บนไหลาของมู่เหลียง และเดาว่านั้นคงเป็นสัตว์อสูรเลี้ยงตัวใหม่ของเขา

“ฉันมาดู…เผื่อมีอะไรให้ช่วย”

หยู่ฉินหลานพูดพร้อมกับม้วนผมสีฟ้าของเธอเล่น

เธอชำเลืองไปมองหยู่เฟ่ยหยานที่อยู่ด้านหลังของมู่เหลียง และถอนหายใจอย่างหมดห่วง

“เริ่มชำแหละอสูรหนอนเก้าส่วนเถอะ แล้วเอาเนื้อมารมควัน”

มู่เหลียงชี้ไปยังซากอสูนหนอนเก้าส่วนที่ขนาดตัวยาว 7 เมตร

“ไม่ได้เห็นอสูรหนอนเก้าส่วนมากี่ปีแล้วเนี่ย”

หยู่ฉินหลานพูดขึ้น ด้วยความสนใจ

“ท่านเจ้าเมือง งานใช้แรงเช่นนี้ให้พวกกระผมจัดการเถอะครับ”

หลังจากที่พวกเว่ยกังวางไม้กับฟืนแล้ว เขาก็รีบเข้ามาหามู่เหลียงและเสนอความคิดทันที

“ได้ งั้นฉันให้ลุงเป็นคนจัดการเรื่องนี้”

มู่เหลียงโบกมือเบาๆ

เดิมที เขาก็ต้องการให้ทุกคนช่วยกันจัดการอยู่แล้ว แต่เว่ยกังนั้นรู้งานและเข้ามาของานจากเขาก่อน

มู่เหลียงนั้นรู้สึกชื่นชมเว่ยกังในใจ ว่านี้คือพรสวรรค์ที่เขาได้เรียนรู้มาจากการสังเกตสิ่งต่างๆ

“เปลือกของมันเอามาสร้างอาวุธวิญญาณได้!”

ลี่เยว่เดินเข้าไปสำรวจร่างของอสูรหนอนเก้าส่วน และสัมผัสกับเปลือกนอกของมัน

“ใช่มันเอามาสร้างเป็นเกราะวิญญาณได้”

หยู่ฉินหลานพูดเสริมขึ้นและเห็นด้วย

“ฉินหลานเธอรู้วิธีการสร้างอาวุธวิญญาณด้วยงั้นหรอ”

มู่เหลียงถามด้วยความสงสัย

“ก็พอจะสร้างอาวุธวิญญาณง่ายๆ ได้ แต่ถ้าเป็นพวกของระดับสูงๆ ฉันเองก็ไม่ไหวเหมือนกัน”

หยู่ฉินหลานตอบพร้อมกับรอยยิ้มจางๆ

อาวุธวิญญาณระดับสูงจำเป็นต้องใช้เทคนิกลับ และความเชี่ยวชาญสูงในการสร้าง และมีขั้นตอนพิเศษที่รู้กันเพียงช่างฝีมือเท่านั้น

มู่เหลียงพยักหน้าและครุ่นคิดอยู่เล็กน้อย การจัดตั้งเมืองนั้นไม่เพียงแต่หาทรัพยากรอย่างเดียว จำเป็นต้องมีช่างฝีมือ และอื่นๆ อีก

เขานั้นอยากได้ปืนไรเฟิลแบบพิเศษที่แม่นยำกว่าปืนไรเฟิลทั่วไป และยังต้องการอุปกรณ์เสริมดีๆ อีกด้วย

“ลี่เยว่ ตัดส่วนของเปลือกหนอนออกมา และเอาไปสร้างอาวุธวิญญาณ”

มู่เหลียงออกคำสั่งกับลี่เยว่ทันที

“ฉันกำลังอยากได้เกราะพอดีเลย”

ลี่เยว่พูดขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มเล็กๆ

เธอไม่เกรงใจมู่เหลียงอีกต่อไป และควักมีดข้างเอวขึ้นมาตัดส่วนที่ต้องการ

“อย่า….ไปยุ่ง”

มู่เหลียงคว้าหูกระต่ายของมินโฮเอาไว้ก่อนที่เธอจะเดินเข้าไปหาร่างของอสูรหนอนเก้าส่วน

“ฉัน…ฉันทำได้”

มินโฮถือมีดเล่มเล็กๆ ในมือด้วยสีหน้าจริงจัง

“ฉันเคยชำแหละกิ้งก่ามาเยอะแล้ว แค่นี้สบายมาก”

“ไม่ต้องหรอก ฉันหิวแล้ว ทำอะไรให้ฉันกินหน่อย”

มู่เหลียงพูดขึ้นพร้อมกับส่งยิ้มให้มินโฮแทน

“หิวแล้วงั้นหรอ! เดี๋ยวฉันจะไปย่างเนื้อให้!”

มินโฮสะดุ้งเล็กน้อยก่อนที่จะ เข้าไปรับชิ้นเนื้อจากนักล่าที่แล่เนื้ออยู่ และวิ่งกลับไปที่เนินสูงทันที

“มู่เหลียง ขอยืมเจ้าหิ่งห้อยน้อยหน่อยได้ไหม?”

