พึ้บๆ
บนท้องฟ้ามีร่างสามร่างลอยอยู่
หรือจะพูดให้ถูกนั้นคือซิไป่ฉีกับหลานตี๋ที่กำลังบินอยู่
มิอาได้เกาะอยู่บนหลังของหลานตี๋ที่แปลงร่างเป็นนกอินทรียักษ์
แล้วตอนนั้นที่ซิไป่ฉีบินมาข้างๆ มิอา
เธอทำหน้ามุ่ยและถามอย่างไม่สบอารมณ์
“นังแมวเน่า เราต้องบินไปอีกไกลแค่ไหน?”
มิอากอดอกและพูดอย่างเย็นชา
“เราเกือบจะถึงแล้ว”
“นี้เธอพูดแบบนี้มากี่ครั้งแล้ว? ทุกครั้งที่ถามก็เอาแต่บอกว่าจะถึงแล้ว จะถึงแล้วอยู่นั้นแหละ”
ซิไป่ฉีตอบกลับมาอย่างไม่พอใจสุดๆ
ตั้งแต่พลังของเธอเพิ่มขึ้น การบินโดยไม่ต้องแบกของหนักหรือมีสัมภาระ เธอสามารถบินได้ทั้งวันโดยไม่ต้องพัก
แต่เธอก็ทนบินติดต่อกันหลายวันไม่ไหวเหมือนกัน
“เมื่อก่อนไม่เห็นจะรีบร้อนขนาดนี้”
มิอาหรี่ตาลงและมองไปยังซิไป่ฉีราวกับมองลึกเข้าไปในตัวของซิไป่ฉี
“แค่…”
หลังจากได้ยินซิไป่ฉีก็ถึงกับเมินหน้าหนีด้วยความเขินอาย
เธอไม่กล้าพูดว่าเธอคิดถึงชีวิตที่แสนสบายในเมืองเต่าทมิฬ และหลายวันมานี้เธอเดินทางและนอนในที่โล่งแจ่งตลอด มันทำให้เธอโหยหาชีวิตที่เมืองเต่าทมิฬมากขึ้นไปอีก
“หรือว่าอยากกลับไปเมืองเต่าทมิฬ”
มิอาถามอย่างเย็นชา
“ไม่ ไม่สักหน่อย”
สีหน้าของซิไป่ฉีดูแตกตื่นเล็กน้อย
ก่อนที่จะโบกมือปฏิเสธอย่างรวดเร็ว
“ก็แค่อยากกินของอร่อยๆ ที่เมืองเต่าทมิฬเท่านั้น”
“ที่จริง หากว่าเธอต้องการอยู่เมืองเต่าทมิฬ ก็กลับไปอยู่ได้เลยนะ ฉันจำไม่ได้ว่าไปบังคับให้เธอมาดินแดนเขียวขจีตอนไหน”
มิอาพูดด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ
“ฮึ่ม! มาต้องขนานนี้แล้ว ฉันเองก็อยากเห็นดินแดนเขียวขจีสิ”
ซิไป่ฉีเชิดคางขึ้นเล็กน้อย
เธอขบเขี้ยวน้อยๆ ของเธอ และพูดอย่างไม่พอใจ
“ก็ฉันถูกเธอหลอกให้ออกมาจากเมืองจันทร์ดับ ฉันก็ต้องไปดูสิว่าดินแดนเขียวขจีเป็นยังไง”
ซิไป่ฉีนั้นใช้ชีวิตแบบหลบหนีกับมิอามาตลอดหนึ่งปี ถ้าหากไม่ได้เห็นดินแดนเขียวขจีสักครั้งก็คงเสียแรงเปล่า
“ไม่ต้องกลัวดินแดนเขียวขจี จะไม่ทำให้เธอผิดหวัง”
มีรอยยิ้มเล็กๆ ที่มุมปากของมิอา
ก่อนที่แววตาของเธอดูเป็นประกายขึ้น ดินแดนเขียวขจีเป็นสถานที่ที่หลายคนนั้นฝันใฝ่จะไปให้ได้สักครั้ง
“อือ…แต่ฉันคิดว่าดินแดนเขียวขจีไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่”
อยู่ๆ หลานตี๋ก็พูดด้วยน้ำเสียงของนกอินทรี
“ห้ะ มันไม่ดีงั้นหรอ?”
ซิไป่ฉีกระพริบตาของเธออย่างสับสน
“มันยุ่งทุกวันเลย มันทำให้ฉันรู้สึกเหนื่อยทุกวัน”
หลานตี๋พูดด้วยสีหน้าหนักใจ
ในฐานะเจ้าหน้าที่ประสานงานของดินแดนเขียวขจี เธอต้องบินไปกลับบ่อยๆ หรือบางครั้งก็ต้องพาคนกลับมาด้วยเหมือนกับมิอา หรือต้องขนของกลับไปดินแดนเขียวขจี
บางครั้งต้องบินแบกของหนักๆ ในตอนกลางคืนด้วย
“....”