หยู่เฟ่ยหยานเดินเข้ามาใกล้ๆ และจ้องไปยังหนอนเรืองแสงที่อยู่บนไหล่ของมู่เหลียง

“เอาไปสิ ถ้าอยากให้มันเปล่งแสงก็เคาะไปที่หลังของมันเบาๆ สามที”

มู่เหลียงจับตัวหนอนเรืองแสง และใช้กระแสจิตสื่อสารกับมัน ให้มันเปิดปิดแสงตามที่บอก

“แล้วถ้าจะให้มันหยุดปล่อยแสงละ?”

หยู่เฟ่ยหยานถามอย่างสงสัย

เธอไม่คิดว่าเธอจะสามารถควบคุมหิ่งห้อยน้อยได้ง่ายดายแบบนี้

“ก็เคาะไปที่หลังของมันอีกหนึ่งที”

มู่เหลียงพูดก่อนที่จะเอาหนอนเรืองแสงใส่มือของหยู่เฟ่ยหยาน

“ได้ ฉันจำได้แล้ว!”

หยู่เฟ่ยหยานเมื่อได้รับหนอนเรืองแสงไป ก็ถือมันอย่างระมัดระวัง

เธออุ้มมันอย่างมีความสุขและวิ่งเข้าไปหาแม่ของเธอ

“แม่ดูแมลงตัวนี้สิ!”

หยู่เฟ่ยหยานเล่นหน้าเล่นตา และถามด้วยรอยยิ้มขี้เล่น

“แม่รู้ไหม นี้คืออะไร?”

“ไม่ต้องมองก็รู้ มันเป็นสัตว์เลี้ยงของมู่เหลียง”

หยู่เฟ่ยหยานยื่นหิ่งห้อนน้อยให้แม่ของเธอดู

หยู่ฉินหลานเพียงมองเล็กน้อย ก่อนที่จะพูดด้วยน้ำเสียงเฉยๆ

“แล้วลูกจะเอามาทำอะไร”

เธอเห็นหนอนเรืองแสงตั้งแต่แรกแล้ว ตอนที่ยืนอยู่ข้างมู่เหลียง

“ก็ลองเดาดูสิ!”

สีหน้าของหยู่เฟ่ยหยานดูผิดหวังเล็กน้อย เมื่อไม่เห็นว่าแม่ของเธอสนใจสิ่งนี้เลย

“ไม่ละ ขี้เกียจเดา”

หยู่ฉินหลานยิ้มน้อยๆ และไม่เล่นตามลูกของเธอ

“โถ่!! ไม่สนุกเลย”

หยู่เฟ่ยหยานเม้มริมฝีปาก ก่อนที่จะเดินกลับไปยังเนินสูงพร้อมกับหนอนเรืองแสงในมือ

“เอาล่ะ เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว”

ลี่เยว่ยืดตัวขึ้น และถือเปลือกของอสูรหนอนเก้าส่วนไปกองหนึ่ง

“งั้นกลับไปที่เนินสูงเถอะ”

มู่เหลียงบิดตัวไปมา ก่อนที่จะกวักมือเรียกเว่ยกัง

“ช่วยดูแลเรื่องเนื้อ และจัดแบ่งให้กับทุกครัวเรือนด้วย ที่เหลือก็เอาไปเก็บเอาไว้

“ขอรับ”

เว่ยกังรับคำสั่ง

“งั้นไปกันเถอะ”

มู่เหลียงเมื่อพูดจบแล้วก็มุ่งหน้าไปทางเนินสูงทันที

หยู่ฉินหลานวก้าวเท้าอย่างรวดเร็วขึ้นมาเดินข้างๆ มู่เหลียง

“นายมีแผนจะแจกจ่ายเนื้อที่เหลือยังไง”

“....”

ลี่เยว่เองก็รีบเดินขึ้นมาประกบข้างมู่เหลียงด้วยเช่นเดียวกัน และฟังที่ทั้งสองคนพูด

“ก็แบ่งตามผลงาน และการใช้งานของแต่ละคน”

มู่เหลียงกล่าวพร้อมกับรอยยิ้มที่มุมปาก

“ดูเหมือนว่ามู่เหลียงคงจะมีแผนมากกว่านี้สินะ”

หยู่ฉินหลานมองออกถึงสิ่งที่ซ่อนอยู่ใต้รอยยิ้มของมู่เหลียง

“ก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไรหรอก”

มู่เหลียงตอบพร้อมกับพยักหน้า

“ว่าแต่ แมลงที่หยู่เฟ่ยหยานอุ้มอยู่นั้นคือแมลงอะไรกัน”

หยู่ฉินหลานถามอย่างใจเย็น

“ทำไมงั้นหรอ…เธอดูสนใจมันนะ”

“อื้ม……ทำไมไม่ลองไปถามหยู่เฟ่ยหยานเองละ”

มู่เหลียงมุมปากยกสูงขึ้น และก้าวไปด้านหน้าอย่างรวดเร็ว

“???”

หยู่ฉินหลานไม่คิดว่ามู่เหลียงจะตอบอะไรแบบนี้

“แม่ลูกคู่นี้นิสัยเหมือนกันจริงๆ”

มุมปากของมู่เหลียงแฝงไปด้วยรอยยิ้มอันชอบใจ