มิอาเม้มปากเล็กน้อย และไม่พูดอะไร
เห็นได้ชัดเลยว่าเธอเข้าใจสิ่งที่หลานตี๋พูด
“อะไรนะ! ยุ่งทุกวัน?”
ซิไป่ฉีถึงกับตกตะลึง
จากนั้นเธอก็หรี่ตาและมองไปยังมิอาด้วยสายตาที่ไม่ไว้ใจ ก่อนที่จถามด้วยน้ำเสียงสุขุม
“นังแมวเน่า แล้วอะไรที่เธอบอกว่าจะได้อยู่อย่างอิสระ?”
หากว่าการไปดินแดนเขียวขจีแล้ว ซิไป่ฉีไม่สามารถทำอะไรก็ได้ตามที่ต้องการ เธอขอไม่ไปดีกว่า
ที่เธอยอมออกจากเมืองจันทร์ดับนั้น ก็เพราะว่าอยากไปเห็นโลกกว้างมากกว่านี้ และไม่อยากอยู่แต่ในเมือง
หากว่าจะให้ต้องอยู่แต่ในเมือง อย่างน้อยก็ต้องเป็นสถานที่มีอาหารอร่อยๆ อย่างเมืองเต่าทมิฬ
แล้วจะดีกว่านี้หากว่ามีคนที่ให้เลือดเธอได้เหมือนกับเจ้าเมืองเต่าทมิฬ
“นี้เธอคิดเรื่องอะไรอยู่กันแน่?”
มิอาเหลือบมองซิไป่ฉีอย่างไม่สบอารมณ์
ก่อนที่เธอจะพูดเบาๆ
“สิ่งที่หลานตี๋บอกว่ายุ่งนั้น เพราะเธอเป็นคนของดินแดนเขียวขจีและเป็นเจ้าหน้าที่ที่ถูกฝึกมาโดยดินแดน เพราะงั้นเธอเลยมีหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบหลายอย่าง”
มิอาหยุดพูดเล็กน้อยก่อนที่จะพูดด้วยน้ำเสียงไม่ใส่ใจ
“อีกอย่างหากว่าไม่ต้องการเข้าร่วมกับดินแดนเขียวขจี ก็ไม่มีใครบังคับเธอได้อยู่แล้ว”
“ดี!! แบบนั้นแหละดีที่สุด”
ซิไป่ฉีถอนหายใจเล็กน้อยด้วยความโล่งอก
หลังจากที่หลานตี๋เห็นว่าทั้งสองคุยกันจบแล้ว เธอก็ดูลังเลขึ้นมาก่อนที่จะพูดขึ้น
“คือ…มิอา…ช่วยอะไรฉันหน่อยได้ไหม”
“ไม่”
มิอาปฏิเสธแทบจะในทันที แบบไม่ต้องคิด
“เอ๊!!”
หลานตี๋ร้องออกมาเสียงหลง และลืมกระพือปีกจนตัวของเธอเสียหลักไป
“ตั้งใจบินหน่อย!”
มิอาพูดกับหลานตี๋ที่กำลังเสียหลัก
ก่อนที่หางคิ้วของเธอจะกระตุกและพูดขึ้นอย่างเย็นชา
“บอกมาว่าอยากให้ช่วยอะไร”
“ฮะๆ ฉันรู้ว่ามิอาใจดีที่สุด”
หลานตี๋ดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที และบินสูงขึ้นมาอยู่ในระดับเดิมอีกครั้ง
“....”
ซิไป่ฉีตกใจและมองดูมิอาที่แสดงถึงสีหน้าลำบากใจ
นี้คือวิธีการที่หลานตี๋ใช้กับมิอาผู้เย็นชายังงั้นหรอ
“ถ้าอยากให้ฉันช่วยเธออู้งาน ก็ไม่ต้องพูดออกมาเลยนะ”
มิอาพูดดักหลานตี๋ก่อนทันที และเห็นได้ชัดเลยว่าเธอเคยถูกขอร้องแบบนี้มาแล้ว
“ป่าว ฉันไม่ได้จะแอบอู้สักหน่อย”
หลานตี๋พูดอย่างตื่นตระหนก
“....”
ซิไป่ฉีมองดูนกอินทรีที่ขนาดตัวสามเมตรด้วยความประหลาดใจ และฟังเสียงของหญิงสาวที่ดังออกมาจากปากของนกอินทรี
แม้ว่าจะเห็นมาหลายวันแล้วก็ตาม เธอก็ยังไม่รู้สึกชินสักที
“แล้วอยากจะให้ช่วยอะไร ไม่ใช่ว่าจะให้ช่วยไปขโมยของกินหรอกนะ”
มิอาพูดเบาๆ”
“โถ้!! นี้เธอเห็นฉันเป็นคนยังไงกัน”
หลานตี๋พูดอย่างโมโห
“ทำไมทุกครั้งที่ฉันขอให้ช่วยเธอต้องคิดว่าเป็นเรื่องแอบอู้กับขโมยของกินตลอดเลย”
“ก็ถ้าไม่พูดถึงอดีต แค่ดูจากเรื่องที่พึ่งผ่านมาก่อนหน้านี้ก็ได้”
มิอาเลิกคิ้วขึ้นก่อนที่จะพูดอย่างเย็นชา
“พวกเรารอเธออยู่ที่จุดติดต่อในเมืองปักษาต้องนาน แต่เธอแอบย่องออกไปเมืองเต่าทมิฬ และซื้อของกินในเวลางานเนี้ยนะ?”
“ก็ ก็ ….”
หลานตี๋หรีตาลง ไม่คิดว่าจะถูกจี้จุดแบบนี้
แววตาของมิอาฉายออกด้วยรอยยิ้ม ก่อนที่จะพูดอย่างคาดเดา
“ถ้าให้เดานะ มันคงเกี่ยวกับเมืองเต่าทมิฬใช่ไหม”
“เอ๋! มิอารู้ได้ไง”
แววตาของหลานตี๋เบิกหว้างด้วยความประหลาดใจ
“ว่ามา…ว่าเรื่องอะไร”
มิอาไม่พูดอะไรมาก จะเรียกว่าเป็นสัญชาตญาณของเธอก็ได้
“คือฉันอยากจะเปลี่ยนจุดประสานงาน เลยอยากจะให้เธอช่วยคุยกับเบื้องบนให้หน่อย”
หลานตี๋พูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“อยากจะย้ายไปเมืองนั้นใช่ไหม”
มิอาพูดอย่างกับเดาใจอีกฝ่ายได้
“ใช่ๆ ฉันอยากย้ายไปเมืองเต่าทมิฬ”
หลานตี๋พูดอย่างดีใจ
“ว่าแล้ว”
มิอาพูดอย่างเย็นชาและกล่าวต่อ
“เธอต้องรู้ก่อนนะว่าเมืองเต่าทมิฬไม่มีพื้นที่ให้จุดประสานงานระหว่างดินแดนเขียวขจี”
“เรื่องนั้นฉันจัดการเอง”
หลานตี๋พูดขึ้นขณะที่ตัวเองนึกถึงแต่อาหารแสนอร่อยในเมืองเต่าทมิฬ
ก่อนที่จะพูดออกมาเบาๆ
“เมืองเต่าทมิฬนั้นมีมนต์ขลัง คนจากดินแดนเขียวขจีจะต้องให้ความสนใจอย่างแน่นอน ไว้ใจได้ฉันจะทำงานประสานงานที่เมืองเต่าทมิฬเป็นอย่างดี”
“แต่ฉันว่าเธอหวังที่จะได้กินของอร่อยในเมืองนั้นมากกว่า”
มิอามุมปากกระตุกและพูดออกมา
“ไม่ใช่ๆ ฉันไม่ได้คิดแบบนั้นเลย”
น้ำเสียงของหลานตี๋ดูร้อนรนขึ้นมาทันที
“อย่าได้คิดแต่เรื่องกิน เมืองเต่าทมิฬจะมีประโยชน์กับดินแดนเขียวขจีอย่างมากในอนาคต มันไม่ใช่เรื่องที่เธอจะรับไหว”
มิอาพูดเบาๆ
หากว่าผู้อาวุโสของดินแดนเขียวขจีรู้เรื่องเมืองเต่าทมิฬเพาะปลูกพืชได้จำนวนมาก พวกเขาจะต้องหาทางเป็นพันทมิตรกับมู่เหลียงแน่นอน
“อ่าว? ไหนเป็นงั้นล่ะ”
หลานตี๋กระพริบตาด้วยความผิดหวัง
“มองไปข้างหน้า อย่างบินไปผิดทางก็พอ”
มิอาพูดด้วยน้ำเสียงดุ
เธอกลัวว่าหลานตี๋จะหลงและทำให้เสียเวลาเดินทาง
“ไม่หลงหรอก อีกครึ่งวันก็ถึงแล้ว”
หลานตี๋พูดอย่างอ่อนแรง
Copyright © 2025 xxxxx.com, All Right Reserved